“ธนาคารไทยพาณิชย์” ผนึกกำลัง “วงใน” เปิดตัวบริการ “แม่มณี x Wongnai POS” เจาะกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารด้วยคีย์โซลูชันระบบเพย์เมนต์แบบครบวงจร

 

  • สองยักษ์ใหญ่จากสองแพลตฟอร์ม มุ่งเสริมแกร่งสร้างจุดแข็งให้ธุรกิจร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ ด้วย “โททัล เรสเตอรองท์ โซลูชัน” รับเทรนด์ผู้บริโภคชื่นชอบการรับประทานอาหารนอกบ้าน

 

 

               กรุงเทพฯ (25 มิถุนายน 2561) – “ธนาคารไทยพาณิชย์” เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่ง SCB QR Payment แพลตฟอร์ม  มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผนึกกำลัง “วงใน” (Wongnai) ไลฟสไตล์แพลตฟอร์มด้านการค้นหาร้านอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของไทย เจาะกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็ก สอดรับเทรนด์ร้านอาหารมาแรง สร้างจุดแข็งให้ธุรกิจด้วย “โททัล เรสเตอรองท์ โซลูชั่น” (Total Restaurant Solution) ที่จะช่วยเชื่อมโยงร้านอาหารและผู้บริโภคเข้าด้วยกันได้อย่างครบวงจรมากขึ้น ชู “แม่มณี x Wongnai POS” ระบบการจัดการร้านอาหาร หนึ่งในคีย์โซลูชันที่มาพร้อมกับบริการที่โดนใจ อาทิ บริการด้านเทคโนโลยีการชำระเงินด้วย Dynamic QR code แค่สแกนแล้วจ่ายตามราคาบิล ลดปัญหายอดชำระเงินจากลูกค้า ไม่ตรงตามใบเสร็จให้กับเจ้าของร้านอาหาร อีกทั้งระบบการจัดการข้อมูลต่างๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาการบริหารจัดการร้าน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยขยายฐานลูกค้าให้กับธุรกิจ เกิดเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่ง สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ โดยในอนาคตอันใกล้ยังได้เตรียมพร้อมให้บริการส่งอาหาร (Food Delivery) เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่ไม่ต้องการมารับประทานอาหารที่ร้านเองอีกด้วย ตั้งเป้าเพิ่มยอดผู้ให้บริการ QR Code Payment ที่ 1.5 ล้านราย และมีปริมาณในการทำธุรกรรมผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดอยู่ที่ประมาณ 14- 15 ล้านธุรกรรมภายในสิ้นปี  

 

 

 

              นายยอด ชินสุภัคกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด หรือ Wongnai กล่าวว่า “ธุรกิจร้านอาหารเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงมากในปัจจุบัน โดยข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ‘Wongnai’ มีร้านอาหารอยู่ในระบบมากถึง 250,000 ร้าน จำนวนร้านอาหารเปิดใหม่ในปี 2560 สูงกว่าปี 2559 คิดเป็น 8.50% และสูงกว่าในปี 2558 คิดเป็น 14.94% โดยธุรกิจประเภทร้านกาแฟเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจในการตามไปใช้บริการและรีวิวกันมากที่สุด และมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของจำนวนร้านมากที่สุดเช่นกัน ในขณะที่ร้านอาหารอีสานแม้ว่าจำนวนร้านในปี 2558 และ 2559 จะเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์คงที่ แต่ปี 2560 กลับเพิ่มขึ้นถึง 25% เรียกว่า  ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเนื่องจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี และมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก ในฐานะที่ Wongnai เป็นแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ากับร้านอาหาร การร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ทำให้เรามั่นใจว่าจะสร้างประโยชน์และ use case ใหม่ๆ ให้กับทั้งร้านอาหารและผู้ใช้งาน ซึ่งเทคโนโลยีล่าสุดที่ Wongnai เปิดตัวคือ ระบบการจัดการร้านอาหาร หรือ POS (Point of Sale) ภายใต้ชื่อ “Wongnai POS” โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเชื่อมต่อร้านอาหารเข้ากับผู้ใช้ Wongnai กว่า 8 ล้านคนต่อเดือน โดยระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อกับบริการหลายๆ อย่าง  ไม่ว่าจะเป็น Wongnai เอง บริการส่งอาหารเดลิเวอรี่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านการชำระเงินแบบครบวงจร ที่เราได้รับการสนับสนุนดิจิทัลเพย์เมนต์โซลูชันจากธนาคารไทยพาณิชย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร้านอาหารในแพลตฟอร์มของเราได้เป็นอย่างมาก” 

 

 

 

 

 

              นายยอด ชินสุภัคกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด หรือ Wongnai กล่าวว่า “ธุรกิจร้านอาหารเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงมากในปัจจุบัน โดยข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ‘Wongnai’ มีร้านอาหารอยู่ในระบบมากถึง 250,000 ร้าน จำนวนร้านอาหารเปิดใหม่ในปี 2560 สูงกว่าปี 2559 คิดเป็น 8.50% และสูงกว่าในปี 2558 คิดเป็น 14.94% โดยธุรกิจประเภทร้านกาแฟเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจในการตามไปใช้บริการและรีวิวกันมากที่สุด และมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของจำนวนร้านมากที่สุดเช่นกัน ในขณะที่ร้านอาหารอีสานแม้ว่าจำนวนร้านในปี 2558 และ 2559 จะเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์คงที่ แต่ปี 2560 กลับเพิ่มขึ้นถึง 25% เรียกว่า  ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเนื่องจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี และมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก ในฐานะที่ Wongnai เป็นแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ากับร้านอาหาร การร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ทำให้เรามั่นใจว่าจะสร้างประโยชน์และ use case ใหม่ๆ ให้กับทั้งร้านอาหารและผู้ใช้งาน ซึ่งเทคโนโลยีล่าสุดที่ Wongnai เปิดตัวคือ ระบบการจัดการร้านอาหาร หรือ POS (Point of Sale) ภายใต้ชื่อ “Wongnai POS” โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเชื่อมต่อร้านอาหารเข้ากับผู้ใช้ Wongnai กว่า 8 ล้านคนต่อเดือน โดยระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อกับบริการหลายๆ อย่าง  ไม่ว่าจะเป็น Wongnai เอง บริการส่งอาหารเดลิเวอรี่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านการชำระเงินแบบครบวงจร ที่เราได้รับการสนับสนุนดิจิทัลเพย์เมนต์โซลูชันจากธนาคารไทยพาณิชย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร้านอาหารในแพลตฟอร์มของเราได้เป็นอย่างมาก” 

 

 

 

จุดเด่นของ “แม่มณี x Wongnai POS” ประกอบด้วย

 

  • เชื่อมต่อกับระบบ Wongnai โดยร้านสามารถปรับข้อมูล เช่น เมนูอาหาร เวลาเปิด/ปิด ได้แบบ Real-time ทำให้ทุกครั้งที่มีการเพิ่มเมนูใหม่หรือโปรโมชั่นจากทางร้าน จะทำให้ผู้ใช้งานใน Wongnai สามารถเห็นโปรโมชั่นได้ทันที
  • เชื่อมต่อกับระบบบริการส่งอาหาร ทุกครั้งที่มีออเดอร์การสั่งเดลิเวอรี่เข้ามาจากบริการส่งอาหาร จะมีแจ้งเตือนที่ Wongnai POS
  • เพื่อให้ทางร้านรับออเดอร์ ส่งเข้าสู่ครัวอย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดเวลาการทำงาน ลดความผิดพลาด ทำให้ค่าส่งถูกกว่า รวมทั้งสามารถดูรายงานยอดขายทั้งหมดได้โดยทันที
  • ตอบรับเข้าสู่ยุคของสังคมไร้เงินสด Wongnai POS จะสามารถรับจ่ายเงินได้ด้วย Dynamic QR Code ที่ได้รับการสนับสนุน
  • จากธนาคารไทยพาณิชย์ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ชำระเงินและช่วยลดปัญหาการชำระเงินผิดพลาด
  • Wongnai POS เป็นระบบ Point-of-Sale ที่มีมากกว่าอีก 200 ฟีเจอร์ เช่น การจัดการโต๊ะ การรันคิว การออกใบกำกับภาษี
  • การจัดการเงินสด รายงานประจำวัน เป็นต้น
  • Wongnai POS ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคอย่างดีที่สุด เป็นระบบจัดการร้านระบบเดียวที่ร้านอาหารต้องการ          

 

“สำหรับการผนึกกำลังในครั้งนี้ ธนาคารยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างวงใน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่มีแนวคิดที่ สอดคล้องกัน มีความเข้าใจและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในโลกดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเราหวังว่าการนำดิจิทัลเพย์เมนต์โซลูชัน มาผสานกับบริการต่างๆ บนแพลตฟอร์ม “Wongnai” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เสริมความแข็งแกร่งและสร้างความน่าสนให้กับธุรกิจร้านอาหาร ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพที่มีผู้บริโภคเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์สูงสุด” นางอภิพันธ์ กล่าวสรุป