คณะกรรมการธนาคาร

คณะกรรมการชุดย่อย

คณะกรรมการบริหาร

รายชื่อคณะกรรมการบริหาร

1. นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานกรรมการบริหาร
2. นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการอิสระ
3. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล กรรมการ
4. นางสาวลักขณา ลีละยุทธโยธิน กรรมการอิสระ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ
คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย รวมถึงระเบียบของธนาคาร และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของธนาคาร ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการธนาคาร มอบหมาย เพื่อให้บรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของธนาคาร และสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคาร รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการบริหารกิจการให้เป็นไปตามค่านิยมหลักของธนาคาร

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในเรื่องดังต่อไปนี้

  1. พิจารณาและจัดทำกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ เป้าหมายทางการเงิน และแผนงาน (ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว) รวมถึงงบประมาณประจำปี เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการธนาคาร

  2. พิจารณาอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ของธนาคารตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงแต่ไม่จำกัด เพียงเรื่องดังต่อไปนี้
    1. การให้สินเชื่อ
    2. การปรับปรุงโครงสร้างหนี้
    3. แนวทางในการลงทุนและการลงทุน
    4. การก่อภาระผูกพันและการกู้ยืมเงิน
    5. งานที่เกี่ยวเนื่องกับการพนักงาน
    6. งบประมาณ ค่าใช้จ่าย รายงานทางการเงิน (Financial Report) และรายงานเพื่อการบริหาร (MIS Report)
    7. เรื่องอื่น ๆ ที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกิจการของธนาคาร เช่น ธุรกิจใหม่ นโยบายดอกเบี้ย นโยบายสินเชื่อ การบันทึกบัญชี การเปิดสาขา การจัดโครงสร้างองค์กร เป็นต้น

  3. พิจารณากลั่นกรองงานทุกประเภทที่เสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณา ยกเว้น งานที่อยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ และ/หรือ เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดย่อยอื่นของธนาคารที่จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง เพื่อนำเสนอคณะกรรมการธนาคารโดยตรง

  4. พิจารณารับทราบเรื่องอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการและไม่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของธนาคาร เช่น คดีความที่ธนาคารตกเป็นจำเลย เป็นต้น ที่กรรมการบริหารเห็นว่าจำเป็นหรือสมควรที่จะให้เสนอเพื่อรับทราบ

  5. รับทราบรายงานด้านการตรวจสอบภายในสำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหา และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคาร โดยให้กลุ่มตรวจสอบ และกำกับ รายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบทันที

  6. พิจารณาหรืออนุมัติเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย

     


    ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารมีมติหรือคำสั่งให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการใดๆ แทน ผู้รับมอบอำนาจนั้นไม่สามารถมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนตนเองได้ เว้นแต่ในการมอบอำนาจนั้นได้ระบุไว้ว่าให้มอบอำนาจช่วงต่อไปได้
คณะกรรมการตรวจสอบ

รายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบ

1. นายประสัณห์ เชื้อพานิช ประธานกรรมการตรวจสอบ
2. นายเอกกมล คีรีวัฒน์ กรรมการอิสระ
3. ดร.พสุ เดชะรินทร์
กรรมการอิสระ
   นายเกรียง วงศ์หนองเตย
เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

 

คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ช่วยคณะกรรมการธนาคาร  โดยการให้คำแนะนำอย่างเป็นอิสระและเที่ยงธรรมเกี่ยวกับความเพียงพอของการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

 

1. ค่านิยมและจริยธรรม

       เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับค่านิยมและจริยธรรมของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • ทบทวนและประเมินนโยบาย ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่กำหนดขึ้นโดยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อติดตามว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนปฏิบัติตามค่านิยมและจรรยาบรรณ
  • กำกับดูแลกลไกของฝ่ายบริหารเพื่อสร้างและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการปฏิบัติตามจริยธรรมของคนในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูง
  • ทบทวนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบหรือวิธีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารในการติดตามให้มีการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ นโยบายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและจัดการกับการละเมิดกฎหมายหรือจริยธรรม

 

2 การกำกับดูแลองค์กร

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับกระบวนการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะทบทวนและให้คำแนะนำในกระบวนการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้

 

3 การบริหารความเสี่ยง

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • ทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของธนาคารทุกปี
  • รับรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานของฝ่ายบริหารและการติดตามการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์อย่างเหมาะสม
  • กำกับดูแล (Oversight) ในเรื่องความเสี่ยงที่สำคัญและการควบคุม รวมถึง ความเสี่ยงจากการทุจริต ประเด็นเกี่ยวกับธรรมาภิบาล และเรื่องอื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการธนาคารร้องขอ
  • กำกับดูแลความเพียงพอของการให้ความเชื่อมั่นในภาพรวม
  • สอบทานและให้คำแนะนำในกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่จัดให้มีและดูแลโดยฝ่ายบริหาร เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้

4 การทุจริต

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการป้องกันและตรวจพบการทุจริตของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • กำกับดูแลการดำเนินการของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการป้องกันและยับยั้งการทุจริต
  • ทำให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เหมาะสมต่อผู้ทุจริต
  • สอบถามฝ่ายบริหาร ผู้ตรวจสอบภายในและภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์มีการป้องกันการทุจริตและการควบคุมที่เหมาะสมเพื่อระบุถึงการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นและให้มั่นใจว่ามีดำเนินการสอบสวนหากมีการตรวจพบการทุจริต

5 การควบคุมภายใน

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับความเพียงพอและประสิทธิผลของการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อที่จะตอบสนองความเสี่ยงที่มีอยู่ในกระบวนการกำกับดูแลกิจการ กระบวนการปฏิบัติงานและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานและประเมินว่ากลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอเหมาะสมและมีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการควบคุมภายในของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการตรวจสอบภายใน รวมทั้งแนวทางการสื่อสารถึงความสำคัญของการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • พิจารณาประสิทธิผลของกรอบการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยและการควบคุมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • สอบทานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์โดยรวมและแยกตามหน่วยงาน
  • รับทราบรายงานเรื่องที่มีนัยสำคัญจากการปฏิบัติงานโดยผู้ให้บริการด้านการเงินและการให้ความเชื่อมั่นด้านการควบคุมภายในซึ่งได้รายงานต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการธนาคาร

6 การกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานให้กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • สอบทานประสิทธิผลของระบบการติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์และผลการสอบสวนของฝ่ายบริหารและติดตาม (รวมถึงการดำเนินการทางวินัย) กรณีของการทำผิด
  • สอบทานข้อสังเกตและข้อสรุปของผู้ตรวจสอบภายในและภายนอกและผลการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ
  • สอบทานกระบวนการสื่อสารจรรยาบรรณให้กับพนักงานของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และการติดตามการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • รับทราบรายงานจากฝ่ายบริหารของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์

 

การกำกับดูแลงานตรวจสอบภายในและผู้ให้บริการงานให้ความเชื่อมั่นอื่น ๆ

1 งานตรวจสอบภายใน
เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะกำกับดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.1 กฎบัตรการตรวจสอบภายในและการจัดสรรทรัพยากรบุคคล

  • สอบทานและอนุมัติกฎบัตรการตรวจสอบภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานตรวจสอบภายใน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการปฏิบัติงานวิชาชีพตรวจสอบภายในที่เป็นสากล (The IIA's International Professional Practices Framework) และขอบเขตงานการให้ความเชื่อมั่นและการให้บริการให้คำปรึกษา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน การบริหารความเสี่ยงและกระบวนการกำกับดูแลของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ และสะท้อนถึงพัฒนาการของวิชาชีพการตรวจสอบภายใน
  • ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นและลดลงของทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานตรวจสอบภายในเพื่อให้สามารถบรรลุแผนตรวจสอบภายในที่วางไว้ รวมถึงประเมินความต้องการในการเพิ่มทรัพยากรบุคคลที่อาจมีในรูปแบบการจ้างถาวรหรือรูปแบบการจัดจ้างคนภายนอก (Outsourcing)

1.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ

  • ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอนของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ
  • ใหข้อมูลอันเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบแก่ฝ่ายบริหาร
  • ให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ

1.3 กลยุทธ์ของหน่วยงานตรวจสอบภายในและแผนงาน

  • สอบทานและให้คำแนะนำในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ การวัดผลการปฏิบัติงานและผลที่เกิดขึ้น
  • สอบทานและอนุมัติแผนการตรวจสอบตามความเสี่ยงประจำปี และให้คำแนะนำเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานตรวจสอบ
  • สอบทานและอนุมัติแผนการตรวจสอบและแนวทางตรวจสอบ รวมถึงพิจารณาความเพียงพอของบุคลากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สำเร็จตามแผนที่กำหนดไว้
  • สอบทานผลการปฏิบัติงานเทียบกับแผนการตรวจสอบ

1.4 งานตรวจสอบและการติดตาม

  • สอบทานรายงานการตรวจสอบและการสื่อสารหรือนำเสนอต่อฝ่ายบริหาร
  • สอบทานแผนการติดตามการดำเนินการของฝ่ายบริหารจากประเด็นการตรวจสอบ
  • สอบทานและให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารในการจัดการกับประเด็นจากการสอบสวนพิเศษ
  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบว่ามีงานตรวจสอบภายในหรืองานอื่นใดที่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้รายงานคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ หากมี ให้สอบถามว่ามีประเด็นที่สำคัญใดจากงานดังกล่าวหรือไม่
  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบว่าพบหลักฐานการเกิดทุจริตในระหว่างการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในหรือไม่ และประเมินว่าควรดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว

1.5 การปฏิบัติตามมาตรฐาน

  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่า การปฏิบัติงานตรวจสอบภายในสอดคล้องกับ มาตรฐานสากลสำหรับการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายใน (มาตรฐาน) ของสมาคมผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors)
  • ทำให้มั่นใจว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในจัดทำการประเมินและมีแผนการปรับปรุงคุณภาพการทำงานอย่างสม่ำเสมอ และมีการนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
  • ทำให้มั่นใจว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในมีการประเมินคุณภาพการทำงานจากผู้ประเมินภายนอกทุกห้าปี
  • สอบทานผลการประเมินคุณภาพจากผู้ประเมินอิสระภายนอกและติดตามการดำเนินการตามคำแนะนำที่ได้รับ
  • แนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับการพัฒนาการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2 ผู้สอบบัญชี

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับงานของผู้สอบบัญชีภายนอกของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีภายนอกตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การนำเสนอผลการตรวจสอบงบการเงิน และการหารือผลการตรวจสอบรวมถึงคำแนะนำสำหรับฝ่ายบริหาร โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานวิธีการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี ขอบเขต และรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบภายใน
  • สอบทานการปฏิบัติงาน อนุมัติแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้สอบบัญชี
  • รับทราบการชี้แจงจากผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์รวมทั้งบริการที่ไม่ใช่งานตรวจสอบบัญชีในอดีตที่ผ่านมา และหารือกับผู้สอบบัญชีเพื่อยืนยันความเป็นอิสระ
  • ประชุมกับผู้สอบบัญชีเป็นประจำเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่มีความสำคัญและอ่อนไหว
  • ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผนการดำเนินงาน

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าฝ่ายบริหารได้มีการดำเนินการตามผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบภายในและภายนอก คณะกรรมการตรวจสอบจะสอบทานรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการของฝ่ายบริหารเป็นประจำ

3 งบการเงิน
คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ในการกำกับดูแล (Oversight) การตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงดูแลให้มีการแก้ไขข้อตรวจพบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การควบคุมภายใน กฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบและจริยธรรม โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานรายงานทางการเงินของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้มั่นใจว่างบการเงินถูกต้องและเพียงพอ และพิจารณาความครบถ้วนของข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบ และสอบทานความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่ใช้ในงบการเงิน
  • พิจารณาความถูกต้องและครบถ้วนของการเปิดเผยข้อมูลของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • สอบทานร่วมกับฝ่ายบริหารและผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับผลการตรวจสอบ รวมถึงปัญหาที่พบ
  • สอบทานประเด็นเกี่ยวกับบัญชีและการรายงานที่มีสาระสำคัญ รวมทั้งธุรกรรมที่ซับซ้อนหรือผิดปกติ เรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมากและกฎเกณฑ์ใหม่ๆของวิชาชีพ และทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่มีต่องบการเงิน
  • สอบทานงบการเงินประจำปี โดยพิจารณาว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องกันกับข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบทราบ และสะท้อนหลักการบัญชีที่เหมาะสม
  • สอบทานส่วนอื่น ๆ ของรายงานประจำปี และการยื่นข้อมูลตามเกณฑ์ทางการที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลก่อนที่จะประกาศ
  • พิจารณาร่วมกับผู้บริหารและผู้สอบบัญชีถึงเรื่องที่กำหนดให้ต้องสื่อสารกับคณะกรรมการตรวจสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป
  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ สมมติฐานและประมาณการที่ฝ่ายบริหารใช้ในการจัดทำงบการเงิน งบประมาณและแผนการลงทุน
  • ทำความเข้าใจวิธีการที่ฝ่ายบริหารจัดทำงบการเงินระหว่างกาลและการมีส่วนร่วมของผู้ตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก
  • สอบทานรายงานการเงินระหว่างกาลร่วมกับผู้บริหารและผู้สอบบัญชีภายนอกก่อนที่จะยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล และพิจารณาว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องกับข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบทราบ

4 ความรับผิดชอบอื่น ๆ
คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • กำกับดูแลการตรวจสอบพิเศษตามความจำเป็น
  • ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ
  • สอบทานบทบาทหน้าที่และกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบ และประเมินกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเมื่อมีการแก้ไข
  • จัดให้มีการประเมินตนเองโดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร
  • คณะกรรมการตรวจสอบควรมีการหารือและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เมื่อได้รับแจ้งพฤติการณ์อันควรสงสัยจากผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 89/25 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2559 และแจ้งผลให้ผู้สอบบัญชีและสำนักงาน ก.ล.ต. ทราบภายในเวลาที่ ก.ล.ต. กำหนด

5 การรายงาน
คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องรายงานสรุปการปฏิบัติงานและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย

  • สรุปการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบตามความรับผิดชอบในช่วงปีที่ผ่านมา
  • สรุปความคืบหน้าของผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นจากรายงานการตรวจสอบภายในและภายนอก
  • การประเมินในภาพรวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง การควบคุมและกระบวนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีความสำคัญหรือการเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • รายละเอียดของการประชุม รวมทั้งจำนวนครั้งของการประชุมและจำนวนของสมาชิกที่เข้าร่วม
  • ให้ข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม (ถ้ามี) ซึ่งเป็นไปตามพัฒนาการของการกำกับดูแลกิจการใหม่หรือที่จะเกิดขึ้นใหม่
  • คณะกรรมการอาจรายงานให้คณะกรรมการธนาคารทราบในช่วงเวลาใดขึ้นอยู่กับความสำคัญของเรื่องนั้น ๆ
  • จัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร
  • กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร และต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้นทราบในรายงานประจำปีของธนาคาร
  • รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควรในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบพบหรือมีข้อสงสัยว่ามีรายการหรือการกระทำ ดังต่อไปนี้
    - รายการที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    - การทุจริต หรือมีสิ่งผิดปกติหรือมีความบกพร่องที่สำคัญในระบบควบคุมภายใน
    - การฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของสถาบันการเงินและหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่น ๆ หากคณะกรรมการของธนาคารหรือผู้บริหารไม่ดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาตามที่คณะกรรมการตรวจสอบกำหนด คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องเปิดเผยการกระทำดังกล่าวไว้ในรายงานประจำปี และรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

รายชื่อคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

1. นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานกรรมการสรรหาค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล
2. พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล กรรมการ
3. นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการ
4. นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล กรรมการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. ด้านสรรหาและด้านการแต่งตั้งผู้บริหารและความต่อเนื่อง
    1. กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ
    2. คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย และผู้มีอำนาจในการจัดการ ให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณา

      ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมการธนาคาร คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาถึงประสบการณ์อย่างน้อยด้านหนึ่งด้านใดที่สำคัญสำหรับคณะกรรมการธนาคาร (เช่น การเงิน การธนาคาร บริหารธุรกิจ การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมาย การจัดการ) ตลอดจนพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การดำเนินการของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมีกลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม
    3. ดูแลให้คณะกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยมีขนาดและองค์ประกอบที่เหมาะสมกับองค์กร รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการ ชุดย่อยจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในด้านต่างๆ
    4. เปิดเผยนโยบายและรายละเอียดของกระบวนการสรรหาในรายงานประจำปีของธนาคาร
    5. สร้างความมั่นใจว่าธนาคารมีแผนการสืบทอดตำแหน่งและความต่อเนื่องในการบริหารที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้มีอำนาจในการจัดการ และเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  2. ด้านค่าตอบแทน
    1. กำหนดนโยบายจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมถึงจำนวนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นให้แก่กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการโดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และ/หรือ นำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วแต่กรณี และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหากมีการร้องขอ
    2. ดูแลให้กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ
    3. กำหนดแนวทางในการประเมินผลงานของกรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการเพื่อพิจารณาผลตอบแทนประจำปี
    4. เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนและเปิดเผยค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการกำหนดค่าตอบแทน โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย การดำเนินงาน และความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร
    5. เสนอแนะค่าตอบแทนที่เหมาะสมของคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อยต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    6. ทบทวนข้อเสนอของฝ่ายจัดการเรื่องนโยบายจ่ายค่าตอบแทน แผนการกำหนดค่าตอบแทนและผลประโยชน์พิเศษอื่นนอกเหนือจากเงินค่าจ้างสำหรับพนักงานธนาคาร และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    7. ทบทวนเป้าหมายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Target and Criteria) สำหรับธนาคาร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่ออนุมัติ
    8. เสนอแนะค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  3. ด้านบรรษัทภิบาล
    1. กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาลของธนาคารเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ ติดตามเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาลรวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ
    2. กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของธนาคารเป็นไปตามหลักบรรษัทภิบาลของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลตาม กฎหมาย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
    3. จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของนายกกรรมการ กรรมการรายบุคคล คณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อย

  4. คณะกรรมการสรรหาฯ ควรประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเป็นประจำ และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร

  5. คณะกรรมการสรรหาฯ อาจพิจารณาภารกิจในด้านสรรหา ด้านค่าตอบแทน และด้านบรรษัทภิบาล สำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และ/หรือ บริษัทลูก ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามความเหมาะสมและตามที่เห็นสมควร

  6. ดำเนินการใดๆ ตามหน้าที่ที่กฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ หรือ คำสั่งของทางการที่เกี่ยวข้องกำหนด

 

คำนิยาม:
“ธนาคาร” หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

“ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายถึง

  1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) กรรมการที่เป็นผู้บริหารหรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึง ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส (FEVP) รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานกฎหมาย (Group General Counsel) ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer)
  2. บุคคลซึ่งธนาคารทำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงาน ทั้งหมดหรือบางส่วน
  3. บุคคลซึ่งตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการ กรรมการ หรือการจัดการของธนาคาร ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือการดำเนินงานของธนาคาร

“กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” หมายถึง

  1. กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
  2. กรรมการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการหรือมีส่วนร่วมในการบริหารงานใดๆ เยี่ยงผู้บริหาร และให้หมายความรวมถึงบุคคลในคณะกรรมการบริหาร (Executive committee)
  3. กรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพัน เว้นแต่เป็นการลงนามผูกพันตามรายการที่คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติไว้แล้วเป็นรายกรณี และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น

“บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน” หมายถึง บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“บริษัทลูก” หมายถึงบริษัทตามความหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ.28/2551 เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

รายชื่อคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

1. ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม
2. พ.ต.อ. ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม กรรมการ
3. นายประภาศ คงเอียด กรรมการ
4. นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. กำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมของธนาคาร

  2. กำหนดนโยบายในการทำงานและประสานไปยังมูลนิธิสยามกัมมาจล

  3. พิจารณาจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสำหรับธนาคารและ มูลนิธิสยามกัมมาจล
คณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

รายชื่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

1. นายเกริก วณิกกุล กรรมการอิสระ และประธานกรรมการกำกับความเสี่ยง
2. นายเชาวลิต  เอกบุตร
กรรมการ
3. นายอาทิตย์ นันทวิทยา
กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
4. นายสารัชต์ รัตนาภรณ์
ผู้จัดการใหญ่
5. นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์
ผู้จัดการใหญ่
   นายอนุชา เหล่าขวัญสถิตย์
เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
  2. ดูแลให้ผู้บริหารระดับสูงรวมถึงหัวหน้าหน่วยงานบริหารความเสี่ยงปฏิบัติตามนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงรวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  3. ดูแลให้กลยุทธ์ในการบริหารเงินกองทุนและสภาพคล่องเพื่อรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีความสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่ได้รับอนุมัติ
  4. ทบทวน สอบทานความเพียงพอและประสิทธิผลของนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงควรหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อประเมินว่านโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภท รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีการดำเนินการตามนโยบายและกลยุทธ์ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  5. รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารถึงฐานะความเสี่ยง ประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสถานะการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง ตลอดจนปัจจัยและปัญหาที่มีนัยสำคัญ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ ในการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
  6. มีความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการปฏิบัติงานของ Chief Risk Officer
  7. ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารในการปลูกฝัง Risk Culture ทั่วทั้งองค์กร และกำกับให้มีการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กร

คณะกรรมการเทคโนโลยี

รายชื่อคณะกรรมการเทคโนโลยี

1. นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล กรรมการอิสระ และประธานกรรมการเทคโนโลยี
2. นายอรพงศ์ เทียนเงิน
ผู้จัดการใหญ่
3. ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์
ผู้จัดการใหญ่
4. Mr. Colin Dinn เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. กำกับดูแลกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมด้านระบบงานของธนาคาร เพื่อให้มั่นใจว่ามีความสอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธนาคาร ซึ่งรวมถึงบูรณาภาพของการ ให้บริการด้านเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี  ตลอดจนการส่งเสริมการปฏิบัติงานที่ดีด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของธนาคาร

  2. ทบทวนการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี  งบประมาณ และ/หรือ ประเด็นต่าง ๆ และรายงานต่อคณะกรรมการธนาคาร

  3. ร่วมกับคณะกรรมการธนาคาร ในการอนุมัติเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายด้านเทคโนโลยี รวมทั้งให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการธนาคาร เกี่ยวกับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเทคโนโลยี

  4. ศึกษาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพธุรกรรมทางการเงินของธนาคารให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นธนาคารชั้นนำด้านเทคโนโลยี 

  5. ในกรณีที่คณะกรรมการเทคโนโลยีมีมติหรือมอบหมายให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดทำหน้าที่แทน  บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมายดังกล่าวไม่สามารถมอบหมายหรือมอบอำนาจช่วงให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการเทคโนโลยี

  6. มีอำนาจในการเรียกประชุมกับกรรมการและผู้บริหารของธนาคาร เพื่อบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี

  7. คณะกรรมการเทคโนโลยีจะนำเสนอรายงานประจำปีต่อคณะกรรมการธนาคาร เกี่ยวกับ “สถานการณ์ด้านเทคโนโลยี”  นอกจากนั้น เมื่อคณะกรรมการเทคโนโลยีเห็นว่าประเด็นใดมีความสำคัญจะพิจารณานำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการธนาคาร กรรมการบริหาร  กรรมการตรวจสอบ และกรรมการบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการชุดต่าง ๆ มีความเห็นที่สอดคล้องกันในด้านเทคโนโลยี 

  8. คณะกรรมการเทคโนโลยีจะเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่คณะกรรมการธนาคาร เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี

คณะกรรมการฝ่ายจัดการ

คณะกรรมการจัดการ

รายชื่อคณะกรรมการจัดการ

1. นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ กรรมการ
2. นายอรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการ
3. ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ กรรมการ
4. นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ กรรมการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

 

               คณะกรรมการจัดการมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการของธนาคาร ให้เป็นไปตามกลยุทธ์ บรรลุเป้าหมายทางการเงินและเป้าหมายทางธุรกิจ ตลอดจนเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญ รวมถึงดูแลการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคาร

               นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดการยังมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้

  1. จัดทำแผนธุรกิจและแผนงานประจำปี (Business and Annual Operating Plan) รวมถึงเป้าหมายทางการเงิน งบประมาณประจำปี และตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน ตามแนวทางของยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพิจารณากลั่นกรองก่อนนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  2. ทบทวนผลการดำเนินงานและกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขัน

  3. พิจารณาเรื่องต่างๆ ดังนี้
    1. อนุมัติยุทธศาสตร์และแผนงานการดำเนินการของโครงการที่สำคัญของธนาคาร พิจารณาอนุมัติการจัดสรรทรัพยากรตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงติดตามการดำเนินการและตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการนั้น ๆ จะประสบผลสำเร็จ
    2. อนุมัติ และ/หรือรับทราบเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่/บริการใหม่/กระบวนการปฏิบัติงานใหม่
    3. อนุมัติแผนการจัดสรรทรัพยากรที่สำคัญของธนาคาร (อาทิ การใช้พื้นที่สำนักงาน)
    4. กลั่นกรองงานทุกประเภทที่ไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการฝ่ายจัดการชุดใด ๆ หรือผู้จัดการใหญ่ หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร

  4. รายงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ของธนาคาร
คณะกรรมการ People Development

รายชื่อคณะกรรมการ People Development Committee

1. นายอาทิตย์ นันทวิทยา
ประธานคณะกรรมการ
2. นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ กรรมการ
3. นายอรพงศ์ เทียนเงิน
กรรมการ
4. ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์
กรรมการ
5. นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ กรรมการ
6. นางสาวพรรณพร คงยิ่งยง
กรรมการ
7. นายธนา เธียรอัจฉริยะ กรรมการ
8. Mr. Christian Roland
กรรมการ
9. นายวรวัจน์ สุวคนธ์
กรรมการ
    นายบัณฑิต จำรัสธรางกูล
เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. การให้การสนับสนุนและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกต้อง
  2. การกำหนดทิศทางและติดตามการดำเนินการเพื่อให้ธนาคารมุ่งสู่ The Most Admired Employer
  3. การสนับสนุนให้มีการสร้างบุคลากรและวัฒนธรรมแบบ agile ทั่วทั้งธนาคาร และสนับสนุนการดำเนินการให้เกิด Agile at Scale ที่ประสบผลสูงสุด
  4. สร้างให้เกิดการทำงานแบบ SCB:Customer Centric, Speed, Innovation, Risk Culture
  5. การกำหนดแนวทางและติดตามการดำเนินงาน strategic workforce planning เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านจำนวนพนักงาน และด้านค่าใช้จ่าย
  6. การสนับสนุนการสรรหาบุคลากรเชิงกลยุทธ์ ในตำแหน่งที่สำคัญสำหรับการ transform พนักงานเพื่อเพิ่มการเติบโตของธุรกิจในรูปแบบใหม่
  7. การดูแลการโอนย้ายภายในเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสรรหาบุคคลากรจากภายในและการยกระดับความสามารถของพนักงาน
  8. การติดตามและให้แนวทางในการพัฒนากลุ่ม Talent ของธนาคาร
  9. การอนุมัติแนวทางการวางแผนการสืบทอดตำแหน่งเพื่อทดแทนพนักงานเกษียณและเพื่อกลุ่ม agile
  10. การกำหนดทิศทางการเพิ่มศักยภาพของพนักงานเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ รวมถึงการเพิ่มและปรับทักษะของพนักงานเพื่อรองรับธนาคารแห่งอนาคต
คณะกรรมการปรับปรุงธนาคาร

รายชื่อคณะกรรมการโครงการปรับปรุงธนาคาร

1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธาน
2. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มการเงินและโครงการปรับปรุงธนาคาร รองประธาน
3. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารความเสี่ยง กรรมการ
5. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล กรรมการ
6. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ กรรมการ
7. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มทรัพยากรบุคคล กรรมการ
ผู้จัดการสำนักงานบริหารโครงการปรับปรุงธนาคาร เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. การกำหนดทิศทาง กลยุทธุ์และการจัดอันดับความสำคัญในการปรับปรุงธนาคาร
  2. การแก้ไขปัญหาและตัดสินใจประเด็นสำคัญต่างๆ ในระดับนโยบาย
  3. การจัดสรรทรัพยากรสำหรับโครงการต่างๆ เพื่อให้โครงการธนาคารลุล่วงตามวัตถุประสงค์
  4. การติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของโครงการต่างๆ
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

รายชื่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

1. Chief Risk Officer ประธานกรรมการ
2. Chief Financial Officer กรรมการ
3. Chief Legal and Control Officer กรรมการ
4. Chief Technology Officer กรรมการ
5. Chief Strategy Officer กรรมการ
6. ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจพิเศษ กรรมการ
7. ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจพิเศษ กรรมการ
   ผู้บริหารสูงสุดบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. วางกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ให้สอดคล้องกับกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร
  2. กลั่นกรองนโยบาย และแนวทางการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน นำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงหรือคณะกรรมการชุดย่อยอื่น / คณะกรรมการธนาคาร ซึ่งต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงประเภท
    ต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เป็นต้น
  3. ควบคุม ดูแล ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน มีการบริหารความเสี่ยงตามนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของกลุ่ม ตลอดจนมีผลการวัดระดับความเสี่ยงอยู่ภายในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งพิจารณาอนุมัติรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk Acceptance) เมื่อมีประเด็น
  4. พิจารณาอนุมัติกฎบัตรของคณะกรรมการชุดย่อย ได้แก่ คณะกรรมการ Model Risk Management Committee (MRMC) ซึ่งหมายความรวมถึง การพิจารณาอนุมัติบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบและการแต่งตั้งคณะกรรมการ MRMC
  5. นำเสนอการทบทวน สอบทานความเพียงพอและประสิทธิผล ของนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ต่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงควรหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับหน่วยงานตรวจสอบของบริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มฯ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของ
    กลุ่มธุรกิจทางการเงินครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภทรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีการดำเนินการตามนโยบายและกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  6. รายงานต่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงถึงฐานะความเสี่ยง ประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง และสถานะการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง ตลอดจนปัจจัยและปัญหาที่มีนัยสำคัญ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
  7. ดำเนินการให้มีการปลูกฝัง Risk Culture ทั่วทั้งองค์กร และกำกับให้มีการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กร

คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน

รายชื่อคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน

1. ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 
ประธานคณะกรรมการ
2. ผู้จัดการใหญ่ ที่รับผิดชอบด้านธุรกิจ กรรมการ
3. ผู้จัดการใหญ่ ที่รับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์และการเงิน กรรมการ
4. ผู้จัดการใหญ่ ที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยี กรรมการ
5. ผู้จัดการใหญ่ ที่รับผิดชอบด้านปฏิบัติการ กรรมการ
6. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer กรรมการ
7. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Strategy Officer กรรมการ
8. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Risk Officer กรรมการ
9. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Chief Wholesale Banking Officer กรรมการ
10. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief SME Banking Officer กรรมการ
11. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Wealth Banking Officer กรรมการ
12. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief SSME and Retail Banking Officer กรรมการ
13. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center กรรมการ
14. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารการเงิน กรรมการและเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. Liquidity Policy
    1. กำหนดนโยบายการบริหารสภาพคล่องให้มีความเหมาะสมทางธุรกิจ และเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของทางการ
    2. ติดตามภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
    3. กำหนดนโยบายและเพดานความเสี่ยงในการบริหารสภาพคล่อง
    4. อนุมัติและทบทวนแผนรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสภาพคล่อง (Contingency Funding Plan)
    5. ให้ความเห็นชอบต่อแผนรองรับการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง (Recovery Plan)

  2. Interest Rate Risk and Foreign Exchange Risk Policy
    1. กำหนดนโยบายและเพดานความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
    2. อนุมัติประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางด้านเงินกู้ เช่น MLR MOR และด้านเงินฝาก เช่น อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์และฝากประจำใน Term มาตรฐาน
    3. ให้ความเห็นชอบในการกำหนดวงเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารหนี้ ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้ง Structured notes ทั้งใน Trading Book และ Banking Book ทั้งสกุลบาทและเงินสกุลต่างประเทศ

  3. Asset and Liability Structure
    1. กำหนดนโยบายในการจัดการโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินเพื่อ Optimize risk/return และการกระจายความเสี่ยง
    2. ให้ความเห็นชอบในการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเกิน 1 ปี เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวให้กับธนาคาร เช่น หุ้นกู้ Structured notes และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารได้ เป็นต้น
    3. อนุมัติเครื่องมือในการบริหารจัดการ เช่น Fund Transfer Pricing และ Economic Profit

  4. Capital Management
    1. กำหนดนโยบายระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจและข้อกำหนดของทางการ
    2. ให้ความเห็นชอบแผนการจัดหาเงินกองทุนของธนาคารในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการออกตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หรือตราสารอื่นใด ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารได้
    3. ควบคุมดูแลให้มีการใช้เงินกองทุนของธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
    4. ติดตามการดำเนินงานในด้านต่างๆ ข้างต้นให้เป็นไปตามนโยบาย

คณะกรรมการบริหารการลงทุนตราสารทุน

รายชื่อคณะกรรมการบริหารการลงทุนตราสารทุน

1. ผู้จัดการใหญ่ที่รับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์และการเงิน ประธานคณะกรรมการ
2. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง กรรมการ
3. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการเงิน กรรมการ
4. ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจพิเศษ กรรมการ
5. ผู้อำนวยการอาวุโส Financial Management Division กรรมการ และเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. พิจารณา ทบทวน และอนุมัติการลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุน รวมถึงนโยบายการลงทุน สถานะความเสี่ยง กระบวนการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
  2. ทบทวนและประเมินผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
  3. ปรับปรุง แก้ไขกฎบัตรฯ หรือนโยบายการลงทุน ก่อนนำเสนอขออนุมัติคณะกรรมการธนาคาร
คณะกรรมการพิจารณาการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์

คณะกรรมการพิจารณาการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์

1. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Risk Officer ประธานกรรมการ
2. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์การลงทุน กรรมการ
3. รองผู้จัดการใหญ่ Investment Banking Coverage กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์สินเชื่อลูกค้าธุรกิจ กรรมการ
5. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย Market Risk Management กรรมการ
6. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายธุรกิจตลาดทุน กรรมการและเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. มีอำนาจพิจารณา ทบทวน ความเสี่ยงด้านตลาดในการรับประกันการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ หน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และกองทุนรวมพิเศษ ซึ่งธนาคารเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าว
  2.  มีอำนาจพิจารณา ทบทวน ความเสี่ยงด้านตลาดสำหรับการรับประกันการจัดจำหน่ายตราสารทุน ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าว
  3. อนุมัติการรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ตามวงเงิน Potential Loss Limit ที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคาร
  4. เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร และ/หรือ คณะกรรมการธนาคาร ในกรณีที่เกินกว่าอำนาจคณะกรรมการ หรือเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง

หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ

กฏบัตรและนิยามกรรมการอิสระ

กฏบัตรคณะกรรมการธนาคาร

1. วิสัยทัศน์

คณะกรรมการของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“คณะกรรมการธนาคาร”) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ในการดำเนินงานของธนาคารคือ “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” หรือ “The Most Admired Bank” โดยมีเป้าหมายแต่ละองค์ประกอบ ดังนี้ ลูกค้า (Customers) พนักงาน (Employees) ผู้ถือหุ้น (Shareholders) สังคม (Society) และองค์กรผู้กำกับดูแล (Regulators)

 

2. หน้าที่และความรับผิดชอบ

หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย หนังสือบริคณฑ์สนธิ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้

        (ก) กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และเป้าหมายทางการเงินสำหรับธนาคาร รวมทั้งพิจารณาอนุมัตินโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่ฝ่ายบริหารเสนอ และกำกับควบคุมดูแลให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

        (ข) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะกรรมการ มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมาตรฐานจริยธรรม ด้วยความสุจริตและด้วยความระมัดระวัง

        (ค) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มีระบบการบริหารความเสี่ยง การกำกับและตรวจสอบ และการควบคุมภายในที่เหมาะสม

        (จ) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนอยู่ในระดับที่มั่นคงและเพียงพอ ที่จะรองรับการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง

        (ง) ติดตามและประเมินผลการทำหน้าที่บริหารจัดการเพื่อให้บรรลุตามกลยุทธ์และภายใต้งบประมาณซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร

        (ฉ) วางบรรทัดฐานและประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารระดับสูง1 และ ที่ปรึกษาของธนาคาร2 อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

        (ช) ดูแลให้มีการจัดทำบัญชีและการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงินและสาธารณชนทั่วไป

        (ซ) ดูแลให้มีกระบวนการจัดส่งรายงาน (management letter) จากผู้สอบบัญชีภายนอก และข้อคิดเห็นจากฝ่ายจัดการต่อคณะกรรมการธนาคาร ภายใน 4 เดือน จากวันปิดงวดบัญชี

        (ฌ) พิจารณาทบทวนแผนการสืบทอดตำแหน่งของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่โดยสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

        (ญ) ตรวจตราและดำเนินการให้เป็นที่แน่ใจว่าได้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณกรรมการธนาคาร

        (ฎ) กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาล ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบน

        (ฏ) พิจารณาทบทวนความเหมาะสมของการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ไปปรับใช้ตามบริบททางธุรกิจ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

3. อำนาจของคณะกรรมการธนาคาร

อำนาจของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับ ตลอดจนมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งรวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้:

        (ก) แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการธนาคาร (Board Committees) และกำหนดค่าตอบแทนสำหรับกรรมการชุดย่อย (ไม่เกินกว่าจำนวนรวมที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น)

        (ข) แต่งตั้งและพิจารณากำหนดค่าตอบแทนรวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่

        (ค) แต่งตั้งและพิจารณากำหนดค่าตอบแทนรวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานสำหรับผู้บริหารระดับสูง1 และที่ปรึกษาของธนาคาร 2

        (ง) พิจารณาอนุมัติ :

            (1) วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และแผนกลยุทธ์ (ซึ่งจะต้องทบทวนเป็นรายปี)

            (2) แผนธุรกิจประจำปี

            (3) งบประมาณประจำปี

            (4) งบการเงินสำหรับงวดไตรมาส งวดครึ่งปีและ งบการเงินประจำปี

            (5) การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

            (6) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรในระดับกลุ่ม และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในองค์การที่สำคัญ

            (7) การได้มา การก่อตั้ง การจำหน่ายจ่ายโอน หรือการระงับซึ่งทรัพย์สินที่สำคัญหรือธุรกิจใดของธนาคาร

            (8) การเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันซึ่งขนาดของรายการมีนัยสำคัญต่อธนาคารและบริษัทย่อยของธนาคาร

            (9) การออกตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์อื่นใดของธนาคาร

            (10) แถลงการณ์ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับนโยบาย หรือกลยุทธ์ที่สำคัญของธนาคาร

            (11) การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอำนาจใดๆ ที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการ

        (จ) พิจารณามอบอำนาจบางประการเป็นครั้งคราวแก่คณะกรรมชุดย่อย

 

4. องค์ประกอบ

คณะกรรมการธนาคารประกอบด้วยกรรมการตามจำนวนที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกำหนด แต่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน นอกจากนี้ กรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน หรือ หนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า) จะต้องเป็นกรรมการอิสระ3 และจำนวนกรรมการที่เป็นผู้บริหาร4 จะต้องไม่เกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

 

5. วาระการดำรงตำแหน่ง

กรรมการจำนวนหนึ่งในสามของคณะกรรมการธนาคารจะต้องพ้นจากตำแหน่งในทุกครั้งของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โดยให้กรรมการซึ่งอยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่กรรมการที่จะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจแบ่งได้พอดีหนึ่งในสาม ก็ให้ใช้จำนวนที่ใกล้ที่สุดกับหนึ่งในสาม อย่างไรก็ตาม กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ได้

นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระไม่เกินกว่า 9 ปี

 

6. บรรทัดฐานสำหรับการเป็นกรรมการธนาคาร

ในการเสนอชื่อบุคคลใดเป็นกรรมการธนาคาร คณะกรรมการธนาคารจะสรรหาและคัดเลือกกรรมการให้ตรงกับกลยุทธ์ และการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เพื่อให้ธนาคารมีองค์ประกอบของกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญครบทุกด้านที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของธนาคารให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยกรรมการธนาคารจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีความรู้ความชำนาญ แบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ 1) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์ในการบริหารจัดการเชิงมหภาค 2) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น กฎหมาย บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และ 3) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์ด้านอื่นๆ เช่น ด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมีกลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม

 

7. การเลือกตั้งกรรมการ

        (ก) คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลจะเป็นผู้คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง หรือเพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณานำเสนอชื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งต่อไป

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะเลือกกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระ3 คนหนึ่งเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกกรรมการ คณะกรรมการธนาคารอาจเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นอุปนายกกรรมการโดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่นายกกรรมการมอบหมายก็ได้

 

8. การปฐมนิเทศกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่

กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่จะได้รับการปฐมนิเทศโดยจะมีการอธิบายให้ทราบถึงข้อสรุปโดยรวมและข้อมูลที่เกี่ยวกับธนาคาร และยังได้รับคำแนะนำทางด้านกฎหมาย ระเบียบ บรรษัทภิบาล และหน้าที่อื่นใดของกรรมการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์

 

9. การประชุม

        (ก) ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี และต้องประชุมกันอย่างน้อย 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ กรรมการจะต้องเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการธนาคารและการประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็น

        (ค)  หนังสือนัดประชุมคณะกรรมการธนาคารจะต้องส่งให้แก่กรรมการธนาคารล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการประชุม เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของธนาคาร
               สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ควรส่งให้กรรมการธนาคารล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการก่อนวันประชุม เพื่อให้กรรมการได้มีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วน

        (ง) ในขณะที่คณะกรรมการจะลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการ ควรจะมีกรรมการอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

        (จ) การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่ มีข้อกฎหมายใดกำหนดการออกเสียงไว้เป็นอย่างอื่น โดยกรรมการคนหนึ่งมี 1 เสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

        (ฉ) กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องนั้น

 

10. คณะกรรมการชุดย่อย

        (ก) คณะกรรมการธนาคารอาจแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการธนาคารในการดำเนินการตามความรับผิดชอบ

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะพิจารณาอนุมัติการเป็นกรรมการของคณะกรรมการชุดย่อย และกฎบัตรของคณะกรรมการชุดย่อยซึ่งกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบ หน้าที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการ และเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดย่อยตามที่คณะกรรมการธนาคารเห็นว่าเหมาะสม

คำนิยาม :
 

        1) “ผู้บริหารระดับสูง” หมายถึง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ของธนาคาร หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึงผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส เป็นต้น

        2) “ที่ปรึกษาของธนาคาร” ให้มีความหมายเช่นเดียวกับนิยามของ “ที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน” ที่ระบุอยู่ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน (รวมถึงการแก้ไขประกาศใด ๆ ในเรื่องดังกล่าวในอนาคต)

        3)  “กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 39/2559 เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้นๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

        4) “กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” ให้มีความหมายเช่นเดียวกับที่ระบุอยู่ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการงิน (รวมถึงการแก้ไขประกาศใด ๆ ในเรื่องดังกล่าวในอนาคต)

 

กฏบัตรคณะกรรมการบริหาร

(ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร เดือนมิถุนายน 2560)

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการบริหารได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนตามที่คณะกรรมการธนาคารเห็นสมควร ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการธนาคารจำนวนหนึ่ง และอาจประกอบด้วยบุคคลอื่นใดคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคารหรือเป็นบุคคลภายนอกอื่นอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ และในจำนวนนี้ให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการบริหารที่เป็นกรรมการของธนาคารคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการบริหาร

    1.2 กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง

    1.3 กรรมการบริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงคุณสมบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

    1.4 คณะกรรมการบริหารเป็นผู้แต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการบริหาร

 

2. วาระการดำรงตำแหน่ง

    2.1 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นกรรมการธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่ดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น

    2.2 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นผู้บริหารของธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่าที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น

    2.3 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นบุคคลภายนอกอื่นซึ่งมิได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของธนาคาร หรือเป็นบุคคลภายนอกอื่น ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติ

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย รวมถึงระเบียบของธนาคาร และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของธนาคาร ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย เพื่อให้บรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของธนาคาร และสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคาร รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการบริหารกิจการให้เป็นไปตามค่านิยมหลักของธนาคาร

 นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในเรื่องดังต่อไปนี้

    3.1 พิจารณากลั่นกรองกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ เป้าหมายทางการเงิน และแผนงาน (ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว) รวมถึงงบประมาณประจำปี เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการธนาคาร

    3.2 พิจารณาอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ของธนาคารตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงเรื่องดังต่อไปนี้

        (1) การให้สินเชื่อ

        (2) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

        (3) แนวทางในการลงทุนและการลงทุน

        (4) การก่อภาระผูกพันและการกู้ยืมเงิน

        (5) งานที่เกี่ยวเนื่องกับการพนักงาน

        (6) งบประมาณ ค่าใช้จ่าย รายงานทางการเงิน (Financial Report) และรายงานเพื่อการบริหาร (MIS Report)

        (7) เรื่องอื่น ๆ ที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกิจการของธนาคาร เช่น ธุรกิจใหม่ นโยบายดอกเบี้ย นโยบายสินเชื่อ การบันทึกบัญชี การเปิดสาขา การจัดโครงสร้างองค์กร  เป็นต้น

 

    3.3 พิจารณากลั่นกรองงานทุกประเภทที่เสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณา ยกเว้น งานที่อยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ และ/หรือ เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดย่อยอื่นของธนาคารที่จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองเพื่อนำเสนอคณะกรรมการธนาคารโดยตรง

    3.4 รับทราบเรื่องอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการและไม่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของธนาคาร เช่น คดีความที่ธนาคารตกเป็นจำเลย เป็นต้น ที่กรรมการบริหารเห็นว่าจำเป็นหรือสมควรที่จะให้เสนอเพื่อรับทราบ

    3.5 รับทราบรายงานด้านการตรวจสอบภายในสำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหา และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคาร โดยให้กลุ่มตรวจสอบและกำกับรายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบทันที

    3.6 พิจารณาหรืออนุมัติเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย

ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารมีมติหรือคำสั่งให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการใด ๆ แทน ผู้รับมอบอำนาจนั้นไม่สามารถมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนตนเองได้ เว้นแต่ในการมอบอำนาจนั้นได้ระบุไว้ว่าให้มอบอำนาจช่วงต่อไปได้

 

4. การประชุมและการลงมติ

    4.1 คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อปี

    4.2 ประธานคณะกรรมการบริหารเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร กรณีที่ประธานกรรมการบริหารไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้บุคคลที่ประธานกรรมการบริหารมอบหมายเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารแทนได้

    ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น กรรมการบริหารควรมาประชุมด้วยตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนการประชุมในแต่ละปี เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

    ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น ประธานที่ประชุมอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใดเข้าร่วมการประชุมหรือให้ความเห็นต่อที่ประชุมด้วยก็ได้

    4.3 องค์ประชุมของคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการบริหารเข้าร่วมในการประชุมแต่ละครั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้การเข้าร่วมประชุมของกรรมการบริหารดังกล่าวให้นับรวมทั้งการเข้าประชุมด้วยตนเองและการเข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    4.4 กรณีที่ประธานกรรมการบริหาร เห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการบริหาร ประธานกรรมการบริหาร สามารถกำหนดให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้กรรมการสามารถหารือและแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางได้

    4.5 การรับรองมติจากการประชุมคณะกรรมการบริหารสามารถจัดทำเป็นเอกสารหรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ก็ได้

    4.6 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการบริหารทั้งหมดที่เข้าประชุม ซึ่งกรรมการบริหารหนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ทั้งนี้ ประธานในที่ประชุมจะงดออกเสียงในการลงมติในวาระที่พิจารณาในแต่ละวาระ เว้นแต่กรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันในวาระใด ประธานในที่ประชุมจึงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเพื่อเป็นเสียงชี้ขาด

    ทั้งนี้ กรรมการบริหารผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

    4.7 เรื่องที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมการบริหารด้านสินเชื่อ จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการสินเชื่อที่เกี่ยวข้องตามระเบียบอํานาจอนุมัติ ส่วนเรื่องที่จะนําเสนอด้านการดําเนินการทั่วไปจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยอาจผ่านคณะกรรมการฝ่ายจัดการชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ข้อมูล รายงาน ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพิจารณาจะต้องส่งให้แก่เลขานุการคณะกรรมการบริหารเพื่อรวบรวมนำเสนอต่อที่ประชุมก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร โดยให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบในการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร เว้นแต่ คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาหรือสั่งการเป็นอย่างอื่น

    4.8 ให้เลขานุการคณะกรรมการบริหารเป็นผู้จัดทำรายงานการประชุม และจัดเก็บเอกสารการประชุมคณะกรรมการบริหาร

กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ

 

1. หลักการด้านองค์กร

1.1 วัตถุประสงค์
           คณะกรรมการตรวจสอบจัดตั้งขึ้นโดยมีหน้าที่กำกับดูแลอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบในด้านธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์”) และมีบทบาทเป็นคณะกรรมการตรวจสอบของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามให้บริษัทในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ถือปฏิบัติตามนโยบายของกลุ่ม รวมทั้ง สอบทานให้รายงานทางการเงินของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์มีความถูกต้องและเพียงพอ โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะทำหน้าที่ช่วยคณะกรรมการธนาคารและฝ่ายบริหารในการให้คำแนะนำและแนวทางเกี่ยวกับความเพียงพอของ :

  • ค่านิยมและจริยธรรม
  • โครงสร้างธรรมาภิบาล
  • การบริหารความเสี่ยง
  • กรอบการควบคุมภายใน
  • กำกับดูแลการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบภายใน, ผู้สอบบัญชี และผู้ให้บริการงานให้ความเชื่อมั่นอื่นๆ
  • งบการเงิน

           โดยทั่วไป คณะกรรมการตรวจสอบจะสอบทานตามแต่ละหัวข้อด้านบนนี้ และให้คำแนะนำแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นอิสระแก่คณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับความเพียงพอและประสิทธิผลของการบริหารจัดการ และแนวทางการปรับปรุงแก้ไข

1.2 อำนาจหน้าที่
           อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบจะระบุไว้ในกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคาร

          คณะกรรมการตรวจสอบจะสามารถเข้าถึงฝ่ายบริหาร บุคลากรและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าจำเป็นในการใช้เพื่อปฏิบัติงาน รวมทั้งสามารถเข้าถึง บันทึกรายการ ข้อมูลและรายงานต่างๆได้โดยไม่มีข้อจำกัด หากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากเหตุผลทางกฎหมายหรือการรักษาความลับ คณะกรรมการตรวจสอบและ/หรือผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบควรหารือคณะกรรมการธนาคารเพื่อหาแนวทางจัดการเรื่องดังกล่าว
คณะกรรมการตรวจสอบมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูล คำอธิบายที่จำเป็นในการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ซึ่งผู้บริหารและพนักงานกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ควรให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของคณะกรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการตรวจสอบอาจจ้างที่ปรึกษาอิสระและ/หรือที่ปรึกษาอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ

คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจในการ :

  • พิจารณาคัดเลือก นำเสนอเพื่อแต่งตั้งหรือเลิกจ้างผู้สอบบัญชี รวมทั้งพิจารณาค่าตอบแทน ต่อคณะกรรมการธนาคาร เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีเป็นประจำทุกปี
  • พิจารณาตัดสินใจในกรณีที่ฝ่ายบริหารและผู้สอบบัญชีมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายงานทางการเงิน และเรื่องอื่น ๆ
  • จัดหาที่ปรึกษาจากภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการให้คำแนะนำ ปรึกษาหรือให้ความเห็นได้ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาว่าเหมาะสมด้วยค่าใช้จ่ายของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์

1.3 องค์ประกอบและคุณสมบัติ

  • คณะกรรมการตรวจสอบได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนอย่างน้อย 3 คน และให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ
  • คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องเป็นกรรมการธนาคาร กรรมการอิสระ และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนั้นกรรมการตรวจสอบอย่างน้อย 1 คน จะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีหรือการเงิน
  • คณะกรรมการตรวจสอบสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เหมาะสมเป็นเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ

1.4 วาระการดำรงตำแหน่ง

  • กรรมการตรวจสอบมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น
  • กรรมการตรวจสอบที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก แต่จะไม่เป็นการต่อวาระโดยอัตโนมัติ
  • ให้กรรมการตรวจสอบที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารแล้ว แต่ไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารอีก
  • กรณีตำแหน่งกรรมการตรวจสอบว่างลงให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการตรวจสอบแทน โดยกรรมการตรวจสอบที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการตรวจสอบซึ่งตนแทน

1.5 สิทธิการออกเสียง

  • องค์ประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบต้องประกอบไปด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการตรวจสอบ
  • กำหนดให้กรรมการตรวจสอบ 1 คน มีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง โดยหากกรรมการตรวจสอบคนใด มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา กรรมการตรวจสอบคนนั้นต้องไม่ร่วมพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องนั้น

 

2. หลักการในการดำเนินงาน

2.1 ค่านิยมของคณะกรรมการตรวจสอบ
           คณะกรรมการตรวจสอบจะปฏิบัติตามค่านิยม จริยธรรมของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และของหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบคาดหวังว่าผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์จะยึดมั่นในข้อกำหนดเหล่านี้

2.2 การสื่อสาร
           คณะกรรมการตรวจสอบคาดหวังว่าการสื่อสารกับผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ รวมทั้งผู้ให้บริการงานให้ความเชื่อมั่นอื่น ๆ จะตรงไปตรงมา เปิดกว้าง และครบถ้วน

2.3 แผนการทำงาน
           ประธานคณะกรรมการตรวจสอบจะทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อจัดทำแผนการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่าความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบได้ถูกกำหนดขึ้นและจะมีการดำเนินการตามนั้น

2.4 วาระการประชุม
           ประธานคณะกรรมการตรวจสอบจะกำหนดวาระการประชุมสำหรับการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบโดยมีการปรึกษากับคณะกรรมการตรวจสอบ ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ

2.5 ข้อมูลประกอบการประชุม
           คณะกรรมการตรวจสอบจะกำหนดและสื่อสารความต้องการเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงลักษณะ ขอบเขต และระยะเวลาของข้อมูลที่ต้องการ ข้อมูลประกอบการประชุม โดยข้อมูลนั้นควรส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการก่อนวันประชุม เพื่อให้กรรมการได้มีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วน

2.6 การประชุมกับฝ่ายบริหาร
           คณะกรรมการตรวจสอบอาจจัดให้มีการประชุมแบบส่วนตัวกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน (CFO) ผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ ผู้ให้บริการงานให้ความเชื่อมั่นอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควรสำหรับการประชุมนั้น ๆ

2.7 การเตรียมและเข้าร่วมประชุม
           คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่เตรียมความพร้อมและมีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ

2.8 การขัดแย้งทางผลประโยชน์
           คณะกรรมการตรวจสอบต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ ค่านิยมและจริยธรรมของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ และถือเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกในคณะกรรมการตรวจสอบที่จะเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือลักษณะที่อาจจะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบ หากมีข้อสงสัยว่าสมาชิกในคณะกรรมการตรวจสอบควรถอนตัวจากการออกเสียงหรือไม่ คณะกรรมการตรวจสอบควรออกเสียงเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว

2.9 การอบรม
           คณะกรรมการตรวจสอบควรได้รับการปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการถึงวัตถุประสงค์และกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบตลอดจนเป้าหมายของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ และจัดให้มีกระบวนการให้ความรู้ต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

 

3. ขั้นตอนการดำเนินงาน

3.1 การประชุม

  • คณะกรรมการตรวจสอบจะมีการประชุมอย่างน้อยแปดครั้งต่อปี หรือมากกว่านั้นตามความจำเป็น โดยระยะห่างในระหว่างการประชุมแต่ละครั้งไม่ควรเกินสี่เดือน โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้
  • กรณีที่ประธานกรรมการตรวจสอบเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานกรรมการตรวจสอบสามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการตรวจสอบ ดังกล่าวเป็นหนังสือ และให้กรรมการแต่ละท่านลงนามเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

3.2 รายงานการประชุม
           รายงานการประชุมจะได้ถูกทำขึ้นตามกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย กระบวนการและ/หรือข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

3.3 ผู้เข้าร่วมประชุม
           ผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบจะต้องเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทุกครั้ง

3.4 เลขาการประชุม
           ผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานงานการประชุม รวมถึงการให้การสนับสนุนงานของคณะกรรมการตรวจสอบตามเวลาและทรัพยากรที่มี

3.5 ค่าตอบแทนคณะกรรมการ
           ค่าตอบแทนคณะกรรมการจะได้รับการอนุมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี

3.6 หน้าที่ความรับผิดชอบ
           คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ช่วยคณะกรรมการธนาคาร โดยการให้คำแนะนำอย่างเป็นอิสระและเที่ยงธรรมเกี่ยวกับความเพียงพอของการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้

3.6.1 ค่านิยมและจริยธรรม
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับค่านิยมและจริยธรรมของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • ทบทวนและประเมินนโยบาย ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่กำหนดขึ้นโดยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อติดตามว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนปฏิบัติตามค่านิยมและจรรยาบรรณ
  • กำกับดูแลกลไกของฝ่ายบริหารเพื่อสร้างและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการปฏิบัติตามจริยธรรมของคนในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูง
  • ทบทวนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบหรือวิธีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารในการติดตามให้มีการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ นโยบายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและจัดการกับการละเมิดกฎหมายหรือจริยธรรม

3.6.2 การกำกับดูแลองค์กร
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับกระบวนการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะทบทวนและให้คำแนะนำในกระบวนการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้

3.6.3 การบริหารความเสี่ยง
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • ทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของธนาคารทุกปี
  • รับรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานของฝ่ายบริหารและการติดตามการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์อย่างเหมาะสม
  • กำกับดูแล (Oversight) ในเรื่องความเสี่ยงที่สำคัญและการควบคุม รวมถึง ความเสี่ยงจากการทุจริต ประเด็นเกี่ยวกับ
    ธรรมาภิบาล และเรื่องอื่นๆ ที่ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการธนาคารร้องขอ
  • กำกับดูแลความเพียงพอของการให้ความเชื่อมั่นในภาพรวม
  • สอบทานและให้คำแนะนำในกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่จัดให้มีและดูแลโดยฝ่ายบริหาร เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้

3.6.4 การทุจริต
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการป้องกันและตรวจพบการทุจริตของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • กำกับดูแลการดำเนินการของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการป้องกันและยับยั้งการทุจริต
  • ทำให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เหมาะสมต่อผู้ทุจริต
  • สอบถามฝ่ายบริหาร ผู้ตรวจสอบภายในและภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์มีการป้องกันการทุจริตและการควบคุมที่เหมาะสมเพื่อระบุถึงการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นและให้มั่นใจว่ามีดำเนินการสอบสวนหากมีการตรวจพบการทุจริต

3.6.5 การควบคุมภายใน
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับความเพียงพอและประสิทธิผลของการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อที่จะตอบสนองความเสี่ยงที่มีอยู่ในกระบวนการกำกับดูแลกิจการ กระบวนการปฏิบัติงานและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานและประเมินว่ากลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอเหมาะสมและมีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการควบคุมภายในของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการตรวจสอบภายใน รวมทั้งแนวทางการสื่อสารถึงความสำคัญของการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • พิจารณาประสิทธิผลของกรอบการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยและการควบคุมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • สอบทานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการควบคุมภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์โดยรวมและแยกตามหน่วยงาน
  • รับทราบรายงานเรื่องที่มีนัยสำคัญจากการปฏิบัติงานโดยผู้ให้บริการด้านการเงินและการให้ความเชื่อมั่นด้านการควบคุมภายในซึ่งได้รายงานต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการธนาคาร

3.6.6 การกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
           คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานให้กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • สอบทานประสิทธิผลของระบบการติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์และผลการสอบสวนของฝ่ายบริหารและติดตาม (รวมถึงการดำเนินการทางวินัย) กรณีของการทำผิด
  • สอบทานข้อสังเกตและข้อสรุปของผู้ตรวจสอบภายในและภายนอกและผลการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ
  • สอบทานกระบวนการสื่อสารจรรยาบรรณให้กับพนักงานของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และการติดตามการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • รับทราบรายงานจากฝ่ายบริหารของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์

 

4. การกำกับดูแลงานตรวจสอบภายในและผู้ให้บริการงานให้ความเชื่อมั่นอื่นๆ

4.1 งานตรวจสอบภายใน
เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบภายในของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะกำกับดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

4.1.1 กฎบัตรการตรวจสอบภายในและการจัดสรรทรัพยากรบุคคล

  • สอบทานและอนุมัติกฎบัตรการตรวจสอบภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานตรวจสอบภายใน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการปฏิบัติงานวิชาชีพตรวจสอบภายในที่เป็นสากล (The IIA's International Professional Practices Framework) และขอบเขตงานการให้ความเชื่อมั่นและการให้บริการให้คำปรึกษา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน การบริหารความเสี่ยงและกระบวนการกำกับดูแลของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ และสะท้อนถึงพัฒนาการของวิชาชีพการตรวจสอบภายใน
  • ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นและลดลงของทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานตรวจสอบภายในเพื่อให้สามารถบรรลุแผนตรวจสอบภายในที่วางไว้ รวมถึงประเมินความต้องการในการเพิ่มทรัพยากรบุคคลที่อาจมีในรูปแบบการจ้างถาวรหรือรูปแบบการจัดจ้างคนภายนอก (Outsourcing)

4.1.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ

  • ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอนของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ
  • ใหข้อมูลอันเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบแก่ฝ่ายบริหาร
  • ให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบ

4.1.3 กลยุทธ์ของหน่วยงานตรวจสอบภายในและแผนงาน

  • สอบทานและให้คำแนะนำในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ การวัดผลการปฏิบัติงานและผลที่เกิดขึ้น
  • สอบทานและอนุมัติแผนการตรวจสอบตามความเสี่ยงประจำปี และให้คำแนะนำเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของหน่วยงานตรวจสอบ
  • สอบทานและอนุมัติแผนการตรวจสอบและแนวทางตรวจสอบ รวมถึงพิจารณาความเพียงพอของบุคลากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สำเร็จตามแผนที่กำหนดไว้
  • สอบทานผลการปฏิบัติงานเทียบกับแผนการตรวจสอบ

4.1.4 งานตรวจสอบและการติดตาม

  • สอบทานรายงานการตรวจสอบและการสื่อสารหรือนำเสนอต่อฝ่ายบริหาร
  • สอบทานแผนการติดตามการดำเนินการของฝ่ายบริหารจากประเด็นการตรวจสอบ
  • สอบทานและให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารในการจัดการกับประเด็นจากการสอบสวนพิเศษ
  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบว่ามีงานตรวจสอบภายในหรืองานอื่นใดที่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้รายงานคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ หากมี ให้สอบถามว่ามีประเด็นที่สำคัญใดจากงานดังกล่าวหรือไม่
  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบว่าพบหลักฐานการเกิดทุจริตในระหว่างการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในหรือไม่ และประเมินว่าควรดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว

4.1.5 การปฏิบัติตามมาตรฐาน

  • สอบถามผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่า การปฏิบัติงานตรวจสอบภายในสอดคล้องกับ มาตรฐานสากลสำหรับการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายใน (มาตรฐาน) ของสมาคมผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors)
  • ทำให้มั่นใจว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในจัดทำการประเมินและมีแผนการปรับปรุงคุณภาพการทำงานอย่างสม่ำเสมอ และมีการนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
  • ทำให้มั่นใจว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในมีการประเมินคุณภาพการทำงานจากผู้ประเมินภายนอกทุกห้าปี
  • สอบทานผลการประเมินคุณภาพจากผู้ประเมินอิสระภายนอกและติดตามการดำเนินการตามคำแนะนำที่ได้รับ
  • แนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับการพัฒนาการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

4.2 ผู้สอบบัญชี
           เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับงานของผู้สอบบัญชีภายนอกของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ คณะกรรมการตรวจสอบจะประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีภายนอกตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การนำเสนอผลการตรวจสอบงบการเงิน และการหารือผลการตรวจสอบรวมถึงคำแนะนำสำหรับฝ่ายบริหาร โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานวิธีการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี ขอบเขต และรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบภายใน
  • สอบทานการปฏิบัติงาน อนุมัติแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้สอบบัญชี
  • รับทราบการชี้แจงจากผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์รวมทั้งบริการที่ไม่ใช่งานตรวจสอบบัญชีในอดีตที่ผ่านมา และหารือกับผู้สอบบัญชีเพื่อยืนยันความเป็นอิสระ
  • ประชุมกับผู้สอบบัญชีเป็นประจำเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่มีความสำคัญและอ่อนไหว
  • ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผนการดำเนินงาน

เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าฝ่ายบริหารได้มีการดำเนินการตามผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบภายในและภายนอก คณะกรรมการตรวจสอบจะสอบทานรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการของฝ่ายบริหารเป็นประจำ

4.3 งบการเงิน
           คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ในการกำกับดูแล (Oversight) การตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงดูแลให้มีการแก้ไขข้อตรวจพบในประเด็นต่างๆ เช่น การควบคุมภายใน กฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบและจริยธรรม โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • สอบทานรายงานทางการเงินของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้มั่นใจว่างบการเงินถูกต้องและเพียงพอ และพิจารณาความครบถ้วนของข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบ และสอบทานความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่ใช้ในงบการเงิน
  • พิจารณาความถูกต้องและครบถ้วนของการเปิดเผยข้อมูลของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • สอบทานร่วมกับฝ่ายบริหารและผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับผลการตรวจสอบ รวมถึงปัญหาที่พบ
  • สอบทานประเด็นเกี่ยวกับบัญชีและการรายงานที่มีสาระสำคัญ รวมทั้งธุรกรรมที่ซับซ้อนหรือผิดปกติ เรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมากและกฎเกณฑ์ใหม่ๆของวิชาชีพ และทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่มีต่องบการเงิน
  • สอบทานงบการเงินประจำปี โดยพิจารณาว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องกันกับข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบทราบ และสะท้อนหลักการบัญชีที่เหมาะสม
  • สอบทานส่วนอื่นๆ ของรายงานประจำปี และการยื่นข้อมูลตามเกณฑ์ทางการที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลก่อนที่จะประกาศ
  • พิจารณาร่วมกับผู้บริหารและผู้สอบบัญชีถึงเรื่องที่กำหนดให้ต้องสื่อสารกับคณะกรรมการตรวจสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป
  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ สมมติฐานและประมาณการที่ฝ่ายบริหารใช้ในการจัดทำงบการเงิน งบประมาณและแผนการลงทุน
  • ทำความเข้าใจวิธีการที่ฝ่ายบริหารจัดทำงบการเงินระหว่างกาลและการมีส่วนร่วมของผู้ตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก
  • สอบทานรายงานการเงินระหว่างกาลร่วมกับผู้บริหารและผู้สอบบัญชีภายนอกก่อนที่จะยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล และพิจารณาว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องกับข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบทราบ

4.4 ความรับผิดชอบอื่นๆ
คณะกรรมการตรวจสอบจะ

  • กำกับดูแลการตรวจสอบพิเศษตามความจำเป็น
  • ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ
  • สอบทานบทบาทหน้าที่และกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบ และประเมินกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเมื่อมีการแก้ไข
  • จัดให้มีการประเมินตนเองโดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร
  • คณะกรรมการตรวจสอบควรมีการหารือและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เมื่อได้รับแจ้งพฤติการณ์อันควรสงสัยจากผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 89/25 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2559 และแจ้งผลให้ผู้สอบบัญชีและสำนักงาน ก.ล.ต. ทราบภายในเวลาที่ ก.ล.ต. กำหนด

4.5 การรายงาน
คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องรายงานสรุปการปฏิบัติงานและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย

  • สรุปการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบตามความรับผิดชอบในช่วงปีที่ผ่านมา
  • สรุปความคืบหน้าของผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นจากรายงานการตรวจสอบภายในและภายนอก
  • การประเมินในภาพรวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง การควบคุมและกระบวนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีความสำคัญหรือการเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์
  • รายละเอียดของการประชุม รวมทั้งจำนวนครั้งของการประชุมและจำนวนของสมาชิกที่เข้าร่วม
  • ให้ข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม (ถ้ามี) ซึ่งเป็นไปตามพัฒนาการของการกำกับดูแลกิจการใหม่หรือที่จะเกิดขึ้นใหม่
  • คณะกรรมการอาจรายงานให้คณะกรรมการธนาคารทราบในช่วงเวลาใดขึ้นอยู่กับความสำคัญของเรื่องนั้นๆ
  • จัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร
  • กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร และต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้นทราบในรายงานประจำปีของธนาคาร
  • รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควรในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบพบหรือมีข้อสงสัยว่ามีรายการหรือการกระทำ ดังต่อไปนี้
    - รายการที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    - การทุจริต หรือมีสิ่งผิดปกติหรือมีความบกพร่องที่สำคัญในระบบควบคุมภายใน
    - การฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของสถาบันการเงินและหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่นๆ หากคณะกรรมการของธนาคารหรือผู้บริหารไม่ดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาตามที่คณะกรรมการตรวจสอบกำหนด คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องเปิดเผยการกระทำดังกล่าวไว้ในรายงานประจำปี และรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย

 

(อนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561)

กฎบัตรคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล (“คณะกรรมการสรรหาฯ”) ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่ไม่ได้เป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร โดยกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล (“กรรมการสรรหาฯ”) ส่วนใหญ่ต้องเป็นกรรมการอิสระ และให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการสรรหาฯ ที่เป็นกรรมการอิสระคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาฯ ทั้งนี้ นายกกรรมการไม่ควรดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือประธานกรรมการสรรหาฯ

    1.2 กรรมการสรรหาฯ จะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงคุณสมบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน

    1.3 คณะกรรมการสรรหาฯ สามารถแต่งตั้งพนักงานของธนาคารจำนวน 1 คน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ

2. วาระการดำรงตำแหน่งและการประชุม

    2.1  กรรมการสรรหาฯ มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร ทั้งนี้ กรรมการสรรหาฯ ที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก และให้กรรมการสรรหาฯ ที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารโดยไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการอีก

    กรณีที่ตำแหน่งกรรมการสรรหาฯ ว่างลง ให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการสรรหาฯ แทน โดยกรรมการสรรหาฯ ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

    2.2 คณะกรรมการสรรหาฯ จะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า 2 ครั้งต่อปี โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณี มีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

    กรณีที่ประธานกรรมการสรรหาฯ เห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานกรรมการสรรหาฯ สามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าวเป็นหนังสือและให้กรรมการแต่ละท่าน ลงนามไว้เป็นหลักฐาน และรายงานให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในคราวประชุมครั้งถัดไปรับทราบและให้จดบันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ในรายงานการประชุมในครั้งนั้นด้วย

    2.3 ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม

    2.4 ในกรณีที่ประธานกรรมการสรรหาฯ ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการสรรหาฯ ที่เข้าร่วมประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

    2.5 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการสรรหาฯ ที่ร่วมประชุม โดยกรรมการ สรรหาฯ หนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด สำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม กรณีที่กำหนดให้ใช้มติเวียน ให้ถือเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการสรรหาฯ ออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

    ทั้งนี้ กรรมการสรรหาฯ ผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น เว้นแต่เป็นการพิจารณาด้านค่าตอบแทนที่กำหนดไว้ในกฎบัตรฉบับนี้

    2.6 คณะกรรมการธนาคารจะได้รับรายงานการประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ละครั้งเพื่อทราบอย่างทันท่วงที

3. ภารกิจและความรับผิดชอบ

    3.1 ด้านการสรรหา

        (1) กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ

        (2) คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย และผู้มีอำนาจในการจัดการ ให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอื่นที่เหมาะสม

        ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมการธนาคาร คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาถึงประสบการณ์อย่างน้อยด้านหนึ่งด้านใดที่สำคัญสำหรับคณะกรรมการธนาคาร (เช่น การเงิน การธนาคาร บริหารธุรกิจ การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมาย การจัดการ) ตลอดจนพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การดำเนินการของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมี กลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม

        (3) ดูแลให้คณะกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยมีขนาดและองค์ประกอบที่เหมาะสมกับองค์กร รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อยจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ

        (4) เปิดเผยนโยบายและรายละเอียดของกระบวนการสรรหาในรายงานประจำปีของธนาคาร

        (5) สร้างความมั่นใจว่าธนาคารมีแผนการสืบทอดตำแหน่งและความต่อเนื่องในการบริหารที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้มีอำนาจในการจัดการ และเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

 

3.2 ด้านค่าตอบแทน

        (1) กำหนดนโยบายจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมถึงจำนวนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นให้แก่กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการโดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และ/หรือ นำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วแต่กรณี และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหากมีการ ร้องขอ

        (2) ดูแลให้กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ

        (3) กำหนดแนวทางในการประเมินผลงานของกรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการเพื่อพิจารณาผลตอบแทนประจำปี

        (4) เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนและเปิดเผยค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการกำหนดค่าตอบแทน โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย การดำเนินงาน และความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร

        (5) เสนอแนะค่าตอบแทนที่เหมาะสมของคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อยต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ

        (6) ทบทวนข้อเสนอของฝ่ายจัดการเรื่องนโยบายจ่ายค่าตอบแทน แผนการกำหนดค่าตอบแทนและผลประโยชน์พิเศษอื่นนอกเหนือจากเงินค่าจ้างสำหรับพนักงานธนาคาร และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

        (7) ทบทวนเป้าหมายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Target and Criteria) สำหรับธนาคาร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่ออนุมัติ

        (8) เสนอแนะค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

 

3.3 ด้านบรรษัทภิบาล

        (1) กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาลของธนาคารเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ ติดตามเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาลรวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

        (2) กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของธนาคารเป็นไปตามหลักบรรษัท ภิบาลของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมาย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

        (3)  จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของนายกกรรมการ กรรมการรายบุคคล คณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อย

 

    3.4 คณะกรรมการสรรหาฯ ควรประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเป็นประจำ และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร

    3.5 คณะกรรมการสรรหาฯ อาจพิจารณาภารกิจในด้านสรรหา ด้านค่าตอบแทน และด้านบรรษัทภิบาล สำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และ/หรือ บริษัทลูก ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามความเหมาะสมและตามที่เห็นสมควร

    3.6 ดำเนินการใด ๆ ตามหน้าที่ที่กฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ หรือ คำสั่งของทางการที่เกี่ยวข้องกำหนด

 

4. ที่ปรึกษา

    คณะกรรมการสรรหาฯ อาจขอความเห็นทางวิชาชีพจากที่ปรึกษาภายนอกได้ โดยธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว

 

5. การทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร

    คณะกรรมการสรรหาฯ จะทบทวนกฎบัตรนี้ทุกปี และจะเสนอแนะการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร เพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ

 

คำนิยาม :

“ธนาคาร” หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

“ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายถึง

(1) กรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) กรรมการที่เป็นผู้บริหาร หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึง ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส (FEVP) รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานกฎหมาย (Group General Counsel) ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer)

(2) บุคคลซึ่งธนาคารทำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงาน ทั้งหมดหรือบางส่วน

(3) บุคคลซึ่งตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการ กรรมการ หรือการจัดการของธนาคาร ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโนบายหรือการดำเนินงานของธนาคาร

“กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” หมายถึง

(1) กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น

(2) กรรมการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการหรือมีส่วนร่วมในการบริหารงานใดๆ เยี่ยงผู้บริหาร และให้หมายความรวมถึงบุคคลในคณะกรรมการบริหาร (Executive committee)

(3) กรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพัน เว้นแต่เป็นการลงนามผูกพันตามรายการที่คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติไว้แล้วเป็นรายกรณี และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น

“บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน” หมายถึง บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“บริษัทลูก” หมายถึง บริษัทตามความหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 28/2551 เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

กฎบัตรคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

(อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561)

 

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน

    1.2 ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงต้องเป็นกรรมการอิสระ หรือเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร

    1.3 สมาชิกทุกคนต้องเป็นกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน โดยสมาชิกอย่างน้อยกึ่งหนึ่งต้องเป็นกรรมการอิสระ กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาของธนาคารที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกรรมการ

    1.4 สมาชิกอย่างน้อย 1 คน จะต้องมีความรู้ ความชำนาญและความเข้าใจด้านความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสถาบันการเงิน

    1.5 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงเป็นผู้แต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

2. วาระการดำรงตำแหน่ง

    2.1 กรณีกรรมการธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด

    2.2  กรณีเป็นผู้บริหาร หรือเป็นที่ปรึกษาของธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

    3.1 ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

    3.2 ดูแลให้ผู้บริหารระดับสูงรวมถึงหัวหน้าหน่วยงานบริหารความเสี่ยงปฏิบัติตามนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงรวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    3.3 ดูแลให้กลยุทธ์ในการบริหารเงินกองทุนและสภาพคล่องเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีความสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่ได้รับอนุมัติ

    3.4 ทบทวน สอบทานความเพียงพอและประสิทธิผลของนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงควรหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อประเมินว่านโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภทรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีการดำเนินการตามนโยบายและกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

    3.5 รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารถึงฐานะความเสี่ยง ประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง และสถานะการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง ตลอดจนปัจจัยและปัญหาที่มีนัยสำคัญ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

    3.6 มีความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของ Chief Risk Officer

    3.7 ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารในการปลูกฝัง Risk Culture ทั่วทั้งองค์กร และกำกับให้มีการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กร

 

4. การประชุมและการลงมติ

   4.1 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงจะจัดให้มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันสมควร

    4.2 กรรมการกำกับความเสี่ยงควรมาประชุมด้วยตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนการประชุมในแต่ละปี เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุมของกรรมการกำกับความเสี่ยงดังกล่าวให้นับรวมทั้งการเข้าประชุมด้วยตนเองและการเข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    4.3 ในการประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม

    4.4 กรณีที่ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงแต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงสามารถกำหนดให้จัดการประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    4.5 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการกำกับความเสี่ยงที่ร่วมประชุม โดยกรรมการกำกับความเสี่ยงหนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ประธานในที่ประชุมจะงดออกเสียง กรณีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพื่อเป็นเสียงชี้ขาด

ทั้งนี้ กรรมการกำกับความเสี่ยงผู้มีเสียงส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

 

กฎบัตรคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

(อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 )

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

           1.1 คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมและประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร ผ่านกระบวนการคัดเลือกและนำเสนอโดยคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ซึ่งคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมประกอบด้วย กรรมการ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมโดยตำแหน่ง และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เหมาะสมเป็นเลขานุการคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมอีก 1 คน

            1.2 กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะต้องมีความรู้ ความสามารถ คุณสมบัติ และประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน


           1.3 กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะต้องมีความรู้ ความสามารถ คุณสมบัติ และประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน


คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เหมาะสมเป็นเลขานุการคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม 1 คน

2. วาระการดำรงตำแหน่งและการประชุม

            2.1 กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร ทั้งนี้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก และให้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารแล้วและไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารอีก

           กรณีที่ตำแหน่งกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมว่างลง ให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแทน โดยกรรมการที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมซึ่งตนแทน

           2.2 คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า ไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือหากประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมเห็นสมควรอาจเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษก็ได้โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

           กรณีที่ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมสามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวเป็นหนังสือ และให้กรรมการแต่ละท่านลงนามเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

           2.3  ในการประชุมคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะครบเป็นองค์ประชุม

           2.4  ในกรณีที่ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมแทน

                   การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

           2.5 คณะกรรมการธนาคารจะได้รับรายงานการประชุมของคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแต่ละครั้งเพื่อทราบอย่างทันท่วงที

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก ดังนี้

        3.1 กำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร
        3.2 กำหนดนโยบายในการทำงานและประสานไปยังมูลนิธิสยามกัมมาจล
        3.3 พิจารณาจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับโครงการ และกิจกรรมต่างๆ ทั้งสำหรับธนาคารและมูลนิธิสยามกัมมาจล


4. ที่ปรึกษา

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม อาจแสวงหาความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง หรือจากที่ปรึกษาภายนอกได้ด้วยค่าใช้จ่ายของธนาคาร

 

5. การทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะทบทวนกฎบัตรนี้ทุกปี และจะเสนอแนะการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติต่อไป

กฎบัตรคณะกรรมการเทคโนโลยี

 

(อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561)

วัตถุประสงค์

 

            คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายให้คณะกรรมการเทคโนโลยี ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและดูแลภาพรวมการให้บริการด้านเทคโนโลยีของธนาคาร เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจในอนาคต ธรรมาภิบาล ความมั่นคง และความสามารถในการปรับเปลี่ยนบริการทางธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนคณะกรรมการธนาคาร ในการกำหนดกลยุทธ์ระยะยาวด้านเทคโนโลยีของธนาคาร


             การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะสนับสนุนให้ผู้บริหารธนาคาร สามารถบริหารงานได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยมีเรื่องที่สำคัญเกี่ยวข้อง ได้แก่ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (การตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยง  การจัดการความเสี่ยง และการลดความเสี่ยง)  ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง (Disruption Risk) ด้านนวัตกรรมทางการเงิน (FinTech)  การปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี (Transformation)   และด้านอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงธรรมาภิบาลด้านข้อมูล  การเพิ่มปริมาณทางธุรกรรมที่ไม่ขัดต่อการกำกับดูแลของกฎเกณฑ์ทางการ (กฎหมายคุ้มครองข้อมูล และกฎเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลทั่วไป General Data Protection Regulation – GRDP)

 

1. องค์ประกอบของคณะกรรมการ คุณสมบัติ และวาระการดำรงตำแหน่ง

            1.1.  คณะกรรมการเทคโนโลยีได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร ซึ่งประกอบด้วยกรรมการธนาคารจำนวนหนึ่ง  และอาจประกอบด้วยผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของธนาคารอีกจำนวนหนึ่งก็ได้  โดยในจำนวนนี้  ให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งประธานคณะกรรมการเทคโนโลยี

           1.2.  ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเทคโนโลยีจะต้องมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ รวมทั้งมีความเข้าใจในหน้าที่และความรับผิดชอบ และจะต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายที่กำหนด

           1.3.  ให้ Chief Technology Officer เป็นเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยี

           1.4.  กรรมการเทคโนโลยี ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร จะมีวาระดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร   เว้นแต่คณะกรรมการธนาคาร จะกำหนดเป็นอย่างอื่น

           1.5.  กรรมการเทคโนโลยี  ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารของธนาคาร จะมีวาระดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของธนาคาร  เว้นแต่คณะกรรมการธนาคาร จะกำหนดเป็นอย่างอื่น

 

2. หน้าที่และความรับผิดชอบ

        2.1.  กำกับดูแลกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมด้านระบบงานของธนาคาร เพื่อให้มั่นใจว่ามีความสอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธนาคาร ซึ่งรวมถึงบูรณาภาพของการ ให้บริการด้านเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี  ตลอดจนการส่งเสริมการปฏิบัติงานที่ดีด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของธนาคาร

        2.2.  ทบทวนการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี  งบประมาณ และ/หรือ ประเด็นต่าง ๆ และรายงานต่อคณะกรรมการธนาคาร

        2.3.  ร่วมกับคณะกรรมการธนาคาร ในการอนุมัติเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานและนโยบายด้านเทคโนโลยี รวมทั้งให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการธนาคาร เกี่ยวกับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเทคโนโลยี

        2.4.  ศึกษาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพธุรกรรมทางการเงินของธนาคารให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นธนาคารชั้นนำด้านเทคโนโลยี 

        2.5.  ในกรณีที่คณะกรรมการเทคโนโลยีมีมติหรือมอบหมายให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดทำหน้าที่แทน  บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมายดังกล่าวไม่สามารถมอบหมายหรือมอบอำนาจช่วงให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการเทคโนโลยี

        2.6.  มีอำนาจในการเรียกประชุมกับกรรมการและผู้บริหารของธนาคาร เพื่อบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี

        2.7.  คณะกรรมการเทคโนโลยีจะนำเสนอรายงานประจำปีต่อคณะกรรมการธนาคาร เกี่ยวกับ “สถานการณ์ด้านเทคโนโลยี”  นอกจากนั้น เมื่อคณะกรรมการเทคโนโลยีเห็นว่าประเด็นใดมีความสำคัญจะพิจารณานำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการธนาคาร กรรมการบริหาร  กรรมการตรวจสอบ และกรรมการบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการชุดต่าง ๆ มีความเห็นที่สอดคล้องกันในด้านเทคโนโลยี 

        2.8.  คณะกรรมการเทคโนโลยีจะเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่คณะกรรมการธนาคาร เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี

 

3. การจัดประชุมและการลงคะแนนเสียง

        3.1. คณะกรรมการเทคโนโลยีจะจัดให้มีการประชุมตามความเหมาะสม แต่ต้องไม่น้อยกว่า 10 ครั้งต่อปี  โดยในการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยี ต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะครบเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุมของกรรมการเทคโนโลยีดังกล่าวให้นับรวมทั้งการเข้าประชุมด้วยตนเองและการเข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

        3.2. ในกรณีที่ประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนซึ่งต้องได้รับมติคณะกรรมการเทคโนโลยี  ประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีอาจจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีเป็นทางการ หรืออาจจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กรรมการเทคโนโลยีสามารถหารือและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ

        3.3. กรรมการเทคโนโลยีจะต้องเข้าร่วมการประชุมอย่างน้อยร้อยละ 65 ของจำนวนครั้งของการประชุมทั้งปี  และหากไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้กรรมการเทคโนโลยีอาจให้มีการให้เข้าประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  (Video Conference) หรือ การประชุมทางไกล (Teleconference) ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าร่วมการประชุมหรือให้ความเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีได้

        3.4. การลงมติที่ประชุม  อาจจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรหรือในรูปแบบดิจิทัล เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ 

        3.5. การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่เข้าร่วมการประชุม  กรรมการแต่ละท่านจะมีหนึ่งคะแนนเสียง

        3.6. กรรมการเทคโนโลยีที่มีส่วนได้เสียในเรื่องใดจะต้องงดออกเสียงในเรื่องนั้น 

        3.7. เลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีจะรับผิดชอบในการทำรายงานการประชุม และจัดเก็บเอกสารการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยี

 

4. วาระประจำ

วาระประจำ ได้แก่ เรื่องที่ต้องมีการทบทวนอย่างอย่างสม่ำเสมอโดยคณะกรรมการเทคโนโลยี  โดยประธานและเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีจะกำหนดตารางและหัวข้อการประชุม ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการเทคโนโลยีเป็นคณะกรรมการชุดย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ดังนั้น กฎบัตรและโครงสร้างคณะกรรมการเทคโนโลยีอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงในกฎบัตรของคณะกรรมการ

        4.1 โครงสร้างด้านเทคโนโลยี

        4.2 ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความสามารถในการรองรับธุรกิจ

        4.3 ความเสี่ยงและความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี

        4.4 ข้อมูลสำหรับการบริหารงานด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย

              4.4.1 ผลการดำเนินงานของโครงการ

              4.4.2 ผลการดำเนินงานของระบบงาน

              4.4.3 ความปลอดภัยของระบบงาน

              4.4.4 อุปสงค์และอุปทาน

              4.4.5 ตัววัดต่าง ๆ เช่น การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน การใช้งานระบบ

              4.4.6 งบประมาณ

        4.5 การจัดการข้อมูลและธรรมาภิบาล

        4.6 การย้ายระบบหรือข้อมูลขึ้น Cloud

        4.7 นโยบายและกระบวนการด้านเทคโนโลยี

        4.8 ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์



นิยามกรรมการอิสระ

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดนิยามกรรมการอิสระเข้มกว่าประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.39/2559 เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(ก) ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 (ศูนย์จุดห้า) ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร ทั้งนี้ ให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้นๆ ด้วย
(ข) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้เงินเดือนประจำ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือของผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ ทั้งนี้ ลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ไม่รวมถึงกรณีที่กรรมการอิสระเคยเป็นข้าราชการหรือที่ปรึกษาของส่วนราชการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร
(ค)

ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมาย ในลักษณะที่เป็น บิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร รวมทั้งคู่สมรสของบุตร ของกรรมการรายอื่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร หรือบริษัทย่อย

(ง)

ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร ในลักษณะที่อาจเป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระของตน รวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจตาม (ง) ข้างต้น รวมถึงการทำรายการทางการค้าที่กระทำเป็นปกติเพื่อประกอบกิจการ การเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการ หรือการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงิน ด้วยการรับหรือให้กู้ยืม ค้ำประกัน การให้สินทรัพย์เป็นหลักประกันหนี้สิน รวมถึงพฤติการณ์อื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นผลให้ธนาคารหรือคู่สัญญามีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่ออีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่ร้อยละสามของสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของธนาคารหรือตั้งแต่ยี่สิบล้านบาทขึ้นไป แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจดังกล่าวไม่นับรวมธุรกรรมด้านการรับฝากเงินซึ่งเป็นธุรกรรมปกติของธนาคาร

การคำนวณภาระหนี้ดังกล่าวให้เป็นไปตามวิธีการคำนวณมูลค่าของรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยอนุโลม แต่ในการพิจารณาภาระหนี้ดังกล่าว ให้นับรวมภาระหนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างหนึ่งปีก่อนวันที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบุคคลเดียวกัน

(จ) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของสำนักงานสอบบัญชี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคารสังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ
(ฉ) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพใด ๆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งได้รับค่าบริการเกินกว่าสองล้านบาทต่อปีจากธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย  ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของ   ผู้ให้บริการทางวิชาชีพนั้นด้วย เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ
(ช) ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการของธนาคาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ถือหุ้น  ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคาร
(ซ) ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของธนาคารหรือบริษัทย่อยหรือไม่เป็นหุ้นส่วนที่มีนัยในห้างหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้รับเงินเดือนประจำ หรือถือหุ้นเกินร้อยละหนึ่งของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทอื่น ซึ่งประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของธนาคารหรือบริษัทย่อย
(ฌ)

ไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคาร


ทั้งนี้ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระที่มีลักษณะเป็นไปตามวรรคหนึ่ง (ก) ถึง (ฌ) แล้ว กรรมการอิสระอาจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ให้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยมีการตัดสินใจในรูปแบบขององค์คณะ (Collective Decision) ได้

ในกรณีที่บุคคลที่ธนาคารแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระเป็นบุคคลที่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพเกินมูลค่าที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง (ง) หรือ (ฉ) ให้ธนาคารได้รับการผ่อนผันข้อห้ามการมีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพเกินมูลค่าดังกล่าว ก็ต่อเมื่อธนาคารได้จัดให้มีความเห็นคณะกรรมการธนาคารที่แสดงว่าได้พิจารณาตามหลักในมาตรา 89/7 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แล้วว่า การแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้ความเห็นที่เป็นอิสระ และจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นในวาระพิจารณาแต่งตั้งกรรมการอิสระด้วย

จรรยาบรรณ

จรรยาบรรณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจของธนาคาร

ธนาคารได้กำหนดจรรยาบรรณ ให้พนักงาน ผู้บริหาร กรรมการ ทุกคน ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อส่งส่งให้เกิดธรรมาภิบาลทุกระดับขององค์กร ภายใต้หลักการความซื่อสัตย์ ยุติธรรม มีคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ และมีความโปร่งใส เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นธรรมให้แก่ผู็มีส่วนได้เสีย ทุกภาคส่วน และเพื่อให้ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

 

จรรยาบรรณธุรกิจ

1. จรรยาบรรณด้านการประกอบธุรกิจ

            ธนาคารให้ความสำคัญในการดูแลให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณด้านประกอบธุรกิจ ดังต่อไปนี้

           1.1 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อ เจ้าหนี้ และลูกค้า ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ของหน่วยงานทางการ และระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงนโยบายการต่อต้านและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น นโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
           1.2  ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ และความระมัดระวัง รอบคอบ
           1.3  มุ่งให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยดำเนินการให้มีผลประกอบการที่ดีเลิศอย่าง สม่ำเสมอ
           1.4  เก็บรักษาความลับ และไม่ใช้ข้อมูลภายใน หรือข้อมูลอันเป็นความลับเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทาง ที่มิชอบ แก่ตนเองและผู้อื่น
           1.5 ปกป้อง และหลีกเลี่ยงการกระทำซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

2. มาตรฐานการให้บริการ

             ธนาคารต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย โดยจัดให้มีมาตรฐานการให้บริการ ดังนี้

           2.1 มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียได้รับการบริการอย่างดี
           2.2 มีระบบการบริหารจัดการ การตรวจสอบ และการควบคุมภายในที่รอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ข้อผิดพลาดในการให้บริการ   
           2.3  มีระบบการบริหารความเสี่ยงสอดคล้องกับธุรกิจ เพื่อให้ธนาคารสามารถจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและรับมือได้อย่างเหมาะสม

 

3.    พนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ธนาคารดูแลและจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานทุกคนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้

           3.1  สรรหาและรักษาพนักงานที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีโอกาสในความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพ
           3.2   ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนอย่างเป็นธรรมและให้เกียรติ
           3.3 ไม่เลือกปฏิบัติโดยอ้างเหตุความแตกต่างทางเพศ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา หรือความพิการ
           3.4  ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่พนักงาน บนพื้นฐานของการประเมินผลงานที่เป็นธรรม
           3.5 จัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีและปลอดภัย พร้อมให้บริการแก่ลูกค้า
           3.6 เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไว้เป็นความลับและไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานออกไปหาประโยชน์อื่น
           3.7 ดูแลไม่ให้เกิดการคุกคาม โดยการแสดงออกทางคำพูดหรือกิริยาท่าทางที่อาจกระทบต่อเกียรติหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นในที่ทำงาน
           3.8 จัดให้มีช่องทางต่างๆ ในการร้องเรียน แจ้งเบาะแส หรือรายงานข้อสงสัยเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ การไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
          3.9 กรณีมีการสอบสวนเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ธนาคารพึงให้การดูแลพนักงานในการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับและตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
          3.10  จัดให้มีการดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบ ตามความเหมาะสมของผลกระทบและลักษณะของการกระทำความผิด และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
          3.11 ธนาคารจะยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักปฏิบัติร่วมกับพนักงานทุกคน โดยจะให้พนักงานเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงาน

4. ความรับผิดชอบต่อลูกค้า

ธนาคารให้ความสำคัญและปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างมีความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้

          4.1 ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการให้บริการทางการเงินอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรมตามแนวปฏิบัติ Market Conduct ของธนาคารแห่งประเทศไทย  ภายใต้สิทธิขั้นพื้นฐานของลูกค้าที่พึงได้รับ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างอิสระ  สิทธิที่จะร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และสิทธิที่จะรับการพิจารณาค่าชดเชยหากเกิดความเสียหาย
          4.2 มีการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างยั่งยืน ไม่เรียกรับสินบน และ/หรือผลประโยชน์ ของกำนัล ทรัพย์สิน และการเลี้ยงสังสรรค์ในรูปแบบใดๆ ที่ส่อถึงเจตนาดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างไม่ถูกต้อง
          4.3 จัดให้มีการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของลูกค้า
          4.4 จัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร โดยครอบคลุมถึงเงื่อนไขและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอัตราค่าบริการและดอกเบี้ยที่ถูกต้อง ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจและมีข้อมูลเพียงพอแก่การตัดสินใจ รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสด้วยข้อความที่ชัดเจน ไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด
          4.5 จัดให้มีช่องทางและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน และจัดการประเด็นต่างๆ ที่ลูกค้าร้องเรียนอย่างชัดเจนและเหมาะสม เช่น รับเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์หรือสาขาที่ให้บริการ เป็นต้น

 

5. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ธนาคารจัดให้มีมาตรการเพื่อบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ ดังต่อไปนี้

         5.1  มีการควบคุมดูแล และป้องกันเกี่ยวกับรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการระหว่างกันที่ไม่เหมาะสม โดยกำหนดนโยบาย ระเบียบวิธปฏิบัติ กระบวนการในการพิจารณา และอนุมัติรายการ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและอนุมัติรายการที่เกี่ยวโยงกันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หน่วยงานที่กำกับดูแลธนาคาร

         5.2 การป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน
              ก.  จัดให้มีมาตรการควบคุมการซื้อขายหลักทรัพย์และให้มีการเปิดเผยการมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่อาจเข้าถึงข้อมูลภายใน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลจากตำแหน่ง หน้าที่ หรือการปฏิบัติงาน เพื่อหา ผลประโยชน์ในทางมิชอบแก่ตนเองหรือผู้อื่น
              ข.   กำหนดให้มีการแบ่งแยกสถานที่การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงาน โดยจัดให้หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์แยกออกจากกัน เพื่อการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล

         5.3 การทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและรายการที่เกี่ยวโยงกัน
              ก.   กำหนดระเบียบว่าด้วยการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน กำหนดกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ต่อธนาคารและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
              ข.   การเข้าทำรายการระหว่างธนาคารกับกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่มีลักษณะถ่ายเทผลประโยชน์ของธนาคารไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง
              ค.   พนักงานธนาคารที่มีส่วนได้เสีย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมใด ต้องไม่เข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจพิจารณาธุรกรรมนั้น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์ของธนาคารอย่างเต็มที่

         5.4 การรับหรือให้ของขวัญ การรับรองและผลประโยชนอื่นๆ
              ก.  การรับ/ให้ของขวัญ การรับรอง และผลประโยชน์อื่นๆ ของธนาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ต้องดำเนินด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เป็นไปอย่าง  สมเหตุสมผล และมีมูลค่าเหมาะสม ตามกาลเทศะ ธรรมเนียม จารีตประเพณี
              ข. ไม่ติดสินบน ตอบแทน เสนอให้ หรือเรียกร้อง ผลประโยชน์อื่นใดซึ่งไม่เหมาะสม ทั้งทางตรง และทางอ้อม กับลูกค้า หน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือบุคคลที่สาม เพื่อก่อให้เกิดอิทธิพลต่อการใช้วิจารณญาณที่เป็นกลางในการตัดสินใจ หรือก่อให้เกิดอิทธิพลต่อผู้อื่นต่อการกระทำในหน้าที่ หรือทำให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันไม่สมควร

 

6. การจัดการข้อมูล

ธนาคารให้ความสำคัญกับการรักษาความลับและการจัดการข้อมูลทั้งของลูกค้า และธนาคาร โดยมีการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ให้เหมาะสมรัดกุม ดังนี้

         6.1 การจัดการข้อมูล
              ก. ปกป้อง จัดเก็บ ดูแลข้อมูลของลูกค้า รวมถึงข้อมูลของธนาคารตามที่กฎหมายกำหนดให้พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย โดยจะต้องทำการเก็บรวบรวมดูแล รักษาและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเหมาะสม
              ข. ไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้า และธนาคาร เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกค้า หรือธนาคารแล้วแต่กรณี หรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

         6.2 การสื่อสาร
              ก. ธนาคารมุ่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคารต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสาธารณชนทั่วไปอย่างถูกต้องครบถ้วนทั่วถึงและทันกาล รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง
              ข. การสื่อสาร แถลงการณ์ หรือการให้ข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ธุรกิจของธนาคารและลูกค้า ต้องมีความถูกต้องเหมาะสม โดยการกระทำดังกล่าวต่อสื่อมวลชน หรือสื่อใดๆ นั้น ต้องกระทำโดยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในนามของธนาคารเท่านั้น

 

7. การกำกับดูแลโดยรวม

       ธนาคารยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปด้วยความถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคาร รวมถึงหลักธรรมาภิบาล ดังต่อไปนี้

         7.1  ธนาคารยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่กำหนดโดยหน่วยงานทางการที่ควบคุมดูแลธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์ และบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย ในการมุ่งพัฒนางานกำกับดูแลกิจการของธนาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล  เพื่อประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
         7.2  จัดให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ รวมทั้งตระหนักถึงความเสี่ยงของการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของธนาคาร รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานเอง
         7.3  จัดให้มีหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้โดยอิสระจากการบริหารจัดการของธนาคาร รวมถึงมีการจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ให้กับหน่วยงานดังกล่าวอย่างเหมาะสมและเพียงพอ
         7.4  จัดให้มีการกำกับดูแลเพื่อสอบทานการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ของหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคารอย่างสม่ำเสมอ โดยให้มีการบริหารจัดการ พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขและมาตรการป้องกันภายใต้กรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์ หลักธรรมาภิบาล นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคาร

 

8. การแข่งขันทางการค้าและการระงับข้อพิพาท

       ธนาคารให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดย

         8.1 ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติต่อพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าอย่างเสรีและแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารในการกำหนดราคาซื้อ ขาย หรือเงื่อนไขการให้บริการที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกค้า รักษาความลับภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่แสวงหาข้อมูลของพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าอย่างไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม
         8.2 กำหนดแนวปฏิบัติในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่าแก่ลูกค้า ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระและต้องไม่ขัดขวางลูกค้าในการเปลี่ยนไปใช้บริการกับธนาคารอื่นจนเกินพอดี
         8.3  ไม่กล่าวโจมตีคู่แข่ง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาด
         8.4  หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ธนาคารพึงจัดให้มีกระบวนการที่เหมาะสมในการระงับหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

9. สังคมและสิ่งแวดล้อม
         9.1 ธนาคารยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และระมัดระวังในการพิจารณาดำเนินการใดๆ ในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของสาธารณชน (Public Interest) นอกจากนี้ธนาคารมุ่งดำเนินการ และให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ
         9.2 ธนาคารให้ความสำคัญในการดูแลด้านความปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมของธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบใดๆ กับชุมชนใกล้เคียง และส่งเสริมพนักงานให้มีจิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม

 

 

จรรยาบรรณของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

 

จรรยาบรรณนี้ใช้ถือปฏิบัติกับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ของธนาคารและบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้  “พนักงาน” ให้หมายรวมถึง ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับชั้น รวมถึงพนักงานที่มีสัญญาจ้างทุกคน ไม่ว่าจะ เป็นพนักงานที่มีสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาหรือไม่มีกำหนดระยะเวลา

1. ธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

           1.1 กรรมการและผู้บริหารเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ภาคอุตสาหกรรมและประเทศชาติ รวมถึงจัดให้มีการกำหนดนโยบายเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนมีการจัดทำจรรยาบรรณและสื่อสารให้พนักงานและผู้บริหารนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
           1.2 กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี  โดยทำหน้าที่กำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และทิศทางการดำเนินงาน รวมถึงจัดให้มีการกำกับควบคุมดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนดูแลให้ผู้บริหารของธนาคารและฝ่ายจัดการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
           1.3 การดำเนินธุรกิจของธนาคารอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทางการ ดังนั้นกรรมการในฐานะตัวแทนของผู้ถือหุ้นจึงต้องกำหนดนโยบายโดยมีผู้บริหารของธนาคารในฐานะฝ่ายจัดการทำหน้าที่ผลักดันให้มีการนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกำกับดูแลให้ธนาคารดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
           1.4 กรรมการต้องดูแลให้ธนาคารมีนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่สำคัญของธนาคาร รวมทั้งดูแลให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีความเป็นมืออาชีพ และไม่ถูกครอบงำจากหน่วยงานที่ประกอบธุรกิจ นอกจากนั้น ผู้บริหารของธนาคารจะต้องทราบถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งปกป้องดูแลผลประโยชน์ของธนาคารและจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

2. การรักษาผลประโยชน์ รวมถึงภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ ชื่อเสียงและคุณธรรมอันดีงาม

     กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พึงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ดังต่อไปนี้

           2.1 มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม มีคุณธรรม ความรับผิดชอบ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ไม่ให้คำสัญญา หรือข้อผูกพันในเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ กระทำการด้วยความรอบคอบระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ มุ่งมั่นในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถยึดมั่นต่อความเป็นจริง ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้กรอบแนวทางหลักการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Judgement Rule)  รวมทั้งคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ ด้วยความใส่ใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรหรือการดำเนินการต่างๆ ขององค์กร
           2.2 การรักษาผลประโยชน์ของธนาคารต้องเกิดจากการกระทำโดยชอบธรรม ไม่กระทำการช่วยเหลือสนับสนุนหรือยอมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักธรรมาภิบาลของการดำเนินธุรกิจ
           2.3 พึงระมัดระวังการกระทำ หรือการแสดงออกในด้านต่างๆ รวมถึงการใช้ Social Media ที่อาจส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ของธนาคารได้
           2.4 การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรจะต้องถูกต้อง เที่ยงตรง ตรงไปตรงมา และมีการใช้ช่องทางในการสื่อสารที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

 

3. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

           ปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของธนาคารเป็นสำคัญและต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตนเองจะต้องไม่มีส่วนได้เสีย หรือผลประโยชน์ขัดกันกับผลประโยชน์ของธนาคาร และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจมีขึ้นทั้งทางตรงทางอ้อม 

 

4. ความเชื่อถือได้ของข้อมูล

           ข้อมูลทุกประเภทของธนาคารต้องเป็นข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง

           4.1 ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลของธนาคาร ในการติดตามการดำเนินงานของธนาคาร และในการตัดสินใจ ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันในการจัดทำข้อมูลให้ถูกต้องโดยบันทึกข้อมูล และจัดทำรายงานอย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

            4.2 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะต้องร่วมมืออย่างเต็มความสามารถกับผู้ตรวจสอบภายในและภายนอกเมื่อได้รับการร้องขอ

 

5. การรักษาความลับของข้อมูล

           5.1 ไม่เปิดเผยข้อมูลของธนาคารที่ยังมิได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ยกเว้นเป็นไปตามกฎหมายหรือได้รับการอนุมัติจากธนาคาร  การรักษาความลับของข้อมูลของธนาคาร  รวมถึงข้อมูลของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ แผนงาน กลยุทธ์ วิธีการดำเนินการและระบบงาน ผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องไม่นำข้อมูลที่ได้ทราบหรือจัดทำขึ้นจากหน้าที่งานในธนาคารไปใช้ในทางอื่น นอกเหนือจากงานที่ตนรับผิดชอบ และจะไม่นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ ส่วนตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ไม่ว่าในขณะที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือพ้นสภาพจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ตาม

           5.2 การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด และห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลใดๆ ของลูกค้าแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการ หรือสื่อใดๆ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล

           5.3 การรักษาความลับของข้อมูลนี้ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและของพนักงานซึ่งหมายความถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และผลประโยชน์ และข้อมูลทางการแพทย์ด้วย  ข้อมูลดังกล่าวจะสามารถเปิดเผยได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้เกี่ยวข้องที่ธนาคารกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ในงานธนาคาร  หรือเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลนี้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวโดยใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง และพึงรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

 

6. การใช้ข้อมูลภายในเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์

           ห้ามผู้ที่รู้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งของตนเอง และ/หรือบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

7. การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

           ยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยจะไม่สนับสนุนหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้ธนาคารเป็นช่องทางหรือเป็นเครื่องมือในการถ่ายเท ปกปิด หรืออำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

8. การต่อต้านการคอร์รัปชั่นและสินบน

           กลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานมีหน้าที่ในการศึกษา และทำความเข้าใจกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบนของธนาคาร และปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

 

9. การพนัน การดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด

           9.1 ห้ามเสพ ครอบครอง ซื้อ ขาย ขนย้าย สิ่งเสพติด หรือสารควบคุม (ยกเว้นยาตามใบสั่งของแพทย์) ไม่ว่าประเภทใดๆ และไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ

           9.2 ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ในงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือการต้อนรับลูกค้าตามระเบียบปฏิบัติของธนาคาร และต้องไม่ดื่มจนมึนเมาหรือขาดสติ

           9.3 ห้ามเล่นการพนันทุกประเภทไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ก็ตาม

 

10. การให้ และการรับของขวัญ ของกำนัล และการเลี้ยงรับรอง

           10.1 ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน จากผู้ประกอบธุรกิจกับธนาคาร รวมทั้งผู้ที่กำลังติดต่อ เพื่อดำเนินธุรกิจกับธนาคาร

           10.2 ต้องไม่เรียกร้องหรือแสดงอากัปกิริยาที่แสดงเจตนาทั้งทางตรงและทางอ้อมว่าต้องการรับเงินและ/หรือทรัพย์สิน และ/หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจในนามธนาคารเว้นแต่ได้รับในโอกาสที่เป็นพิธีการ หรือตามธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นที่ดีงามหรือจารีต ทางการค้า

           10.3 การแลกเปลี่ยนของขวัญ ของกำนัล หรือการเลี้ยงตอบแทนตามประเพณีนิยม เช่น การรับประทานอาหารหรือการเลี้ยงรับรองกับบุคคลอื่น เป็นต้น สามารถทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อรักษาสัมพันธภาพทางธุรกิจ โดยไม่มีการรับและการให้ของขวัญ ของกำนัลในรูปแบบของเงินสด หรือทรัพย์สินสิ่งมีค่าเสมือนเงินสด อาทิเช่น ทอง เพชรนิลจินดา หรือตราสารทางการเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เช่น เช็คของขวัญ เป็นต้น

 

11. ทรัพย์สินขององค์กร

           11.1 ทุกคนมีหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของธนาคารมิให้สูญหาย เสียหาย หรือนำไปใช้ ในทางที่ผิด ความรับผิดชอบนี้ไม่เพียงแค่ครอบคลุมถึงการปฏิบัติตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการต้องใส่ใจที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของการรักษาความปลอดภัย และการตื่นตัวต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ทรัพย์สินของธนาคารเกิดความสูญหาย เสียหาย หรือถูกใช้ในทางที่ผิดด้วย

           11.2 ทรัพย์สินของธนาคารหมายความรวมถึงเงินสด เครื่องมือทางการเงิน ข้อมูลของธนาคารทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมระบบงานคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เอกสาร เครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะ ชื่อธนาคาร เครื่องหมายสัญลักษณ์ของธนาคาร และวัสดุอุปกรณ์

           11.3 ทรัพย์สินทางปัญญาหมายความรวมถึงสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายทางการค้าความลับทางการค้า หรือข้อมูลอื่นใดที่เป็นทรัพย์สินมีค่าของธนาคาร ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องดูแลรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของธนาคารให้พ้นจากการนำไปใช้ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตและต้องเคารพลิขสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้นๆ

 

12. การทำงานอื่นหรือกิจกรรมภายนอก

           12.1 การดำเนินธุรกรรมหรือกิจการส่วนตัวใดๆ  จะต้องแยกออกจากการดำเนินกิจการของธนาคารไม่ใช้ชื่อธนาคารในการดำเนินธุรกรรมส่วนตัว ดำเนินกิจการในระดับที่เหมาะสม (at arm’s  length) หรือเป็นการทำธุรกรรมที่เป็นธรรมเนียมการค้าปกติ เสมือนการทำธุรกรรมกับบุคลลทั่วไปที่มิได้มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ โดยมุ่งประโยชน์ต่อองค์กรเป็นหลัก หลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดกรณีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จะต้องจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้นอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว

           12.2 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ มีความระมัดระวัง และความถูกต้อง/ซื่อสัตย์สุจริตรวมทั้งการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ข้อบังคับ นโยบายและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ธนาคารกำหนด

           12.3 ผู้บริหารหรือพนักงานต้องไม่เป็นพนักงานขององค์กรอื่นที่ไม่ใช่องค์กรในกลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือทำกิจกรรมภายนอกอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

           12.4 ผู้บริหารหรือพนักงานที่จะไปเป็นกรรมการ คณะทำงาน ที่ปรึกษา วิทยากร หรือทำกิจกรรมภายนอกให้กับบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่องค์กรในกลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากผู้มีอำนาจอนุมัติที่ธนาคารกำหนด

 

13. การคุกคาม

           ยึดมั่นในการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพโดยปราศจากการคุกคามใดๆ เช่น  การคุกคามทางวาจา การคุกคามทางกาย การคุกคามทางเพศ การคุกคามทางข้อความ รูปภาพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

 

14. Whistleblower

           ธนาคารมีช่องทาง Whistleblower ให้พนักงานสามารถร้องเรียนให้ข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการทุจริต  คอร์รัปชั่น รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ กฎระเบียบ จรรยาบรรณ เพื่อความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

  • E-mail Address : whistleblower@scb.co.th
  • โทรศัพท์สายตรง 02-544-2000
  • ตู้ไปรษณีย์ 177 ปณศ.จตุจักร 10900

           ผู้รายงาน ผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือสามารถเลือกที่จะไม่เปิดเผยตนเองได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยนั้นจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรือเกิดผลกระทบในทางลบใดๆ

           ธนาคารถือว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ จะเปิดเผยเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบในทางลบของผู้รายงาน แหล่งที่มาของข้อมูลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนหรือหาข้อเท็จจริงมีหน้าที่ในการรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลอย่างเคร่งครัด ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือมีการกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ร้องเรียน หรือผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ที่เป็นพยาน ถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและอาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้

 

15. บทสรุป

           ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม ถือเป็นหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคารและในขณะเดียวกัน ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่เป็นเลิศ   ความมุ่งมั่นดังกล่าวต้องเป็นส่วนหนึ่งของพนักงานทุกคน และแสดงออกอย่างชัดเจน ทั้งโดยวาจา การกระทำ และการวางตัว การแสดงออกด้วยความเคารพ ความนอบน้อม สุภาพ จริงใจ ใส่ใจ และด้วยความกระตือรือร้น จะต้องปรากฏชัดเจน  ในการติดต่อกับลูกค้าและบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการต่อหน้า การพูดคุยทางโทรศัพท์หรือ การติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ตาม

           วัฒนธรรมการให้บริการที่เป็นเลิศนี้ จะเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืนและยาวนานก็ต่อเมื่อพนักงานทุกคนปฏิบัติต่อกันเช่นนั้นด้วยความกระตือรือร้น ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ การ   ทำงานร่วมกันเป็นทีม และความพร้อมตอบสนอง เป็นคุณลักษณะที่พนักงานพึงเรียนรู้จากกันและกัน

           การปฏิบัติตามจรรยาบรรณจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ การดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจของธนาคารอย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า ผู้ถือหุ้น  พนักงาน และสังคมในที่สุด

จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB

Untitled Document

อุดมการณ์และจรรยาบรรณ SCB

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ 1 ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับความมุ่งมั่นในการดูแล ส่งเสริม สนับสนุนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ความสมดุลของสังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจให้เติบโตควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน

 

ธนาคารไทยพาณิชย์มีเจตนารมณ์ ที่จะส่งเสริมหลักการนี้ไปยังคู่ธุรกิจ2  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ร่วมนำหลักการและแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ เพื่อการขยายผลออกสู่สังคม และเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้จัดทำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB (SCB Supplier Code of Conduct)” ขึ้นเพื่อให้คู่ธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์นำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อไป โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนให้คู่ธุรกิจดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพ ดูแลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ดูแลด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งติดตามการนำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB” ไปปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ กรณีที่คู่ธุรกิจปฏิบัติไม่สอดคล้องกับ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB” ธนาคารไทยพาณิชย์ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการใดๆ กับคู่ธุรกิจ โดยพิจารณาจากผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

               1 ธนาคารไทยพาณิชย์ หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกิจการในเครือทั้งหมดของธนาคารทั้งภายในและต่างประเทศ

              2 คู่ค้าธุรกิจ หมายถึง ผู้ขายสินค้า ผู้รับจ้าง และ/หรือ ผู้ให้บริการ แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงกิจการในเครือทั้งหมด และผู้รับจ้างช่วงของผู้ขายสินค้า ผู้รับจ้าง และ/หรือ ผู้ให้บริการดังกล่าว

 

1. จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics)    

  • ความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ

    ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส มีจริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ไม่กระทำการใดๆ อันเป็นวิธีที่ทุจริต คอร์รัปชั่น ติดสินบนด้วยการให้ เสนอว่าจะให้หรือรับว่าให้เงิน ทรัพย์สิน สิ่งของ หรือ ผลประโยชน์อื่นใด รวมถึงการทำให้ได้เปรียบผู้อื่น เพื่อจูงใจให้ตนเอง หรือ บุคคลอื่นใดได้รับผลประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม

  • ความเป็นธรรม  

    ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ที่ให้ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม ให้ความเคารพต่อผลประโยชน์ของบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ด้วย และไม่ปฏิบัติตนในลักษณะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

  • การเปิดเผยข้อมูล

    เปิดเผยข้อมูลของตนอย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

  • การรักษาความลับ 

    ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับของธนาคาร ไม่เปิดเผยหรือนำข้อมูลที่เป็นความลับของธนาคาร ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องของคู่ธุรกิจไปใช้ และ/หรือ แสวงหาประโยชน์ เพื่อตนเองหรือบุคคลใดโดยไม่ได้รับการยินยอม รวมถึงอนุญาตให้มีการใช้ข้อมูลที่เป็นความลับไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ที่ขัดต่อกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับหรือคำสั่งของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

  • สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

    เคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของธนาคารและผู้อื่น และระมัดระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิดังกล่าว

 

2. แรงงานและสิทธิมนุษยชน (Labor & Human Rights)

  • การไม่เลือกปฏิบัติ 

    คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกัน และความเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้าง เพราะความแตกต่างทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส ผู้มีครรภ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ผู้พิการหรือเรื่องอื่นใด


  • การคุ้มครองแรงงาน
    - ไม่จ้างแรงงานเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด
    -  ไม่ให้ลูกจ้างหญิงทำงานในลักษณะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย
        ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ ต้องจัดให้ได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
    - การจ้างแรงงานต่างด้าว ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนดอย่างถูกต้องครบถ้วน
    - การเลิกจ้าง ต้องดำเนินการเลิกจ้างในแต่ละขั้นตอนกฎหมายแรงงาน และต้องไม่เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

  • การไม่บังคับใช้แรงงาน

    ไม่ใช้หรือได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานที่ถูกบังคับ ไม่เต็มใจ หรือ ในลักษณะที่เป็นแรงงานทาส ซึ่งรวมถึงการลงโทษทางกาย การขู่เข็ญ การกักขัง การข่มขู่คุกคาม การล่วงละเมิด การค้ามนุษย์ หรือการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดๆ

  • ค่าจ้างและผลประโยชน์

    ดำเนินการจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด รวมถึงดำเนินการตามสิทธิและผลประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม ไม่ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างต้องได้รับตรงตามกำหนดเวลา

  • ระยะเวลาการทำงาน

    ไม่ให้ลูกจ้างทำงานเป็นเวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ในการทำงานล่วงเวลาหรือในวันหยุด ต้องเป็นความสมัครใจของลูกจ้าง รวมทั้งต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุด วันลา ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

 

3. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health & Safety)

  • ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 

    จัดให้มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้เกี่ยวข้อง โดยจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดและควบคุมความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน การขนส่ง การบริการ ตลอดจนมีแนวทางในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อลดความสูญเสีย

  • อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 

    จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้กับลูกจ้างที่สอดคล้องตามความเสี่ยงอย่างเพียงพอ พร้อมใช้งาน และควบคุมให้เกิดการใช้งาน

 

4. สิ่งแวดล้อม (Environment)

ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำเนินงานด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษาสภาพแวดล้อม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง ดังนี้

  • การลดปริมาณการใช้ (Reduce)
  • การนำกลับมาใช้ซ้ำ / การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse/ Recycle)
  • การสร้างทดแทน (Replenish)

 

5. กฎหมายและข้อกำหนด (Laws & Regulations)

                ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

 

บทบาทหน้าที่เลขานุการบริษัท

เลขานุการธนาคาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

คณะกรรมการธนาคารได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 1 คน ได้แก่ นางศิริบรรจง อุทโยภาศ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการบริษัท เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับ การประชุมของคณะกรรมการธนาคาร และการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งสนับสนุนให้การกำกับดูแลกิจการเป็นไปตามมาตรฐานบรรษัทภิบาลที่ดี

 

• คุณสมบัติ

  1. ต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานในหลักการของกฎหมายและกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ การจัดหาความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย เป็นส่วนที่จะส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้น
  2. ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และข้อพึงปฏิบัติที่ดีในเรื่องการกำกับดูแลกิจการ
  3. ความรู้ในธุรกิจประเภทต่างๆ ของธนาคาร และความสามารถในการสื่อสารที่ดี เป็นคุณสมบัติเสริมที่ช่วยให้การทำหน้าที่เลขานุการธนาคารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

• หน้าที่ความรับผิดชอบ

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของเลขานุการธนาคาร คือการสนับสนุนงานของคณะกรรมการในด้านที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ สำหรับหน้าที่ รับผิดชอบโดยเฉพาะของเลขานุการธนาคารรวมถึงหน้าที่ ดังต่อไปนี้

  1. จัดการเรื่องการประชุมคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารที่เกี่ยวข้อง และการประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับของธนาคาร และกฎบัตรของคณะกรรมการแต่ละชุด และข้อพึงปฏิบัติที่ดี (Best Practices)
  2. แจ้งมติและนโยบายของคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องและติดตามการปฏิบัติตามมติและนโยบายดังกล่าวผ่านกรรมการผู้จัดการใหญ่
  3. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเบื้องต้นแก่คณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร ในประเด็นกฎหมายระเบียบปฏิบัติ และข้อพึงปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการ
  4. ดูแลให้หน่วยงานเลขานุการธนาคารเป็นศูนย์กลางของข้อมูลองค์กร (Corporate Records) อาทิ หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล บริคณห์ สนธิ ข้อบังคับทะเบียนผู้ถือหุ้น และใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ
  5. ดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลและรายงานสารสนเทศในส่วนที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานกำกับ ดูแลโดยเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบและนโยบายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคาร
  6. ติดต่อและสื่อสารกับผู้ถือหุ้นทั่วไป ให้ได้รับทราบสิทธิต่างๆ ของผู้ถือหุ้น และข่าวสารของธนาคาร
  7. ให้ข่าวสารและข้อมูลแก่กรรมการ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของธนาคาร เพื่อประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ
  8. จัดให้มีการให้คำแนะนำแก่กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่
  9. เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานด้านธุรการของคณะกรรมการ อาทิ จัดการให้กรรมการได้รับหนังสือรับผิดรับใช้ และการประกันภัยความรับผิดชอบของกรรมการ

รายงานการกำกับดูแลกิจการ