โครงสร้างการบริหารงาน

As of 1 July 2018

คณะกรรมการธนาคาร

คณะกรรมการชุดย่อย

คณะกรรมการบริหาร

รายชื่อคณะกรรมการบริหาร

1. ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร
2. นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการอิสระ
3. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการอิสระ
4. นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ
คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย รวมถึงระเบียบของธนาคาร และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของธนาคาร ตลอดจนดำเนินการต่างๆ ตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย เพื่อให้บรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของธนาคาร และสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคาร รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการบริหารกิจการให้เป็นไปตามค่านิยมหลักของธนาคาร

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในเรื่องดังต่อไปนี้

  1. พิจารณาและจัดทำกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ เป้าหมายทางการเงิน และแผนงาน (ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว) รวมถึงงบประมาณประจำปี เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการธนาคาร

  2. พิจารณาอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ ของธนาคารตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงเรื่องดังต่อไปนี้
    1. สอบทานให้ธนาคารมีรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและพอเพียง และพิจารณาความครบถ้วนของข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบ และประเมินความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่ใช้ในรายงานทางการเงิน
    2. การให้สินเชื่อ
    3. การปรับปรุงโครงสร้างหนี้
    4. แนวทางในการลงทุนและการลงทุน
    5. การก่อภาระผูกพันและการกู้ยืมเงิน
    6. งานที่เกี่ยวเนื่องกับการพนักงาน
    7. งบประมาณ ค่าใช้จ่าย รายงานทางการเงิน (Financial Report) และรายงานเพื่อการบริหาร (MIS Report)
    8. เรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกิจการของธนาคาร เช่น ธุรกิจใหม่ นโยบายดอกเบี้ย นโยบายสินเชื่อ การบันทึกบัญชี การเปิดสาขา การจัดโครงสร้างองค์กร เป็นต้น

  3. พิจารณากลั่นกรองงานทุกประเภทที่เสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณา ยกเว้น งานที่อยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ และ/หรือ เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดย่อยอื่นของธนาคารที่จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองเพื่อนำเสนอคณะกรรมการธนาคารโดยตรง

  4. พิจารณารับทราบเรื่องอื่นๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการและไม่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของธนาคาร เช่น คดีความที่ธนาคารตกเป็นจำเลย เป็นต้น ที่กรรมการบริหารเห็นว่าจำเป็นหรือสมควรที่จะให้เสนอเพื่อรับทราบ

  5. รับทราบรายงานด้านการตรวจสอบภายในสำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหา และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคาร โดยให้กลุ่มตรวจสอบและกำกับรายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบทันที

  6. พิจารณาหรืออนุมัติเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย

     

    ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารมีมติหรือคำสั่งให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการใดๆ แทน ผู้รับมอบอำนาจนั้นไม่สามารถมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนตนเองได้ เว้นแต่ในการมอบอำนาจนั้นได้ระบุไว้ว่าให้มอบอำนาจช่วงต่อไปได้
คณะกรรมการตรวจสอบ

รายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบ

1. นายประสัณห์ เชื้อพานิช กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
2. นายเอกกมล คีรีวัฒน์ กรรมการอิสระ
3. คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการอิสระ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. รายงานทางการเงิน
    1. สอบทานให้ธนาคารมีรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและพอเพียง และพิจารณาความครบถ้วนของข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบ และประเมินความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่ใช้ในรายงานทางการเงิน
    2. สอบทานประเด็นเกี่ยวกับการบัญชีและรายงานทางการเงินที่มีสาระสำคัญ รวมทั้งรายการที่มีความซับซ้อนหรือผิดปกติ และรายการที่ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสิน
    3. สอบถามฝ่ายบริหาร และผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับผลการตรวจสอบ ความเสี่ยงที่สำคัญเกี่ยวกับรายงานทางการเงิน และแผนที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว
    4. สอบทานให้ธนาคารมีการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับกระบวนการการจัดทำรายงานทางการเงิน
    5. มีกระบวนการรับแจ้งเบาะแสจากพนักงานเกี่ยวกับรายงานทางการเงินที่ไม่หมาะสมหรือประเด็นอื่นๆ ด้วย

  2. การควบคุมภายใน
    1. สอบทานว่าฝ่ายบริหารได้กำหนดให้มีการควบคุมภายในรวมถึงการควบคุมภายในของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เพียงพอเหมาะสม และแนวทางการสื่อสารความสำคัญของการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งธนาคาร
    2. สอบทานเพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการควบคุมภายในที่ผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชีเสนอนั้นฝ่ายบริหารได้นำไปปรับปรุงแก้ไขแล้ว

  3. การตรวจสอบภายใน
    1. สอบทานและอนุมัติกฎบัตรการตรวจสอบภายใน แผนงานประจำปี ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน
    2. สอบทานกิจกรรมและการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าหน่วยงานตรวจสอบสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ
    3. สอบทานประสิทธิผลการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในว่าได้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบภายใน

  4. การกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
    1. สอบทานและอนุมัติกฎบัตรของหน่วยงานกำกับและควบคุม แผนงานประจำปี ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน
    2. พิจารณากฎหมาย ระเบียบต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลง และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารที่นำเสนอโดยหน่วยงานตรวจสอบ และหน่วยงานกำกับและควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
    3. สอบทานข้อตรวจพบขององค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลธนาคาร และผลการติดตามการแก้ไข รวมถึงรายงานให้แก่คณะกรรมการธนาคาร
    4. สอบทานประสิทธิผลของระบบในการติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และผลการติดตามการแก้ไขในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตาม
    5. สอบทานการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น และรายงานให้คณะกรรมการธนาคารทราบ

  5. การบริหารความเสี่ยง
    1. สอบทานให้ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารมีมาตรการและระบบบริหารความเสี่ยง และหารือกับ ฝ่ายจัดการเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ

  6. การปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงาน
    1. สอบทานให้มั่นใจว่าหลักจริยธรรมธุรกิจ และจรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงาน และนโยบายในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้บริหารและพนักงานทุกคนรับทราบ
    2. ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ และนโยบายในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์

  7. ความรับผิดชอบอื่นๆ
    1. ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมาย
    2. สอบทานและประเมินกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเมื่อมีการแก้ไข
    3. จัดให้มีการประเมินตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร
    4. คณะกรรมการตรวจสอบ ควรมีการหารือและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เมื่อได้รับแจ้งพฤติการณ์ อันควรสงสัยจากผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 89/25 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2551 และแจ้งผลให้ผู้สอบบัญชีและสำนักงาน ก.ล.ต. ทราบภายในเวลาที่ ก.ล.ต. กำหนด
คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

รายชื่อคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

1. นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการอิสระและประธานกรรมการสรรหาฯ
2. พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล กรรมการ
3. นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการอิสระ
4. คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการอิสระ
5. นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล กรรมการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. ด้านสรรหาและด้านการแต่งตั้งผู้บริหารและความต่อเนื่อง
    1. กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ
    2. คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย และผู้มีอำนาจในการจัดการ ให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณา

      ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมการธนาคาร คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาถึงประสบการณ์อย่างน้อยด้านหนึ่งด้านใดที่สำคัญสำหรับคณะกรรมการธนาคาร (เช่น การเงิน การธนาคาร บริหารธุรกิจ การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมาย การจัดการ) ตลอดจนพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การดำเนินการของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมีกลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม
    3. ดูแลให้คณะกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยมีขนาดและองค์ประกอบที่เหมาะสมกับองค์กร รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการ ชุดย่อยจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในด้านต่างๆ
    4. เปิดเผยนโยบายและรายละเอียดของกระบวนการสรรหาในรายงานประจำปีของธนาคาร
    5. สร้างความมั่นใจว่าธนาคารมีแผนการสืบทอดตำแหน่งและความต่อเนื่องในการบริหารที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้มีอำนาจในการจัดการ และเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  2. ด้านค่าตอบแทน
    1. กำหนดนโยบายจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมถึงจำนวนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นให้แก่กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการโดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และ/หรือ นำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วแต่กรณี และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหากมีการร้องขอ
    2. ดูแลให้กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ
    3. กำหนดแนวทางในการประเมินผลงานของกรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการเพื่อพิจารณาผลตอบแทนประจำปี
    4. เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนและเปิดเผยค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการกำหนดค่าตอบแทน โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย การดำเนินงาน และความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร
    5. เสนอแนะค่าตอบแทนที่เหมาะสมของคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อยต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    6. ทบทวนข้อเสนอของฝ่ายจัดการเรื่องนโยบายจ่ายค่าตอบแทน แผนการกำหนดค่าตอบแทนและผลประโยชน์พิเศษอื่นนอกเหนือจากเงินค่าจ้างสำหรับพนักงานธนาคาร และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    7. ทบทวนเป้าหมายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Target and Criteria) สำหรับธนาคาร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่ออนุมัติ
    8. เสนอแนะค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  3. ด้านบรรษัทภิบาล
    1. กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาลของธนาคารเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ ติดตามเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาลรวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ
    2. กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของธนาคารเป็นไปตามหลักบรรษัทภิบาลของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลตาม กฎหมาย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
    3. จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของนายกกรรมการ กรรมการรายบุคคล คณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อย

  4. คณะกรรมการสรรหาฯ ควรประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเป็นประจำ และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร

  5. คณะกรรมการสรรหาฯ อาจพิจารณาภารกิจในด้านสรรหา ด้านค่าตอบแทน และด้านบรรษัทภิบาล สำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และ/หรือ บริษัทลูก ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามความเหมาะสมและตามที่เห็นสมควร

  6. ดำเนินการใดๆ ตามหน้าที่ที่กฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ หรือ คำสั่งของทางการที่เกี่ยวข้องกำหนด

 

คำนิยาม:
“ธนาคาร” หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

“ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายถึง

  1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) กรรมการที่เป็นผู้บริหารหรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึง ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส (FEVP) รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานกฎหมาย (Group General Counsel) ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer)
  2. บุคคลซึ่งธนาคารทำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงาน ทั้งหมดหรือบางส่วน
  3. บุคคลซึ่งตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการ กรรมการ หรือการจัดการของธนาคาร ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือการดำเนินงานของธนาคาร

“กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” หมายถึง

  1. กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
  2. กรรมการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการหรือมีส่วนร่วมในการบริหารงานใดๆ เยี่ยงผู้บริหาร และให้หมายความรวมถึงบุคคลในคณะกรรมการบริหาร (Executive committee)
  3. กรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพัน เว้นแต่เป็นการลงนามผูกพันตามรายการที่คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติไว้แล้วเป็นรายกรณี และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น

“บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน” หมายถึง บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“บริษัทลูก” หมายถึงบริษัทตามความหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ.28/2551 เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

รายชื่อคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

1. คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการอิสระ และประธานกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม
2. พ.ต.อ. ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม กรรมการ
3. นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการ
4. นายประภาศ คงเอียด กรรมการ
5. นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. กำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร

  2. กำหนดนโยบายในการทำงานและประสานไปยังมูลนิธิสยามกัมมาจล

  3. พิจารณาจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับโครงการ และกิจกรรมต่างๆ ทั้งสำหรับธนาคารและมูลนิธิสยามกัมมาจล
คณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

รายชื่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

1. นายเกริก วณิกกุล กรรมการอิสระ และประธานกรรมการกำกับความเสี่ยง
2. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการอิสระ
3. นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการ
4. นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล กรรมการ
5. นายอนุชา เหล่าขวัญสถิตย์ เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคาร เกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

  2. ดูแลให้ผู้บริหารระดับสูงรวมถึงหัวหน้าหน่วยงานบริหารความเสี่ยงปฏิบัติตามนโยบาย และกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

  3. ดูแลให้กลยุทธ์ในการบริหารเงินกองทุนและสภาพคล่อง เพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีความสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่ได้รับอนุมัติ

  4. ทบทวน สอบทานความเพียงพอและประสิทธิผลของนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงควรหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อประเมินว่านโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภท รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีการดำเนินการตามนโยบายและ กลยุทธ์ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

  5. รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารถึงฐานะความเสี่ยง ประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสถานะการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง ตลอดจนปัจจัยและปัญหาที่มีนัยสำคัญ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ ในการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

  6. มีความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการปฏิบัติงานของ Chief Risk Officer

  7. ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารในการปลูกฝัง Risk Culture ทั่วทั้งองค์กร และกำกับให้มีการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กร

คณะกรรมการฝ่ายจัดการ

คณะกรรมการจัดการ

รายชื่อคณะกรรมการจัดการ

1. กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานคณะกรรมการ
2. Chief Financial Officer กรรมการ
3. Chief Legal and Control Officer กรรมการ
4. Chief Risk Officer กรรมการ
5. Chief Data Officer กรรมการ
6. Chief Digital Transformation Officer กรรมการ
7. Chief Technology Officer, Head of Operations กรรมการ
8. Chief Marketing Officer กรรมการ
9. Chief People Officer กรรมการ
10. Chief Strategy Officer กรรมการ
11. ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจพิเศษ กรรมการ
12. ผู้บริหารสูงสุด ลูกค้าบุคคล และผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา กรรมการ
13. ผู้บริหารสูงสุด SME Segment กรรมการ
14. ผู้บริหารสูงสุด Wealth Segment และผู้บริหารสูงสุด Wealth Products กรรมการ
15. ผู้บริหารสูงสุด Corporate Banking กรรมการ
16. ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solution กรรมการ
17. ผู้บริหารสูงสุด Retail Lending Products, ผู้บริหารสูงสุด Retail Paymentsและผู้บริหารสูงสุด Facility Management กรรมการ
18. ผู้บริหารสูงสุด Retail Lending Products Management กรรมการ
19. ผู้บริหารสูงสุดกิจกรรมเพื่อสังคม และสื่อสารภายในองค์กร กรรมการ
20. ผู้บริหารสูงสุดตรวจสอบ กรรมการ
21. ผู้บริหารสูงสุด Transformation กรรมการ
22. Dean of SCB Academy กรรมการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. จัดทำแผนธุรกิจและแผนงานประจำปี (Business and Annual Operating Plan) รวมถึงเป้าหมายทางการเงิน งบประมาณประจำปี และตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน ตามแนวทางของยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร

  2. ทบทวนผลการดำเนินงานและกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขัน

  3. พิจารณาเรื่องต่างๆ ดังนี้
    1. อนุมัติยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินการของโครงการที่สำคัญของธนาคาร พิจารณาอนุมัติการจัดสรรทรัพยากรตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงติดตามการดำเนินการและตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการนั้นๆ จะประสบผลสำเร็จ
    2. อนุมัติและ/หรือรับทราบเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่/บริการใหม่/กระบวนการปฏิบัติงานใหม่
    3. อนุมัติแผนการจัดสรรทรัพยากรที่สำคัญของธนาคาร (อาทิ การใช้พื้นที่สำนักงาน)
    4. กลั่นกรองงานทุกประเภทที่ไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการชุดใดๆ หรือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร

  4. รายงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องสำคัญต่างๆ
คณะกรรมการ People Development

รายชื่อคณะกรรมการ People Development Committee

1. ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการ
2. นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการ
3. นายศรัณย์ทร ชุติมา กรรมการ
4. นางวัลลยา แก้วรุ่งเรือง กรรมการ
5. นายวรวัจน์ สุวคนธ์ กรรมการและเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของธนาคาร
  2. กำกับ/ติดตาม ทบทวน การนำนโยบาย กลยุทธ์ ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อกำหนดเป็นแผนงาน และบริหารจัดการในกลุ่มธุรกิจ และทุกหน่วยงานในธนาคาร
  3. พัฒนาและดูแล Successors ในตำแหน่งงานหลัก ระดับ SVP ขึ้นไป
  4. เรื่องอื่นๆ ตามที่ประธานกรรมการบริหารจะมอบหมาย
คณะกรรมการปรับปรุงธนาคาร

รายชื่อคณะกรรมการโครงการปรับปรุงธนาคาร

1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธาน
2. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มการเงินและโครงการปรับปรุงธนาคาร รองประธาน
3. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารความเสี่ยง กรรมการ
5. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล กรรมการ
6. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ กรรมการ
7. รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มทรัพยากรบุคคล กรรมการ
ผู้จัดการสำนักงานบริหารโครงการปรับปรุงธนาคาร เลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. การกำหนดทิศทาง กลยุทธุ์และการจัดอันดับความสำคัญในการปรับปรุงธนาคาร
  2. การแก้ไขปัญหาและตัดสินใจประเด็นสำคัญต่างๆ ในระดับนโยบาย
  3. การจัดสรรทรัพยากรสำหรับโครงการต่างๆ เพื่อให้โครงการธนาคารลุล่วงตามวัตถุประสงค์
  4. การติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของโครงการต่างๆ
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

รายชื่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ
2. Chief Risk Officer กรรมการ
3. Chief Financial Officer กรรมการ
4. Chief Legal and Control Officer กรรมการ
5. Chief Technology Officer กรรมการ
6. Chief Strategy Officer กรรมการ
7. ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจพิเศษ กรรมการ
8. ผู้บริหารสูงสุดบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ กรรมการ และเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. กำหนดนโยบาย และแนวทางการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร / คณะกรรมการธนาคาร เพื่อพิจารณาในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงโดยรวม ซึ่งต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงจากตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของ กลุ่มธุรกิจทางการเงิน เป็นต้น

  2. วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายบริหารความเสี่ยงโดยสามารถประเมิน ติดตาม และดูแลปริมาณความเสี่ยงของ กลุ่มธุรกิจทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

  3. อนุมัติแบบจำลองความเสี่ยงต่างๆ

  4. ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการบริหารความเสี่ยง และดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดำเนินการตามนโยบายบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารกำหนดและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

  5. ทบทวนความเพียงพอของนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยง โดยรวมถึงความมีประสิทธิผลของระบบและการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนด

  6. รายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่กำหนด
คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน

รายชื่อคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน

1. ประธานกรรมการบริหาร ประธานกรรมการ
2. กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการ
3. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Risk Officer กรรมการ
5. รองผู้จัดการใหญ่ Chief Strategy Officer กรรมการ
6. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center กรรมการ
7. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดบริหารการเงิน กรรมการ และเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. Liquidity Policy
    1. กำหนดนโยบายการบริหารสภาพคล่องให้มีความเหมาะสมทางธุรกิจ และเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของทางการ
    2. ติดตามภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
    3. กำหนดนโยบายและเพดานความเสี่ยงในการบริหารสภาพคล่อง
    4. อนุมัติและทบทวนแผนรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสภาพคล่อง (Contingency Funding Plan)
    5. ให้ความเห็นชอบต่อแผนรองรับการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง (Recovery Plan)

  2. Interest Rate Risk and Foreign Exchange Risk Policy
    1. กำหนดนโยบายและเพดานความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
    2. อนุมัติประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางด้านเงินกู้ เช่น MLR MOR และด้านเงินฝาก เช่น อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์และฝากประจำใน Term มาตรฐาน
    3. ให้ความเห็นชอบในการกำหนดวงเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารหนี้ ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้ง Structured notes ทั้งใน Trading Book และ Banking Book ทั้งสกุลบาทและเงินสกุลต่างประเทศ

  3. Asset and Liability Structure
    1. กำหนดนโยบายในการจัดการโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินเพื่อ Optimize risk/return และการกระจายความเสี่ยง
    2. ให้ความเห็นชอบในการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเกิน 1 ปี เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวให้กับธนาคาร เช่น หุ้นกู้ Structured notes และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารได้ เป็นต้น
    3. ให้ความเห็นชอบเครื่องมือในการบริหารจัดการ เช่น Fund Transfer Pricing และ Economic Profit

  4. Capital Management
    1. กำหนดนโยบายระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจและข้อกำหนดของทางการ
    2. อนุมัติแผนการจัดหาเงินกองทุนของธนาคารในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการออกตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หรือตราสารอื่นใด ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารได้
    3. ควบคุมดูแลให้มีการใช้เงินกองทุนของธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
    4. ติดตามการดำเนินงานในด้านต่างๆ ข้างต้นให้เป็นไปตามนโยบาย

คณะกรรมการบริหารการลงทุนตราสารทุน

รายชื่อคณะกรรมการบริหารการลงทุนตราสารทุน

1. กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ
2. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Risk Officer กรรมการ
3. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจพิเศษ กรรมการ
5. ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายบริหารเงินกองทุน กรรมการ และเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. พิจารณา ทบทวน และอนุมัติการลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุน รวมถึงนโยบายการลงทุน สถานะความเสี่ยง กระบวนการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
  2. ทบทวนและประเมินผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
  3. ปรับปรุง แก้ไขกฎบัตรฯ หรือนโยบายการลงทุน ก่อนนำเสนอขออนุมัติคณะกรรมการธนาคาร
คณะกรรมการพิจารณาการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์

คณะกรรมการพิจารณาการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์

1. รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Risk Officer ประธานกรรมการ
2. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์การลงทุน กรรมการ
3. รองผู้จัดการใหญ่ Investment Banking Coverage กรรมการ
4. รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์สินเชื่อลูกค้าธุรกิจ กรรมการ
5. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย Market Risk Management กรรมการ
6. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายธุรกิจตลาดทุน กรรมการและเลขานุการ

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. มีอำนาจพิจารณา ทบทวน ความเสี่ยงด้านตลาดในการรับประกันการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ หน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และกองทุนรวมพิเศษ ซึ่งธนาคารเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าว
  2.  มีอำนาจพิจารณา ทบทวน ความเสี่ยงด้านตลาดสำหรับการรับประกันการจัดจำหน่ายตราสารทุน ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าว
  3. อนุมัติการรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ตามวงเงิน Potential Loss Limit ที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคาร
  4. เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร และ/หรือ คณะกรรมการธนาคาร ในกรณีที่เกินกว่าอำนาจคณะกรรมการ หรือเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

บทนำ

               นโยบายการกำกับดูแลกิจการนี้ ประกอบกับหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) รวมทั้งกฎหมาย และกฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นกรอบที่ใช้ในการกำกับดูแลกิจการของธนาคาร

               นอกจากนี้ หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งอาจมีมาตรฐานสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด และคณะกรรมการธนาคารเห็นว่ามีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณานำมาใช้ในการกำกับดูแลกิจการของธนาคารด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ นโยบายการกำกับดูแลกิจการนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคารที่จะใช้เป็นกรอบในการกำกับดูแลกิจการของธนาคารแล้ว

วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมหลัก และจรรยาบรรณ

1.1 วิสัยทัศน์

ธนาคารมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานที่มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก” โดยมีแนวทางที่จะทำให้บรรลุถึงวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ดังนี้ สำหรับลูกค้า : นำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ดีในระดับมาตรฐานสากล สำหรับผู้ถือหุ้น : สร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดีอย่างสม่ำเสมอ สำหรับพนักงาน : รักษา ดึงดูด และสร้างความผูกพันของพนักงาน สำหรับสังคม : ดำเนินงานอย่างมีบรรษัทภิบาล และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างเต็มที่

 

1.2 พันธกิจ

ธนาคารได้กำหนดพันธกิจไว้อย่างชัดเจนว่า จะมุ่งพัฒนาสู่การเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจรที่ดีที่สุดของประเทศ (The Best Universal Bank in Thailand) มุ่งเน้นการให้บริการในตลาดการเงินและกลุ่มลูกค้าหลัก ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากเครือข่ายของกลุ่มธนาคาร และมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเต็มที่

 

1.3 ค่านิยมหลัก

iSCB Innovation หรือ นวัตกรรม นำหน้า

เราเปิดรับนวัตกรรมเพื่อก้าวนำในวงการ

Social Responsibility หรือ สร้างคุณค่า สู่สังคม

เราร่วมสร้างคุณภาพที่ดี ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม

Customer Focus หรือ ลูกค้า ต้องมาก่อน

เรามุ่งสร้างสรรค์บริการเหนือความคาดหมายของลูกค้า

Building our People หรือ สร้างองค์กร คือสร้างคน

เราเห็นคุณค่าและใส่ใจดูแลพนักงานผู้สร้างอนาคตของเรา

 

1.4 จรรยาบรรณธนาคาร

กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการและยึดถือในจรรยาบรรณของธนาคารในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

ก) ลูกค้า

มุ่งให้ลูกค้าได้รับประโยชน์และความพึงพอใจอย่างเหมาะสม โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีอย่างมีคุณภาพ ให้บริการด้วยความเป็นธรรม รวมทั้งดูแลรักษาข้อมูลต่าง ๆ ของลูกค้าไว้เป็นความลับ

 

ข) ผู้ถือหุ้น

มุ่งให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการให้มีผลประกอบการที่ดีเลิศ อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีระบบการควบคุมและตรวจสอบภายใน รวมทั้งระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

ค) พนักงาน

สรรหาและรักษาพนักงานที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน รวมทั้งมุ่งพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมพนักงานให้มีโอกาส ในความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพ

 

ง) พันธมิตรและคู่แข่งทางการค้า

ปฏิบัติต่อพันธมิตร และคู่แข่งทางการค้าอย่างเป็นธรรม และรักษาความลับภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่แสวงหาข้อมูลของพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้า อย่างไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม

 

จ) เจ้าหนี้และคู่ค้า

ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อเจ้าหนี้และคู่ค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงื่อนไขค้ำประกันและการบริหารเงินทุน รวมถึงการบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมที่จะชำระหนี้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไข รวมทั้งหลักเกณฑ์และกฎหมายที่กำหนด

 

ฉ) สังคม

ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และระมัดระวังในการพิจารณาดำเนินการใด ๆ ในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของสาธารณชน (Public Interest) นอกจากนี้ธนาคารจะมุ่งดำเนินการ และให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ

 

ช) สิ่งแวดล้อม

มุ่งปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของธนาคาร อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบใด ๆ กับชุมชนใกล้เคียง และส่งเสริมพนักงานให้มีจิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ซ) ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

จัดให้มีการควบคุมดูแลและป้องกันเกี่ยวกับรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการระหว่างกันที่ไม่เหมาะสม โดยกำหนดนโยบาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ กระบวนการในการพิจารณาและอนุมัติรายการ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและอนุมัติรายการที่เกี่ยวโยงกันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หน่วยงานต่าง ๆ ที่กำกับดูแลธนาคาร

 

ฌ) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

มุ่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคารต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสาธารณชนทั่วไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วนทั่วถึงและทันการณ์ รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ญ) การกำกับดูแลกิจการ

ยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่กำหนดโดยหน่วยงานทางการที่ควบคุมดูแลธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์และบริษัทจดทะเบียน และมุ่งพัฒนางานกำกับดูแลกิจการของธนาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

 

1.5 จรรยาบรรณกรรมการธนาคาร

กรรมการธนาคารมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานด้านจริยธรรมที่สูงที่สุด ภายใต้หลักการดังต่อไปนี้

 

    ก) ความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และคุณธรรม

  •  ในการดำเนินกิจการของธนาคาร กรรมการจะกระทำการด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และมีคุณธรรม
  • กรรมการจะไม่เลือกปฏิบัติจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ สถานภาพสมรส หรือความไร้สมรรถภาพทางร่างกาย
  • กรรมการจะไม่ให้คำสัญญา หรือทำข้อผูกพันในเรื่องที่ธนาคารไม่ประสงค์จะดำเนินการ หรือไม่สามารถจะดำเนินการได้
  •  การดำเนินการใด ๆ ของกรรมการจะต้องไม่ก่อให้เกิดคำถามในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต
  • กรรมการจะยึดมั่นต่อความจริง และจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จะไม่พูดหรือกระทำการอันเป็นเท็จและจะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดโดยละเว้นการพูด หรือการปฏิบัติ

 

    ข) การดำเนินธุรกรรมส่วนตัว

  • การดำเนินธุรกรรมส่วนตัว หรือธุรกิจอื่น ๆ ของกรรมการ จะต้องแยกออกต่างหากจากการดำเนินกิจการของธนาคารในฐานะกรรมการธนาคาร
  • กรรมการจะไม่ใช้ชื่อธนาคารในการดำเนินธุรกรรมส่วนตัว หรือธุรกิจอื่น ๆ
  • กรรมการจะใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการเฉพาะแต่ที่ธนาคารมีอยู่ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดไว้เท่านั้น

 

    ค) การรักษาความลับ

  • กรรมการจะต้องทำให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้า พนักงาน และการดำเนินงานของธนาคาร ทั้งโดยเจตนา และไม่เจตนาต่อบุคคลที่สาม เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากธนาคาร
  • กรรมการจะไม่ใช้ข้อมูลที่ได้รับจากการเป็นกรรมการธนาคารเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินทั้งของส่วนตน และของผู้อื่น

 

    ง) การเปิดเผยเรื่องผลประโยชน์

  • กรรมการจะต้องเปิดเผยผลประโยชน์จากธุรกิจส่วนตัว หรือธุรกิจอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องใด ๆ ที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรืออาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามนโยบายที่อาจกำหนดให้กรรมการปฏิบัติในแต่ละครั้งโดยทันที
  • กรรมการจะต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ใด ๆ ที่ตนมีกับธนาคาร ตามนโยบายเรื่องความเป็นอิสระที่อาจกำหนดให้กรรมการปฏิบัติในแต่ละครั้ง
  • การดำเนินกิจการใด ๆ กับธนาคารของกรรมการ จะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม (at arm’s length) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น หรือถูกเข้าใจว่าเกิดขึ้น

 

    จ) การยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย

  • กรรมการจะยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

 

    ฉ) การรับเงิน ของขวัญ สันทนาการ และการเดินทาง

  • กรรมการจะต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่การเป็นกรรมการ เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตนจากผู้ประกอบธุรกิจกับธนาคาร รวมทั้งผู้ที่กำลังติดต่อ เพื่อดำเนินธุรกิจกับธนาคาร
  • ในกรณีที่มีผู้เสนอให้ กรรมการจะต้องไม่รับผลประโยชน์ส่วนตนในจำนวนที่เกินความเหมาะสม

 

1.6 จรรยาบรรณพนักงาน

    ก) ขอบเขต

  • จรรยาบรรณพนักงานนี้ใช้บังคับกับพนักงานทุกคนในกลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อันได้แก่ พนักงานธนาคาร บริษัทในเครือ บริษัทร่วม และกิจการอื่น ๆ ที่ธนาคารมีอำนาจควบคุม รวมทั้งกิจการในต่างประเทศ

 

    ข) การปฏิบัติตาม

  • พนักงานทุกคนมีหน้าที่ในการทำความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และจรรยาบรรณพนักงาน ตลอดจนนโยบายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นตามจารีตประเพณี หรือเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะได้กำหนดไว้แล้วในขณะนี้ และ/หรือที่จะกำหนดต่อไปในภายหน้าโดยเคร่งครัด

 

    ค) การประกอบกิจการงานอย่างมีคุณธรรม

  • ธนาคารยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมในทุกกิจกรรมของธนาคาร ในการประกอบกิจการงาน พนักงานต้องยึดมั่นในหลักคุณธรรม โดยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม คิด พูด ทำ บนพื้นฐานความถูกต้อง เที่ยงตรง ประพฤติตนให้เหมาะสมตามค่านิยมที่ดีของสังคม และพึงระลึกไว้เสมอว่าการปฏิบัติตนภายในกรอบคุณธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

    ง) การรักษาผลประโยชน์ธนาคาร

  • พนักงานพึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม และรับผิดชอบตามแนวทาง นโยบาย ระเบียบปฏิบัติที่ธนาคารได้กำหนดไว้ โดยมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ
  • การรักษาผลประโยชน์ของธนาคารต้องเกิดจากการกระทำโดยชอบธรรม ไม่กระทำการช่วยเหลือสนับสนุนหรือยอมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ตามหลักธรรมาภิบาลของการดำเนินธุรกิจ

 

    จ) ความเชื่อถือได้ของข้อมูล

  • ข้อมูลทุกประเภทของธนาคารต้องเป็นข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง
  • พนักงานทุกคนจะร่วมมือกันในการจัดทำข้อมูลให้ถูกต้องโดยบันทึกข้อมูล และจัดทำรายงานอย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ข้อมูลทุกประเภทของธนาคารต้องการความถูกต้อง แม่นยำ และความโปร่งใส ในมาตรฐานเดียวกัน

 

    ฉ) การรักษาความลับของข้อมูล

  • พนักงานจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของธนาคารที่ยังมิได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ยกเว้นเป็นไปตามกฎหมาย หรือได้รับการอนุมัติจากธนาคาร
  • การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด และห้ามมิให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ของลูกค้าแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการ หรือสื่อใด ๆ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่ผู้อำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล

 

    ช) การสื่อสารและการแสดงออกในนามธนาคาร

  • ธนาคารยึดมั่นต่อการประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และเปิดเผย การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรจะต้องถูกต้อง เที่ยงตรง ตรงไปตรงมา และมีการใช้ช่องทางในการสื่อสารที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
  • ห้ามการสื่อสาร การตีพิมพ์ และประกาศทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง บิดเบือน ประสงค์ร้าย รวมถึงข้อมูลที่อาจกระทบชื่อเสียงของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ตาม

 

    ซ) การใช้ข้อมูลภายในเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์

  • ห้ามพนักงานที่รู้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งของตนเอง และ/หรือบุคคลอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

    ฌ) การคุกคาม

  • ธนาคารยึดมั่นในการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและปราศจากการคุกคามใด ๆ ธนาคารจะทำการสืบหาข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง เมื่อได้รับรายงานถึงเหตุการณ์หรือพฤติกรรมใดที่ขัดต่อแนวปฏิบัตินี้ และหากเป็นจริง จะส่งผลต่อการลงโทษทางวินัย

 

    ญ) การพนัน การดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด

  • ห้ามพนักงานเสพ ครอบครอง ซื้อ ขาย ขนย้าย สิ่งเสพติด หรือสารควบคุม (ยกเว้นยาตามใบสั่งของแพทย์) ไม่ว่าประเภทใด ๆ และไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ในงานเลี้ยงสังสรรค์หรือการต้อนรับลูกค้าตามระเบียบปฏิบัติของธนาคาร และต้องไม่ดื่มจนมึนเมาหรือขาดสติ
  • ห้ามพนักงานเล่นการพนันทุกประเภทในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หรือในพื้นที่ของธนาคาร ฎ) การให้และรับของกำนัลและการเลี้ยงรับรอง
  • พนักงานต้องไม่เรียกร้องหรือแสดงอากัปกิริยาที่แสดงเจตนาทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า ต้องการรับเงิน และ/หรือทรัพย์สิน และ/หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจของพนักงานในนามธนาคาร เว้นแต่ได้รับในโอกาสที่เป็นพิธีการ หรือตามธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นที่ดีงาม หรือจารีตทางการค้า

 

    ฏ) ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

  • พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของธนาคารเป็นสำคัญและต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตนเองจะต้องไม่มีส่วนได้เสีย หรือผลประโยชน์ขัดกันกับผลประโยชน์ของธนาคาร และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจมีขึ้นทั้งทางตรงทางอ้อม

 

    ฐ) การต่อต้านการคอร์รัปชั่นและสินบน

  • พนักงานมีหน้าที่ในการศึกษา และทำความเข้าใจกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบนของธนาคาร และปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

 

    ฑ) ทรัพย์สินขององค์กร

  • พนักงานทุกคนมีหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของธนาคารมิให้สูญหาย เสียหาย หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด ฒ) การป้องกันการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
  •  พนักงานต้องยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

 

    ณ) การทำงานอื่นหรือกิจกรรมภายนอก

  • พนักงานต้องไม่เป็นพนักงานขององค์กรอื่นที่ไม่ใช่องค์กรในกลุ่มธุรกิจของธนาคาร หรือทำกิจกรรมภายนอกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

 

    ด) สิทธิมนุษยชนและกิจกรรมทางการเมือง

  • ธนาคารจะยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักปฏิบัติร่วมกับพนักงานทุกคน โดยจะให้พนักงานเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานและไม่สนับสนุนกิจการที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน
  • พนักงานจะต้องระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในสถานที่ทำงานหรือในเวลางาน หรือในสถานที่ใด ๆ ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะพนักงานธนาคาร

 

    ต) Whistleblower

  • ธนาคารมีช่องทาง Whistleblower ให้พนักงานสามารถร้องเรียน ให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชั่น รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ กฎระเบียบ และจรรยาบรรณ เพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล

 

        อนึ่ง รายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับจรรยาบรรณธนาคาร กรรมการ และพนักงานได้ถูกระบุไว้ในเว็บไซต์ของธนาคาร หัวข้อ “จรรยาบรรณ” ในส่วน “เกี่ยวกับธนาคาร” ภายใต้หัวข้อย่อย “การกำกับดูแลกิจการ”

โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ

2.1 คณะกรรมการธนาคาร

ก. บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคาร

        บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารให้เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับของธนาคาร และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายทางการเงินสำหรับธนาคารรวมทั้งพิจารณาอนุมัตินโยบาย และทิศทางการดำเนินงานที่ฝ่ายบริหารเสนอ และกำกับควบคุมดูแลให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดให้แก่ธนาคารและความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  2. วางโครงสร้าง และกำหนดกระบวนการเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะกรรมการ มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมาตรฐานจริยธรรมด้วยความสุจริตและด้วยความระมัดระวัง
  3. วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มีระบบการบริหารความเสี่ยง การกำกับและตรวจสอบ และการควบคุมภายในที่เหมาะสม
  4. การดำเนินการใด ๆ ของกรรมการจะต้องไม่ก่อให้เกิดคำถามในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต
  5. ติดตามและประเมินผลการทำหน้าที่บริหารจัดการ เพื่อให้บรรลุตามกลยุทธ์และภายใต้งบประมาณซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร
  6. วางบรรทัดฐาน และประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้บริหารระดับสูง และที่ปรึกษาของธนาคารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  7. ดูแลให้มีการจัดทำบัญชีและการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงินและสาธารณชนทั่วไป
  8. ดูแลให้มีกระบวนการจัดส่งรายงาน (management letter) จากผู้สอบบัญชีภายนอก และข้อคิดเห็นจากฝ่ายจัดการต่อคณะกรรมการธนาคารภายใน 4 เดือนจากวันปิดงวดบัญชี
  9. พิจารณาทบทวนแผนการสืบทอดตำแหน่งของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารโดยสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  10. ตรวจตราและดำเนินการให้เป็นที่แน่ใจว่าได้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณกรรมการธนาคาร
  11. กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม และการต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบน
  12. พิจารณาทบทวนความเหมาะสมของการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ไปปรับใช้ตามบริบททางธุรกิจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

ข) การประชุมคณะกรรมการธนาคาร

        ให้มีการประชุมคณะกรรมการธนาคารไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี และต้องประชุมกันอย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 3 เดือน โดยกำหนดวันประชุมล่วงหน้าตลอดทั้งปี และมีการประชุมพิเศษเพิ่มตามความจำเป็น

        ทั้งนี้ นายกกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะร่วมกันพิจารณากำหนดเรื่องที่จะเข้าประชุมตามความสำคัญและจำเป็น สำหรับวาระสำคัญของการประชุมแต่ละครั้งก็ให้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน อันประกอบด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ แผนธุรกิจและงบประมาณประจำปี รวมถึงการทบทวนเรื่องดังกล่าว การพิจารณาผลประกอบการและงบการเงินของธนาคารประจำไตรมาส ประจำครึ่งปี และประจำปี การอนุมัติสินเชื่อและการปรับโครงสร้างหนี้ที่สำคัญ การพิจารณารายการการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรและตำแหน่งงานที่สำคัญ การบริหารความเสี่ยงและรายงานจากคณะกรรมการชุดย่อย ทั้งนี้ กรรมการจะต้องเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการธนาคารทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็น โดยมีฝ่ายบริหารของธนาคารเข้าร่วมประชุมในวาระที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ โดยตรง

        ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารจะต้องจัดส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมกับระเบียบวาระการประชุมให้แก่กรรมการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการประชุม (เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของธนาคาร) สำหรับเอกสารประกอบการประชุมควรส่งให้กรรมการล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วันทำการก่อนวันประชุม เพื่อให้กรรมการมีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ 

        หลังจากการประชุมทุกครั้ง เลขานุการบริษัทจะจัดทำรายงานการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร และนำเสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณาร่างรายงานการประชุมดังกล่าวล่วงหน้าก่อนการรับรองในการประชุมครั้งต่อไป รายงานการประชุมดังกล่าวจะต้องได้รับการจัดเก็บพร้อมกับเอกสารประกอบการประชุมอย่างครบถ้วน เพื่อพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

        นอกจากนี้ คณะกรรมการธนาคารยังกำหนดให้มีการประชุมนัดพิเศษนอกสถานที่ (Board Retreat) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องที่มีความสำคัญกับธนาคารเฉพาะเรื่อง และกำหนดให้มีการประชุมกรรมการธนาคารที่มิใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหารเป็นประจำทุก 6 เดือน

ค) โครงสร้างของคณะกรรมการธนาคาร

        จำนวนของกรรมการในคณะกรรมการธนาคารให้เป็นไปตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน หรือหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า) จะต้องเป็นกรรมการอิสระ และจำนวนกรรมการที่เป็นผู้บริหารต้องไม่เกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

        คณะกรรมการธนาคารจะเลือกกรรมการอิสระคนหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งนายกกรรมการ

        ทั้งนี้ “กรรมการอิสระ” และ “กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 28/2551 เรื่อง การขอนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ รวมทั้งการแก้ไขประกาศในเรื่องดังกล่าวใด ๆ (ถ้ามี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือ ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

ง) วาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร

        กรรมการจำนวนหนึ่งในสามของคณะกรรมการธนาคารจะต้องออกจากตำแหน่งในทุกครั้งของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โดยให้กรรมการซึ่งอยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง ในกรณีที่กรรมการที่จะออกจากตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจแบ่งได้พอดีหนึ่งในสาม ก็ให้ใช้จำนวนที่ใกล้ที่สุดกับหนึ่งในสาม อย่างไรก็ตาม กรรมการซึ่งออกจากตำแหน่งอาจได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ได้

        นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระไม่เกินกว่า 9 ปี

 

 จ) การสรรหาและเลือกตั้งกรรมการ

        คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล จะพิจารณารายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร จากการเสนอชื่อโดยผู้ถือหุ้นและกรรมการแต่ละคน ที่ได้ผ่านการกลั่นกรองคุณสมบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอคำแนะนำต่อคณะกรรมการธนาคาร ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการธนาคารให้ความเห็นชอบกับรายชื่อกรรมการที่เสนอดังกล่าว ธนาคารจะดำเนินการหารือและขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนเสนอคณะกรรมการธนาคาร และ/หรือผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป และสำหรับตำแหน่งนายกกรรมการ คณะกรรมการธนาคารจะเลือกจากกรรมการอิสระให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

    ฉ) การปฏิบัติต่อกรรมการใหม่

        เมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ ธนาคารจะจัดให้มีการปฐมนิเทศสำหรับกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ โดยจัดให้มีการบรรยายสรุปวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ เป้าหมายการดำเนินธุรกิจและการดำเนินการที่สำคัญ รวมถึงประเด็นสำคัญอื่น ๆ โดยประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ/หรือผู้บริหารระดับสูง พร้อมทั้งจัดให้มีเอกสารสำหรับกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เพื่อประกอบการทำหน้าที่ อันได้แก่ คู่มือกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับธนาคาร และรายงานประจำปีเล่มล่าสุดของธนาคาร ซึ่งเอกสารเหล่านี้ประกอบด้วยข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคาร นโยบายการกำกับดูแลกิจการ นโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบนของธนาคาร อำนาจอนุมัติ และข้อห้ามการกระทำของกรรมการธนาคารตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการชุดย่อยต่าง ๆ

 

ซ) การดำรงตำแหน่งในบริษัทอื่นของกรรมการและผู้บริหารระดับสูง

        ธนาคารมีนโยบายเรื่องการดำรงตำแหน่งในบริษัทอื่นของกรรมการธนาคาร (รวมถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่กำหนดหรือแนะนำโดยหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ กล่าวคือ ธนาคารได้กำหนดให้กรรมการธนาคารแต่ละคนดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียนรวมกันได้ไม่เกิน 5 บริษัท รวมทั้งกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของธนาคารสามารถเป็นประธานกรรมการ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในบริษัทจำกัดได้ไม่เกิน 3 กลุ่มธุรกิจ

        นอกจากนี้ ธนาคารยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติภายในในการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในบริษัทอื่นของกรรมการ โดยให้กรรมการแจ้งล่วงหน้าก่อนการรับตำแหน่งอื่นใดในบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มายังคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม และความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางการ และเลขานุการบริษัทจะทำหน้าที่แจ้งการดำรงตำแหน่งของกรรมการแต่ละคน เพื่อให้คณะกรรมการธนาคารทราบ โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลการดำรงตำแหน่งในบริษัทและองค์กรอื่นของกรรมการให้ผู้ถือหุ้นทราบในรายงานประจำปี และสำหรับการดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทและ/หรือองค์กรอื่นของผู้บริหารระดับสูงของธนาคารตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ขึ้นไปนั้น (รวมถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ธนาคารได้กำหนดเป็นระเบียบภายในให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

 

 2.2 คณะกรรมการชุดย่อยที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร

        คณะกรรมการธนาคารได้จัดให้มีคณะกรรมการชุดย่อย (Board Committees) เพื่อช่วยพิจารณาและกลั่นกรองงานต่าง ๆ เฉพาะด้าน จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล และคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งแต่ละชุดมีองค์ประกอบ บทบาท และหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

        1. คณะกรรมการบริหาร

คณะกรรมการบริหารประกอบด้วยกรรมการของคณะกรรมการธนาคารจำนวนหนึ่ง และอาจประกอบด้วยบุคคลอื่นใดคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคาร หรือเป็นบุคคลภายนอกอื่นอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ ตามแต่ที่คณะกรรมการธนาคารจะเห็นสมควร ประธานกรรมการบริหารจะได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการบริหารที่เป็นกรรมการธนาคา รและให้กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง

        กรรมการบริหารซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร มีวาระอยู่ในตำแหน่งเช่นเดียวกับวาระการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น กรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้บริหารของธนาคาร มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่าที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น และสำหรับกรรมการบริหารที่เป็นบุคคลภายนอกอื่น ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่คณะกรรรมการธนาคารจะมีมติ

        คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย รวมถึงระเบียบของธนาคาร และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของธนาคาร ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย เพื่อให้บรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของธนาคาร และสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคาร รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการบริหารกิจการให้เป็นไปตามค่านิยมหลักของธนาคาร นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรคณะกรรมการบริหาร

        2. คณะกรรมการตรวจสอบ

        คณะกรรมการตรวจสอบมีจำนวนอย่างน้อย 3 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นกรรมการของคณะกรรมการธนาคาร ประกอบด้วย ประธานกรรมการตรวจสอบ 1 คน และกรรมการตรวจสอบอีกอย่างน้อย 2 คน โดยทั้งหมดต้องเป็นกรรมการอิสระและมีคุณสมบัติเป็นกรรมการตรวจสอบที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

        กรรมการตรวจสอบมีวาระอยู่ในตำแหน่งเช่นเดียวกับวาระการดำรงตำแหน่งการเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการตรวจสอบที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก โดยไม่เป็นการต่อวาระอัตโนมัติ

        คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการสอบทานให้ธนาคารมีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเพียงพอ สอบทานให้ธนาคารมีการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับกระบวนการการจัดทำรายงานทางการเงิน สอบทานประสิทธิผลของระบบในการติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และผลการติดตามการแก้ไขในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตาม สอบทานขั้นตอนการปฏิบัติงานและการกำกับดูแลรายการที่เกี่ยวข้องกัน รายการที่เกี่ยวโยงกัน ที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบน นอกจากนี้คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่พิจารณา คัดเลือก เสนอแต่งตั้ง เลิกจ้าง รวมทั้งพิจารณาค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีเป็นประจำทุกปี

 

        3. คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง


        คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นกรรมการธนาคาร และ/หรือผู้บริหารของธนาคารจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการส่วนใหญ่ต้องมีความรู้ ความชำนาญ และความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงโดยรวม ทั้งนี้ ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง และกรรมการบริหารความเสี่ยงจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร

        คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยง รวมถึงประเมิน ติดตาม และดูแลปริมาณความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยต้องรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่กำหนด

        4. คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

        คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ประกอบด้วยกรรมการธนาคารที่มิใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหารจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลส่วนใหญ่ต้องเป็นกรรมการอิสระ และให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ทั้งนี้ นายกกรรมการไม่ควรดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือประธานคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

        กรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลมีวาระการดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งการเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก
คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก ดังนี้

  • งานด้านสรรหา

            กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) เพื่อเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนคัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการของคณะกรรมการชุดย่อย (Board Committees) และผู้มีอำนาจในการจัดการ เพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาแต่งตั้ง และ/หรือเสนอให้มีการเลือกตั้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี รวมทั้งสร้างความมั่นใจว่าธนาคารมีแผนการสืบทอดตำแหน่งและความต่อเนื่องในการบริหารที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้มีอำนาจในการจัดการ และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

  • งานด้านค่าตอบแทน

            กำหนดนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมถึงจำนวนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นที่จะให้แก่กรรมการธนาคาร กรรมการของคณะกรรมการชุดย่อย (Board Committees) และผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบและ/หรือ พิจารณานำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วแต่กรณี โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตนมีต่อธนาคาร รวมทั้งกำหนดแนวทางการประเมินผลงานประจำปีของกรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการของธนาคาร

  • งานด้านบรรษัทภิบาล

            กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาลของธนาคาร เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ ติดตามเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาล รวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของธนาคารเป็นไปตามหลักบรรษัทภิบาลของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของนายกกรรมการ กรรมการรายบุคคล คณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อย

  • หน้าที่อื่นใดที่กฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งของทางการที่เกี่ยวข้องกำหนด

 

        5. คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

        คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมประกอบด้วยกรรมการธนาคารจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นกรรมการของคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมโดยตำแหน่ง

        กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีวาระอยู่ในตำแหน่งเช่นเดียวกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งการเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารโดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก

        คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคม กำหนดนโยบายในการทำงานและประสานไปยังมูลนิธิสยามกัมมาจล และพิจารณาจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับโครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสำหรับธนาคารและมูลนิธิสยามกัมมาจล

 

2.3 การแยกตำแหน่งระหว่างนายกกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

        เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่การกำกับดูแล และเพื่อความโปร่งใสของการดำเนินงานภายใน ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของนายกกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะได้รับการแบ่งแยกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างการกำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการ และการบริหารงานประจำ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

        นายกกรรมการ คณะกรรมการธนาคารจะเลือกกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระหนึ่งคนดำรงตำแหน่งดังกล่าว ดังนั้น นายกกรรมการของธนาคารจึงไม่เป็นบุคคลเดียวกับประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายกกรรมการมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลการประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดูแลให้มีวาระการประชุมที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์องค์กร จัดสรรเวลาให้ฝ่ายบริหารมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนและมีการบันทึกรายงานการประชุมอย่างถูกต้อง รวมทั้งดูแลให้การกำกับดูแลกิจการของธนาคารเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ นายกกรรมการยังทำหน้าที่ประธานในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วย 

        ประธานกรรมการบริหาร ได้รับเลือกและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารจากบุคคลซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคาร ประธานกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลธนาคารตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย อันได้แก่การพัฒนาและทบทวนกลยุทธ์และนโยบายที่สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของธนาคาร และมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดย่อยอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร รวมทั้งดูแลการทำงานของคณะกรรมการบริหารให้เป็นไปตามกฎบัตรของคณะกรรมการบริหาร นอกจากนี้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันธนาคารได้โดยลำพัง

        กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะเป็นกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง และมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันธนาคารได้โดยลำพังเช่นเดียวกับประธานกรรมการบริหาร ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการธนาคารเห็นสมควร และตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ดำเนินงานของธนาคารให้เป็นไปตามนโยบาย กลยุทธ์ และเป้าหมายที่กำหนดโดยคณะกรรมการธนาคาร
  • ติดตามและรายงานสภาวะธุรกิจ ฐานะของธนาคาร รวมทั้งเสนอแนะทางเลือกและกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย และสภาพตลาดในขณะนั้น ๆ
  • พิจารณากลั่นกรอง รวมทั้งมีอำนาจอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ตามระเบียบที่ธนาคารกำหนดไว้ และตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการธนาคาร และ/หรือ คณะกรรมการชุดย่อยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร
  • ดูแลและควบคุมการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ของธนาคาร อาทิ การเงิน การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน กระบวนการการปฏิบัติงาน และทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
  • เป็นตัวแทนธนาคารในการติดต่อกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ โดยอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นใดกระทำการแทนได้
  • ดูแลให้การสื่อความกับสาธารณชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงานเป็นไปในทางเสริมสร้างชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีของธนาคาร
  • นำหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาใช้ให้ทั่วถึงทั้งองค์กร

 

2.4  ค่าตอบแทนของกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ

        กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการและยึดถือในจรรยาบรรณของธนาคารในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

        ก) ค่าตอบแทนกรรมการ

        คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลเป็นผู้ทำหน้าที่เสนอแนะค่าตอบแทนของกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย (Board Committees) ที่เหมาะสมต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติเป็นประจำทุกปี โดยคณะกรรมการธนาคารมีนโยบายให้ค่าตอบแทนของกรรมการอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภาระหน้าที่ของกรรมการที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ และเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

        ข) ค่าตอบแทนของผู้มีอำนาจในการจัดการ

        คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล รับผิดชอบในการนำเสนอค่าตอบแทนของผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) เพื่อให้คณะกรรมการธนาคาร พิจารณาให้ความเห็นชอบในการกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามนโยบายของธนาคาร ซึ่งจะเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของธนาคารและผลการปฏิบัติงานรายบุคคลของผู้มีอำนาจในการจัดการ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่โปร่งใส และตามขอบเขตความรับผิดชอบของตำแหน่งงาน ตลอดจนความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินและบริษัทชั้นนำในประเทศไทย

        ค) ผลประโยชน์อื่น ๆ ของกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ

        กรรมการได้รับสวัสดิการอื่น ๆ ตามระเบียบของธนาคาร อาทิ สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล รวมถึงค่าเดินทางและค่าที่พักสำหรับกรรมการชาวต่างชาติที่มาประชุมในประเทศไทย เป็นต้น

        ผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) ของธนาคารได้รับผลประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ เช่นเดียวกับพนักงาน เช่น สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ ค่าเดินทาง สวัสดิการเงินกู้ประเภทต่าง ๆ เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น

 

2.5 การประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ

        ก) การประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • การประเมินผลการปฏิบัติงานของนายกกรรมการ
  • การประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการรายบุคคล และ
  • การประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธนาคารทั้งคณะและคณะกรรมการชุดย่อย

        ธนาคารจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธนาคารเป็นประจำทุกปี โดยเลขานุการบริษัทจะจัดส่งแบบการประเมินดังกล่าวให้กรรมการแต่ละท่าน และรวบรวมเสนอต่อประธานกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล เพื่อทำการประเมินผลการปฏิบัติงาน และนำผลการประเมินไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ทั้งนี้สำหรับข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้รับจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธนาคาร ธนาคารจะนำมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิผลของการทำงานของคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการกำกับดูแลกิจการของธนาคาร

        นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ธนาคารจัดให้มี ที่ปรึกษาภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในงานด้านการกำกับดูแลกิจการ มาช่วยในการกำหนดแนวทางและเสนอแนะประเด็นในการประเมินผล รวมทั้งทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี

        ข) การประเมินผลการปฏิบัติงานผู้มีอำนาจในการจัดการ

        ธนาคารจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พรบ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) เป็นประจำทุกปี ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล โดยในส่วนของ

        การประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารนั้น คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลมีหน้าที่ทบทวนเป้าหมาย หลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน ติดตามผลการปฏิบัติงานและประเมินผลการปฏิบัติงาน และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ สำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจในการจัดการของธนาคาร ฝ่ายบริหารจะพิจารณากำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicator) ตามกลยุทธ์และเป้าหมายในแต่ละปี ติดตามผลการปฏิบัติงานและประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองผลการประเมินที่นำเสนอโดยฝ่ายบริหาร เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบและกำหนดค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อไป

 

2.6 แผนพัฒนาเพื่อทดแทนตำแหน่งงาน (Succession Planning)

        ธนาคารมีการดำเนินการเกี่ยวกับแผนพัฒนาเพื่อทดแทนตำแหน่งงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบริหารงานที่เหมาะสม และเพื่อคัดเลือกและเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งงานที่เป็นตำแหน่งงานหลัก (Key Jobs) ของธนาคาร อันได้แก่ผู้บริหารสูงสุดของธนาคาร ของกลุ่มงาน (Function) หรือของสายงาน หรือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในโครงสร้างการบริหารจัดการ หรือต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร หรือเป็นตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะเฉพาะด้าน มีความชำนาญเชิงลึก หรือยากแก่การทดแทน โดยได้กำหนดหลักการสำหรับการจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงานไว้ดังนี้

      ก) ตำแหน่งงานสำหรับการจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน

  1. การจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน สำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงถัดจากกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงมาสองระดับ จะต้องจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงานในทุกตำแหน่ง
  2. การจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงานสำหรับผู้บริหารระดับถัดลงไปภายในกลุ่มงาน อาจทำเฉพาะตำแหน่งงานหลัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหารสูงสุดในแต่ละกลุ่มงาน (Function)

      ข) เกณฑ์การพิจารณาและคัดเลือกผู้บริหารที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อทดแทนตำแหน่งงาน

  1. มีผลการปฏิบัติงานโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเกินเป้าหมาย (4) ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปี เช่น ผลการปฏิบัติงานย้อนหลัง 3 ปี โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเกินเป้าหมาย (4) หรือผลการปฏิบัติงานใน 2 ปีล่าสุดอยู่ในระดับเกินเป้าหมาย (4)
  2.  มีศักยภาพ และความสามารถในการเรียนรู้งานใหม่ หรือรับผิดชอบปริมาณงาน และค่าของงานที่มากกว่างานปัจจุบัน

      ค) กระบวนการจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

  1.  การกำหนดตำแหน่งงานหลัก (Define Key Positions) เพื่อจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน
  2.  การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้บริหาร (Determine Required Skill Sets and Success Factors of Key Positions) โดยการระบุความรู้ ความสามารถ ทักษะที่จำเป็น และคุณลักษณะของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในแต่ละตำแหน่งงานหลัก
  3. การคัดเลือกและประเมินความพร้อมของผู้บริหารที่ได้รับการพิจารณาเพื่อทดแทนตำแหน่งงาน (Selection and Readiness Assessment) โดยการคัดเลือกผู้บริหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และประเมินระดับความพร้อมในการพัฒนา รวมทั้งระบุจุดเด่น และสิ่งที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม
  4. การวางแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Career Development Plan) โดยการจัดทำแผนพัฒนาความสามารถรายบุคคลของผู้บริหารที่ได้รับการพิจารณา เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำรงตำแหน่งงานที่สูงขึ้น
  5. การติดตามผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและประเมินความพร้อมหลังการพัฒนา (Continuous Monitoring and Post Readiness Assessment) โดยการเปรียบเทียบผลสำเร็จของการพัฒนาผู้บริหารกับแผนพัฒนาความสามารถรายบุคคล

        ง) ผู้นำเสนอและผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับบุคคลที่จะมาทดแทนตำแหน่งงาน

        ธนาคารจัดให้มีระดับชั้นของผู้สรรหาและนำเสนอบุคคลที่จะมาทดแทนตำแหน่งงาน และผู้มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบกับผู้ที่จะมาทดแทนตำแหน่งงาน ซึ่งสำหรับตำแหน่งงานหลัก (Key Jobs) ของธนาคาร ผู้สรรหาและนำเสนอจะเป็นคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล หรืออาจเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคารเป็นกรณีพิเศษ โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล กรรมการธนาคาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มงาน (Function) หรือสายงาน ในขณะที่ผู้มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบอาจเป็นคณะกรรมการธนาคาร คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มงาน (Function) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับชั้นของตำแหน่งงานที่จะมีการทดแทนนั้น ๆ

 

2.7 เลขานุการบริษัท

        คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 1 คน ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการบริษัท เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการธนาคาร และการประชุมผู้ถือหุ้น สนับสนุนให้การกำกับดูแลกิจการเป็นไปตามมาตรฐานบรรษัทภิบาลที่ดี สนับสนุนงานของคณะกรรมการธนาคารในด้านที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและกฎหมาย รวมถึงหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

        ก) จัดให้มีและดำเนินการเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้น การประชุมคณะกรรมการธนาคาร และการประชุมคณะกรรมการชุดย่อยที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารที่เกี่ยวข้อง โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ กฎบัตรของคณะกรรมการแต่ละชุด และข้อพึงปฏิบัติที่ดีของธนาคาร

        ข) จัดทำและเก็บรักษาทะเบียนกรรมการ หนังสือนัดประชุมและรายงานการประชุมคณะกรรมการธนาคาร หนังสือนัดประชุมและรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และรายงานประจำปีของธนาคาร

        ค) แจ้งมติและนโยบายของคณะกรรมการธนาคารและผู้ถือหุ้นให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องและติดตามการปฏิบัติตามมติและนโยบายดังกล่าวผ่านกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

        ง) เก็บรักษารายงานการมีส่วนได้เสียที่รายงานโดยกรรมการหรือผู้บริหาร และนำเสนอต่อนายกกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

        จ) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเบื้องต้นแก่คณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อยที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารในประเด็นกฎหมาย ระเบียบ และข้อพึงปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจ

        ฉ) ดูแลให้หน่วยงานเลขานุการบริษัทเป็นศูนย์กลางของข้อมูลองค์กร (Corporate Records) อาทิ หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ ทะเบียนผู้ถือหุ้น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ ของธนาคาร เป็นต้น

        ช) ดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลและรายงานสารสนเทศในส่วนที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบและนโยบายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคาร

        ซ) ติดต่อและสื่อสารกับผู้ถือหุ้นทั่วไป ให้ได้รับทราบสิทธิต่าง ๆ ของผู้ถือหุ้น และข่าวสารของธนาคาร

        ฌ) ให้ข่าวสารและข้อมูลแก่กรรมการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของธนาคารเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ

        ญ) จัดให้มีการให้คำแนะนำแก่กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่

        ฎ) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิและการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย

3.1 การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ธนาคารตระหนักถึงสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน พันธมิตร คู่แข่งทางการค้า เจ้าหนี้ คู่ค้า สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากวิสัยทัศน์ รวมตลอดถึงจรรยาบรรณของธนาคารที่ได้กล่าวโดยสรุปไว้ในส่วนที่ 1 ของนโยบายการกำกับดูแลกิจการของธนาคารฉบับนี้ โดยมีนโยบายที่จะให้แต่ละกลุ่มของผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับความพึงพอใจและได้รับสิทธินั้นอย่างเต็มที่บนหลักการของความเป็นธรรมเพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของธนาคารได้โดยตรง อาทิ ลูกค้าสามารถติดต่อผ่านสาขาหรือเจ้าหน้าที่/ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ที่ดูแล และสำหรับกรณีของพนักงานที่ต้องการจะแจ้งข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำการอันมิชอบใด ๆ สามารถติดต่อผ่านทางสายทรัพยากรบุคคลสัมพันธ์ที่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงาน หรือติดต่อเป็นหนังสือโดยตรงไปยังรองผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มบริหารความเสี่ยง กลุ่มทรัพยากรบุคคล หรือกลุ่มตรวจสอบและกำกับ เป็นต้น นอกจากนี้ ธนาคารยังมีช่องทางสื่อสารอื่น ๆ สำหรับรับแจ้งข้อร้องเรียน คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นซึ่งเป็นช่องทางกลางที่สามารถติดต่อถึงคณะกรรมการธนาคารและฝ่ายบริหาร ได้แก่

  • ศูนย์บริการลูกค้า

            - โทรศัพท์หมายเลข 0-2777 7777

  • สายบริหารงานกรรมการและผู้ถือหุ้น

            - โทรสารหมายเลข 0-2937 7931

            - จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ company_secretary@scb.co.th

            - ไปรษณีย์หรือยื่นเรื่องโดยตรงต่อเลขานุการบริษัทที่
               ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่
               สายบริหารงานกรรมการและผู้ถือหุ้น ชั้น 21 โซนเอ
               เลขที่ 9 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร            
               เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

สำหรับกรณีของพนักงานหรือบุคคลภายนอกที่ต้องการจะแจ้งข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการกระทำการอันมิชอบใด ๆ สามารถแจ้งผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ 

  • โทรศัพท์หมายเลข: 0 2544 2000
  • จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่: whistleblower@scb.co.th
  • ไปรษณีย์ถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ ปณ. 117 ปณศ. จตุจักร

  ธนาคารจะมีคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบว่ามีมูลความผิดจริงจะดำเนินการสอบสวนตามระเบียบของธนาคาร หากเป็นกรณีการทุจริต ธนาคารจะดำเนินการตามกระบวนการทางคดีอาญา และติดตามความเสียหายอย่างใกล้ชิด รวมถึงธนาคารจะแก้ไขปรับปรุงระบบภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการธนาคารต่อไป ทั้งนี้ ธนาคารมีนโยบายในการรักษาความลับของทั้งพนักงานและผู้แจ้งเบาะแส โดยธนาคารจะไม่เปิดเผยชื่อผู้ร้องเรียนเพื่อป้องกันการได้รับผลกระทบและข้อมูลที่ร้องเรียนจะได้รับความคุ้มครองและเก็บรักษาไว้เป็นความลับ 

3.2 การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น

        ก) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นโดยทั่วไป

        ธนาคารมีนโยบายที่จะให้ผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน อันได้แก่ การซื้อขายหรือโอนหุ้น การมีส่วนแบ่งในกำไรของธนาคาร การเข้าร่วมประชุมเพื่อใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมอย่างเป็นอิสระและเท่าเทียมกัน การร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของธนาคาร (อาทิ การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการ การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การกำหนดจำนวนเงินค่าตรวจสอบบัญชี และเรื่องที่มีผลกระทบต่อธนาคาร ได้แก่ การจัดสรรเงินปันผล การกำหนดหรือการแก้ไขข้อบังคับและหนังสือบริคณห์สนธิ การลดทุนหรือเพิ่มทุน และการอนุมัติรายการพิเศษ เป็นต้น) และการได้รับข้อมูลข่าวสารของธนาคารอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเพียงพอ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย โดยการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้ถือหุ้น รวมตลอดถึงข่าวสารที่เป็นประโยชน์เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคาร โดยธนาคารได้กำหนดหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นของธนาคารไว้ ได้แก่ สายบริหารงานกรรมการและผู้ถือหุ้น

        ข) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผู้ถือหุ้น

        ธนาคารมุ่งที่จะดำเนินการประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยอาจแบ่งการดำเนินการของธนาคารออกได้เป็น 3 ช่วงระยะเวลา ดังนี้

               ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น ธนาคารเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอเรื่องที่เห็นว่าสำคัญและเป็นประโยชน์เพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการธนาคาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นส่งคำถามใด ๆ ล่วงหน้า (หากมี) ก่อนวันประชุม โดยผู้ถือหุ้นสามารถเสนอผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ธนาคารกำหนดได้ในช่วงเวลา 3 เดือนก่อนสิ้นงวดปีบัญชีซึ่งเป็นปีบัญชีก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของธนาคาร โดยคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลจะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองข้อเสนอของผู้ถือหุ้น เพื่อนำเสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณา และจะมีการแจ้งผลการพิจารณากลับไปยังผู้ถือหุ้นที่เสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อรับทราบ ในกรณีที่คณะกรรมการธนาคารเห็นชอบกับเรื่องที่ผู้ถือหุ้นเสนอ ธนาคารจะบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่จะมีขึ้น 

        เมื่อคณะกรรมการธนาคารมีมติกำหนดการจ่ายเงินปันผลและวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี รวมถึงระเบียบวาระการประชุม และวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิเข้าประชุมของผู้ถือหุ้นของธนาคารและการจ่ายเงินปันผลแล้ว ธนาคารจะนำรายละเอียดดังกล่าวแจ้งให้ผู้ถือหุ้นโดยทั่วไปรับทราบผ่านช่องทางการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับติดประกาศที่สำนักงานใหญ่และสาขาทุกแห่งของธนาคารทั่วประเทศ

        ธนาคารจะจัดส่งหนังสือบอกกล่าวเชิญประชุมผู้ถือหุ้นให้แก่ผู้ถือทางไปรษณีย์ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดวาระการประชุมพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลรวมถึงความเห็นของคณะกรรมการสำหรับแต่ละวาระ แบบฟอร์มหนังสือมอบฉันทะ และเอกสารประกอบการประชุมอื่น ๆ ตลอดจนรายละเอียดขั้นตอนการประชุม การออกเสียงลงคะแนน การมอบฉันทะของผู้ถือหุ้นและรายงานประจำปีของธนาคาร (ในรูปแบบ CD ROM) นอกจากนี้ ธนาคารจะเผยแพร่เอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวผ่านทางหนังสือพิมพ์รายวันและเว็บไซต์ของธนาคาร โดยจะจัดส่งและเผยแพร่ให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีอย่างน้อย 14 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีเวลาอย่างเพียงพอในการพิจารณา และใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ในแต่ละวาระการประชุมของการประชุม และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นมีความประสงค์ต้องการรับรายงานประจำปีที่เป็นรูปเล่ม ผู้ถือหุ้นสามารถติดต่อขอรับได้ที่เลขานุการบริษัท สำหรับผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ด้วยตนเอง ผู้ถือหุ้นนั้น ๆ สามารถมอบฉันทะให้บุคคลอื่นหรือกรรมการอิสระของธนาคารเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนได้ โดยธนาคารจะจัดเตรียมข้อมูลของกรรมการอิสระ อาทิ ประวัติ ที่อยู่ การศึกษา การดำรงตำแหน่งในกิจการที่แข่งขันหรือเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของธนาคาร ลักษณะความสัมพันธ์ของกรรมการอิสระกับธนาคารหรือบริษัทย่อยของธนาคาร การมีส่วนได้เสียในวาระที่จะมีการพิจารณา เป็นต้น ซึ่งหนังสือมอบฉันทะที่ธนาคารจัดส่งให้กับผู้ถือหุ้นนั้นจะเป็นแบบที่กำหนดรายการต่างๆ ที่จะมอบฉันทะอย่างละเอียดชัดเจนตามที่กำหนดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยผู้ถือหุ้นสามารถที่จะออกเสียงลงคะแนนอย่างเฉพาะเจาะจงมาในหนังสือมอบฉันทะได้ 

        วันประชุมผู้ถือหุ้น ธนาคารจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้รับมอบฉันทะที่เข้าร่วมประชุม โดยการรับลงทะเบียนด้วยระบบบาร์โค้ดและจัดเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนแยกตามประเภทของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งส่งมอบบัตรลงคะแนนเสียงในแต่ละวาระการประชุมที่มีบาร์โค้ดเดียวกันกับบาร์โค้ดของผู้ถือหุ้นที่ใช้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ ทั้งก่อนและระหว่างการประชุม เพื่อใช้สิทธิออกเสียงในวาระที่ยังมิได้มีการลงมติ

        ในการประชุม นายกกรรมการจะทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม โดยกำหนดให้กรรมการธนาคารเข้าร่วมประชุมทุกคน เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็น ทั้งนี้วาระที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการของคณะกรรมการธนาคารนั้น ธนาคารจะดำเนินการให้มีการพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นรายบุคคล

        สำหรับการลงคะแนนเสียงในที่ประชุม ก่อนเริ่มเข้าสู่การประชุมตามวาระ เลขานุการบริษัทจะแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงวิธีปฏิบัติในการออกเสียงลงคะแนนในแต่ละวาระ และเพื่อให้กระบวนการนับคะแนนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ธนาคารจะเก็บบัตรลงคะแนนเสียงเฉพาะสำหรับบัตรของผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยและงดออกเสียงเท่านั้น การลงและนับคะแนนเสียงในแต่ละวาระจะเป็นไปอย่างเปิดเผยด้วยวิธีประมวลผลคะแนนโดยใช้ระบบบาร์โค้ดประกอบกับเครื่อง PDA โดยเลขานุการบริษัทจะรายงานผลการลงคะแนนเสียงให้ที่ประชุมรับทราบเป็นรายวาระ และสำหรับบัตรลงคะแนนเสียงที่ธนาคารได้ใช้ในการนับคะแนนนั้น ธนาคารจะเก็บบัตรลงคะแนนดังกล่าวไว้เพื่อสามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง นอกจากนี้ ธนาคารยังจัดให้มีผู้ตรวจสอบความโปร่งใสและความถูกต้องของการประชุมและการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมด้วย

        ธนาคารจะนำเสนอข้อมูลประกอบการประชุมในระบบสื่อหลายประเภทร่วมกันซึ่งมีทั้งข้อความ ภาพ และเสียงประกอบ (Multimedia) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับความสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ ประธานในที่ประชุมจะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสอบถาม รวมทั้งแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ทำหน้าที่ชี้แจงและตอบคำถามของผู้ถือหุ้น และเลขานุการบริษัททำหน้าที่จดบันทึกรายงานการประชุมและการออกเสียงลงคะแนนในแต่ละวาระอย่างละเอียด นอกจากนี้ ธนาคารจะไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้มีการเพิ่มวาระการประชุมหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญใด ๆ ในที่ประชุมอย่างกะทันหันอันเป็นการสอดคล้องกับนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น

        ภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้น ธนาคารจะจัดส่งร่างรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใน 14 วันนับจากวันประชุมและเผยแพร่ในเว็บไซต์ www.scb.co.th เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบอย่างรวดเร็ว

 

        ค) การจ่ายเงินปันผล

        ธนาคารมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร และบริษัทย่อยดังนี้

        นโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร ธนาคารมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 30-50 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม และเงินปันผลจะจ่ายในปีใดก็ตามที่ธนาคารมีกำไรหลังจากกันสำรองตามกฎหมายและการกันสำรองอื่นที่จำเป็นได้ครบถ้วนแล้ว รวมทั้งไม่มีผลขาดทุนสะสมและสามารถดำรงเงินกองทุนได้เพียงพอตามกฎหมาย

        นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อย กรณีบริษัทย่อยที่ธนาคารมีอำนาจควบคุมอย่างเต็มที่และมิได้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้กำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้มากที่สุดจากกำไรสุทธิหลังจัดสรรเป็นทุนสำรองตามกฎหมายหรือตามความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ 

        ทั้งนี้ สำหรับบริษัทย่อยที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือบริษัทที่ธนาคารมิได้มีอำนาจควบคุมอย่างเต็มที่ การกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทย่อยที่ประกาศไว้ และต้องสอดคล้องกับกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

3.3 การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

        ธนาคารมุ่งมั่นที่จะให้การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคารต่อผู้ถือหุ้นและสาธารณชนเป็นไปอย่างดีที่สุด และทันการณ์ เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคาร กระทำบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน และเท่าเทียมกัน โดยกำหนดหลักการสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ดังนี้

        ก) ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยจะต้องมีความถูกต้อง เพียงพอ ชัดเจน และทันเวลา

        ข) การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะกระทำอย่างถูกต้องและครบถ้วน

        ค) ผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้ที่มีความสนใจอื่น ๆ มีสิทธิที่เท่าเทียมกันในการรับทราบข้อมูล ข่าวสารที่เผยแพร่ของธนาคาร

        ง) ข้อมูลข่าวสารใดที่จะมีผลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของธนาคาร หรือถือได้ว่าสำคัญต่อผู้ลงทุนในการตัดสินใจลงทุน หรือจะมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้น ธนาคารจะดำเนินการเปิดเผยต่อสาธารณะโดยทันที ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

        ทั้งนี้ กำหนดเวลาการเปิดเผยข้อมูลของธนาคารโดยทั่วไป ได้แก่การเปิดเผยตามรอบระยะเวลาบัญชีต่อหน่วยงานกำกับดูแลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และการเปิดเผยข้อมูลโดยตรงกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยจะมีการประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เป็นประจำทุกไตรมาส นอกจากนี้ ธนาคารจะงดการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการของธนาคารแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในช่วงเวลา 7 วันก่อนที่ธนาคารจะทำการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับการเข้าร่วมประชุมในงานที่จัดโดยหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการพบปะนักลงทุนในลักษณะ Non-deal Road Show นั้น ธนาคารจะพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

        สำหรับการเผยแพร่ข่าวสารของธนาคารต่อลูกค้าและสาธารณชน นอกจากการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของธนาคารแล้ว ธนาคารจะจัดกิจกรรมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน (Press Conference) และเชิญสื่อมวลชนเพื่อเข้าร่วม กิจกรรมของธนาคาร เพื่อนำเสนอเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญของธนาคารอย่างสม่ำเสมอ

การควบคุมภายใน

4.1 การควบคุมภายในเพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลภายในของกรรมการและพนักงาน

        คณะกรรมการธนาคารกำหนดให้มีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเปิดเผยและป้องกันการทำรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงการใช้ข้อมูลภายในโดยมิชอบโดยมีวิธีการที่สำคัญดังต่อไปนี้

        ก) จัดทำจรรยาบรรณของกรรมการธนาคาร รวมถึงจรรยาบรรณของพนักงานที่ครอบคลุมเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน การเก็บรักษาความลับลูกค้า โดยมีการสื่อสารเผยแพร่แก่กรรมการธนาคาร ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อให้มีการถือปฏิบัติโดยทั่วไป

        ข)  จัดทำหลักเกณฑ์เรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์ของกรรมการและระเบียบการซื้อขายหลักทรัพย์ของพนักงาน ไม่ให้มีการใช้ประโยชน์หรือเปิดเผยข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น

        ค) กำหนดระยะเวลาห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์และหลักทรัพย์อ้างอิงหุ้นสามัญของธนาคาร (Non-trading Period) ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงิน โดยกำหนดระยะเวลาห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของธนาคาร 14 วันก่อนการประกาศงบการเงินรายไตรมาส งบการเงินงวดครึ่งปีและงบการเงินประจำปี รวมถึงกำหนดห้ามกรรมการและผู้บริหารลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงหุ้นสามัญของธนาคาร

        ง) ทำการเปิดเผยการถือครองหลักทรัพย์ของกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) โดยกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการมีหน้าที่จัดทำและรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ของธนาคารภายใน 3 วันทำการหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงมายังธนาคารและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเลขานุการบริษัทจะทำหน้าที่รวบรวมรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของธนาคารดังกล่าว เพื่อบรรจุเป็นวาระเพื่อทราบในการประชุมกรรมการธนาคารเป็นประจำทุกครั้ง

        จ) จัดให้มีระเบียบเรื่องการรักษาความลับและการเปิดเผยข้อมูลลูกค้า และระเบียบเรื่องการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารและลูกค้าที่ไม่พึงเปิดเผย และข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยแก่สาธารณชน รวมทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนำข้อมูลดังกล่าวไปแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้

 

4.2 รายการที่เกี่ยวโยงกันและการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์

        คณะกรรมการธนาคารรับทราบการดำเนินการของธนาคารในการกำหนดนโยบาย และขั้นตอนการอนุมัติ และดำเนินการรายการที่เกี่ยวโยงกันและรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ดังนี้

        ก) ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน และรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างเคร่งครัด โดยกรรมการหรือผู้บริหารที่มีความเกี่ยวข้องกับรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์จะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจพิจารณารายการดังกล่าว พร้อมกันนี้เลขานุการบริษัทเป็นผู้จดรายงานการประชุมและความเกี่ยวข้องของกรรมการหรือผู้บริหารเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรายงานการประชุม

        ข) กำหนดนโยบายการกำหนดราคา และเงื่อนไขต่าง ๆ ของการทำรายการระหว่างธนาคารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องเป็นเช่นเดียวกันกับการทำรายการกับบุคคลภายนอก

        ค) กำหนดให้คณะกรรมการธนาคาร (โดยไม่รวมกรรมการที่มีส่วนได้เสีย) เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อและการลงทุนในกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธนาคาร กรรมการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551)

        ง) กำหนดระเบียบการซื้อขายหลักทรัพย์ของพนักงาน และระเบียบเรื่องการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติอย่างเหมาะสมในการซื้อขายหลักทรัพย์ของพนักงานในระดับบริหารชั้นสูงขึ้นไป และพนักงานทุกคนที่สังกัดหน่วยงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ทั้งนี้ ในระเบียบดังกล่าวได้รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพนักงานด้วย

        นอกจากนี้ ธนาคารมีนโยบายให้มีที่ปรึกษาอิสระ (หากรายการที่เกี่ยวโยงกันมีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้) เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของรายการได้มาจำหน่ายไป ซึ่งทรัพย์สินที่สำคัญของธนาคารและบริษัทย่อย รายการควบรวมกิจการ หรือรายการใด ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยคณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่สอบทานขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการกำกับดูแลรายการสำคัญทั้งหมด เพื่อให้การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย และ/หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

4.3 รายงานการมีส่วนได้เสีย

        ธนาคารกำหนดให้กรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ (ตามที่ได้นิยามไว้ใน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551) จัดทำรายงานการมีส่วนได้เสียของตนเองและบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องส่งให้เลขานุการบริษัททุกสิ้นไตรมาสและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งเลขานุการบริษัทมีหน้าที่จัดเก็บและทำรายงานความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแจ้งไปยังนายกกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ธนาคารจะนำไปใช้ในการควบคุมดูแลการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกับกรรมการผู้มีอำนาจในการจัดการ และ/หรือ ผู้เกี่ยวข้องของบุคคลดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ

กฏบัตรและนิยามกรรมการอิสระ

กฏบัตรคณะกรรมการธนาคาร

1. วิสัยทัศน์

คณะกรรมการของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“คณะกรรมการธนาคาร”) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ในการดำเนินงานของธนาคารคือ “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” หรือ “The Most Admired Bank” โดยมีเป้าหมายแต่ละองค์ประกอบ ดังนี้ ลูกค้า (Customers) พนักงาน (Employees) ผู้ถือหุ้น (Shareholders) สังคม (Society) และองค์กรผู้กำกับดูแล (Regulators)

 

2. หน้าที่และความรับผิดชอบ

หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย หนังสือบริคณฑ์สนธิ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้

        (ก) กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และเป้าหมายทางการเงินสำหรับธนาคาร รวมทั้งพิจารณาอนุมัตินโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่ฝ่ายบริหารเสนอ และกำกับควบคุมดูแลให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

        (ข) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะกรรมการ มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมาตรฐานจริยธรรม ด้วยความสุจริตและด้วยความระมัดระวัง

        (ค) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มีระบบการบริหารความเสี่ยง การกำกับและตรวจสอบ และการควบคุมภายในที่เหมาะสม

        (จ) วางโครงสร้างและกำหนดกระบวนการเพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนอยู่ในระดับที่มั่นคงและเพียงพอ ที่จะรองรับการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง

        (ง) ติดตามและประเมินผลการทำหน้าที่บริหารจัดการเพื่อให้บรรลุตามกลยุทธ์และภายใต้งบประมาณซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร

        (ฉ) วางบรรทัดฐานและประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารระดับสูง1 และ ที่ปรึกษาของธนาคาร2 อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

        (ช) ดูแลให้มีการจัดทำบัญชีและการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงินและสาธารณชนทั่วไป

        (ซ) ดูแลให้มีกระบวนการจัดส่งรายงาน (management letter) จากผู้สอบบัญชีภายนอก และข้อคิดเห็นจากฝ่ายจัดการต่อคณะกรรมการธนาคาร ภายใน 4 เดือน จากวันปิดงวดบัญชี

        (ฌ) พิจารณาทบทวนแผนการสืบทอดตำแหน่งของประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่โดยสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

        (ญ) ตรวจตราและดำเนินการให้เป็นที่แน่ใจว่าได้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณกรรมการธนาคาร

        (ฎ) กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาล ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบน

        (ฏ) พิจารณาทบทวนความเหมาะสมของการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ไปปรับใช้ตามบริบททางธุรกิจ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

3. อำนาจของคณะกรรมการธนาคาร

อำนาจของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับ ตลอดจนมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งรวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้:

        (ก) แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการธนาคาร (Board Committees) และกำหนดค่าตอบแทนสำหรับกรรมการชุดย่อย (ไม่เกินกว่าจำนวนรวมที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น)

        (ข) แต่งตั้งและพิจารณากำหนดค่าตอบแทนรวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่

        (ค) แต่งตั้งและพิจารณากำหนดค่าตอบแทนรวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานสำหรับผู้บริหารระดับสูง1 และที่ปรึกษาของธนาคาร 2

        (ง) พิจารณาอนุมัติ :

            (1) วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และแผนกลยุทธ์ (ซึ่งจะต้องทบทวนเป็นรายปี)

            (2) แผนธุรกิจประจำปี

            (3) งบประมาณประจำปี

            (4) งบการเงินสำหรับงวดไตรมาส งวดครึ่งปีและ งบการเงินประจำปี

            (5) การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

            (6) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรในระดับกลุ่ม และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในองค์การที่สำคัญ

            (7) การได้มา การก่อตั้ง การจำหน่ายจ่ายโอน หรือการระงับซึ่งทรัพย์สินที่สำคัญหรือธุรกิจใดของธนาคาร

            (8) การเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันซึ่งขนาดของรายการมีนัยสำคัญต่อธนาคารและบริษัทย่อยของธนาคาร

            (9) การออกตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์อื่นใดของธนาคาร

            (10) แถลงการณ์ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับนโยบาย หรือกลยุทธ์ที่สำคัญของธนาคาร

            (11) การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอำนาจใดๆ ที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการ

        (จ) พิจารณามอบอำนาจบางประการเป็นครั้งคราวแก่คณะกรรมชุดย่อย

 

4. องค์ประกอบ

คณะกรรมการธนาคารประกอบด้วยกรรมการตามจำนวนที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกำหนด แต่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน นอกจากนี้ กรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน หรือ หนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า) จะต้องเป็นกรรมการอิสระ3 และจำนวนกรรมการที่เป็นผู้บริหาร4 จะต้องไม่เกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

 

5. วาระการดำรงตำแหน่ง

กรรมการจำนวนหนึ่งในสามของคณะกรรมการธนาคารจะต้องพ้นจากตำแหน่งในทุกครั้งของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โดยให้กรรมการซึ่งอยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่กรรมการที่จะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจแบ่งได้พอดีหนึ่งในสาม ก็ให้ใช้จำนวนที่ใกล้ที่สุดกับหนึ่งในสาม อย่างไรก็ตาม กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ได้

นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระไม่เกินกว่า 9 ปี

 

6. บรรทัดฐานสำหรับการเป็นกรรมการธนาคาร

ในการเสนอชื่อบุคคลใดเป็นกรรมการธนาคาร คณะกรรมการธนาคารจะสรรหาและคัดเลือกกรรมการให้ตรงกับกลยุทธ์ และการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เพื่อให้ธนาคารมีองค์ประกอบของกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญครบทุกด้านที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของธนาคารให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยกรรมการธนาคารจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีความรู้ความชำนาญ แบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ 1) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์ในการบริหารจัดการเชิงมหภาค 2) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น กฎหมาย บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และ 3) ความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์ด้านอื่นๆ เช่น ด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมีกลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม

 

7. การเลือกตั้งกรรมการ

        (ก) คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาลจะเป็นผู้คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง หรือเพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณานำเสนอชื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งต่อไป

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะเลือกกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระ3 คนหนึ่งเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกกรรมการ คณะกรรมการธนาคารอาจเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นอุปนายกกรรมการโดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่นายกกรรมการมอบหมายก็ได้

 

8. การปฐมนิเทศกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่

กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่จะได้รับการปฐมนิเทศโดยจะมีการอธิบายให้ทราบถึงข้อสรุปโดยรวมและข้อมูลที่เกี่ยวกับธนาคาร และยังได้รับคำแนะนำทางด้านกฎหมาย ระเบียบ บรรษัทภิบาล และหน้าที่อื่นใดของกรรมการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์

 

9. การประชุม

        (ก) ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี และต้องประชุมกันอย่างน้อย 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ กรรมการจะต้องเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการธนาคารและการประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็น

        (ค)  หนังสือนัดประชุมคณะกรรมการธนาคารจะต้องส่งให้แก่กรรมการธนาคารล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการประชุม เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของธนาคาร
               สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ควรส่งให้กรรมการธนาคารล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการก่อนวันประชุม เพื่อให้กรรมการได้มีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วน

        (ง) ในขณะที่คณะกรรมการจะลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการ ควรจะมีกรรมการอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

        (จ) การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่ มีข้อกฎหมายใดกำหนดการออกเสียงไว้เป็นอย่างอื่น โดยกรรมการคนหนึ่งมี 1 เสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

        (ฉ) กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องนั้น

 

10. คณะกรรมการชุดย่อย

        (ก) คณะกรรมการธนาคารอาจแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการธนาคารในการดำเนินการตามความรับผิดชอบ

        (ข) คณะกรรมการธนาคารจะพิจารณาอนุมัติการเป็นกรรมการของคณะกรรมการชุดย่อย และกฎบัตรของคณะกรรมการชุดย่อยซึ่งกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบ หน้าที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการ และเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดย่อยตามที่คณะกรรมการธนาคารเห็นว่าเหมาะสม

คำนิยาม :
 

        1) “ผู้บริหารระดับสูง” หมายถึง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ของธนาคาร หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึงผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส เป็นต้น

        2) “ที่ปรึกษาของธนาคาร” ให้มีความหมายเช่นเดียวกับนิยามของ “ที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน” ที่ระบุอยู่ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน (รวมถึงการแก้ไขประกาศใด ๆ ในเรื่องดังกล่าวในอนาคต)

        3)  “กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 39/2559 เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้นๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

        4) “กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” ให้มีความหมายเช่นเดียวกับที่ระบุอยู่ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการงิน (รวมถึงการแก้ไขประกาศใด ๆ ในเรื่องดังกล่าวในอนาคต)

 

กฏบัตรคณะกรรมการบริหาร

(ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร เดือนมิถุนายน 2560)

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการบริหารได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนตามที่คณะกรรมการธนาคารเห็นสมควร ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการธนาคารจำนวนหนึ่ง และอาจประกอบด้วยบุคคลอื่นใดคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคารหรือเป็นบุคคลภายนอกอื่นอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ และในจำนวนนี้ให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการบริหารที่เป็นกรรมการของธนาคารคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการบริหาร

    1.2 กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง

    1.3 กรรมการบริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงคุณสมบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

    1.4 คณะกรรมการบริหารเป็นผู้แต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการบริหาร

 

2. วาระการดำรงตำแหน่ง

    2.1 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นกรรมการธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่ดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น

    2.2 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นผู้บริหารของธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่าที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคาร เว้นแต่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเป็นอย่างอื่น

    2.3 กรณีกรรมการบริหารที่เป็นบุคคลภายนอกอื่นซึ่งมิได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของธนาคาร หรือเป็นบุคคลภายนอกอื่น ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติ

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย รวมถึงระเบียบของธนาคาร และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของธนาคาร ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย เพื่อให้บรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของธนาคาร และสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคาร รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการบริหารกิจการให้เป็นไปตามค่านิยมหลักของธนาคาร

 นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในเรื่องดังต่อไปนี้

    3.1 พิจารณากลั่นกรองกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ เป้าหมายทางการเงิน และแผนงาน (ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว) รวมถึงงบประมาณประจำปี เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการธนาคาร

    3.2 พิจารณาอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ของธนาคารตามที่ระเบียบของธนาคารกำหนด รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงเรื่องดังต่อไปนี้

        (1) การให้สินเชื่อ

        (2) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

        (3) แนวทางในการลงทุนและการลงทุน

        (4) การก่อภาระผูกพันและการกู้ยืมเงิน

        (5) งานที่เกี่ยวเนื่องกับการพนักงาน

        (6) งบประมาณ ค่าใช้จ่าย รายงานทางการเงิน (Financial Report) และรายงานเพื่อการบริหาร (MIS Report)

        (7) เรื่องอื่น ๆ ที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกิจการของธนาคาร เช่น ธุรกิจใหม่ นโยบายดอกเบี้ย นโยบายสินเชื่อ การบันทึกบัญชี การเปิดสาขา การจัดโครงสร้างองค์กร  เป็นต้น

 

    3.3 พิจารณากลั่นกรองงานทุกประเภทที่เสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณา ยกเว้น งานที่อยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ และ/หรือ เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดย่อยอื่นของธนาคารที่จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองเพื่อนำเสนอคณะกรรมการธนาคารโดยตรง

    3.4 รับทราบเรื่องอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการและไม่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของธนาคาร เช่น คดีความที่ธนาคารตกเป็นจำเลย เป็นต้น ที่กรรมการบริหารเห็นว่าจำเป็นหรือสมควรที่จะให้เสนอเพื่อรับทราบ

    3.5 รับทราบรายงานด้านการตรวจสอบภายในสำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหา และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคาร โดยให้กลุ่มตรวจสอบและกำกับรายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบทันที

    3.6 พิจารณาหรืออนุมัติเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการธนาคารมอบหมาย

ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารมีมติหรือคำสั่งให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการใด ๆ แทน ผู้รับมอบอำนาจนั้นไม่สามารถมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนตนเองได้ เว้นแต่ในการมอบอำนาจนั้นได้ระบุไว้ว่าให้มอบอำนาจช่วงต่อไปได้

 

4. การประชุมและการลงมติ

    4.1 คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อปี

    4.2 ประธานคณะกรรมการบริหารเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร กรณีที่ประธานกรรมการบริหารไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้บุคคลที่ประธานกรรมการบริหารมอบหมายเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารแทนได้

    ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น กรรมการบริหารควรมาประชุมด้วยตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนการประชุมในแต่ละปี เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

    ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น ประธานที่ประชุมอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใดเข้าร่วมการประชุมหรือให้ความเห็นต่อที่ประชุมด้วยก็ได้

    4.3 องค์ประชุมของคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการบริหารเข้าร่วมในการประชุมแต่ละครั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้การเข้าร่วมประชุมของกรรมการบริหารดังกล่าวให้นับรวมทั้งการเข้าประชุมด้วยตนเองและการเข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    4.4 กรณีที่ประธานกรรมการบริหาร เห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการบริหาร ประธานกรรมการบริหาร สามารถกำหนดให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้กรรมการสามารถหารือและแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางได้

    4.5 การรับรองมติจากการประชุมคณะกรรมการบริหารสามารถจัดทำเป็นเอกสารหรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ก็ได้

    4.6 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการบริหารทั้งหมดที่เข้าประชุม ซึ่งกรรมการบริหารหนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ทั้งนี้ ประธานในที่ประชุมจะงดออกเสียงในการลงมติในวาระที่พิจารณาในแต่ละวาระ เว้นแต่กรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันในวาระใด ประธานในที่ประชุมจึงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเพื่อเป็นเสียงชี้ขาด

    ทั้งนี้ กรรมการบริหารผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

    4.7 เรื่องที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมการบริหารด้านสินเชื่อ จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการสินเชื่อที่เกี่ยวข้องตามระเบียบอํานาจอนุมัติ ส่วนเรื่องที่จะนําเสนอด้านการดําเนินการทั่วไปจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยอาจผ่านคณะกรรมการฝ่ายจัดการชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ข้อมูล รายงาน ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพิจารณาจะต้องส่งให้แก่เลขานุการคณะกรรมการบริหารเพื่อรวบรวมนำเสนอต่อที่ประชุมก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร โดยให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบในการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร เว้นแต่ คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาหรือสั่งการเป็นอย่างอื่น

    4.8 ให้เลขานุการคณะกรรมการบริหารเป็นผู้จัดทำรายงานการประชุม และจัดเก็บเอกสารการประชุมคณะกรรมการบริหาร

กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ

วัตถุประสงค์

คณะกรรมการตรวจสอบจัดตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่ช่วยคณะกรรมการธนาคารในการปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับ ความถูกต้องของรายงานทางการเงิน ประสิทธิภาพระบบการควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักจรรยาบรรณต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบจะทำหน้าที่ในการสอบทานความเพียงพอและความมีประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคารและ กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมทั้งรับผิดชอบในการจัดทำรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ และนำเสนอในรายงาน ประจำปีของธนาคารเป็นประจำทุกปี

 

องค์ประกอบและคุณสมบัติ

  • คณะกรรมการตรวจสอบได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนอย่างน้อย 3 คน และให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ
  • คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องเป็นกรรมการธนาคาร กรรมการอิสระ และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนั้นกรรมการตรวจสอบอย่างน้อย 1 คน จะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีหรือการเงิน
  • คณะกรรมการตรวจสอบสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เหมาะสมเป็นเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบอีก 1 คน

 

วาระการดำรงตำแหน่ง

  • กรรมการตรวจสอบมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญ ประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร
  • กรรมการตรวจสอบที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก โดยไม่เป็นการต่อวาระโดยอัตโนมัติ
  • ให้กรรมการตรวจสอบที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่ กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารแล้ว แต่ไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารอีก
  • กรณีตำแหน่งกรรมการตรวจสอบว่างลงให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการตรวจสอบแทน โดยกรรมการตรวจสอบที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการตรวจสอบซึ่งตนแทน

 

สิทธิการออกเสียง

กำหนดให้กรรมการตรวจสอบ 1 คน มีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง โดยหากกรรมการตรวจสอบคนใด มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา กรรมการตรวจสอบคนนั้นต้องไม่ร่วมพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องนั้น


การประชุม

  • ในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม
  • คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 8 ครั้ง โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้
  • กรณีที่ประธานกรรมการตรวจสอบเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานกรรมการตรวจสอบสามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการตรวจสอบ ดังกล่าวเป็นหนังสือ และให้กรรมการแต่ละท่านลงนามเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป
  • ในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบอาจเชิญผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานบริหารความเสี่ยง ฝ่ายบริหาร ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้สอบบัญชี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในวาระการประชุมนั้นๆ เข้าร่วมประชุมและขอข้อมูลตามความจำเป็นและเหมาะสมวาระการประชุม และเอกสารประกอบการประชุมจะต้องจัดทำขึ้นและนำเสนอก่อนการประชุมและให้เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ เป็นผู้บันทึกรายงานการประชุม

 

อำนาจ

  • มีอำนาจในการเชิญฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่ของธนาคารมาร่วมประชุมชี้แจง ให้ความเห็น หรือจัดส่ง เอกสารที่ร้องขอตามความจำเป็น
  • พิจารณาคัดเลือก แต่งตั้งหรือเลิกจ้างผู้สอบบัญชี รวมทั้งพิจารณาค่าตอบแทน เสนอคณะกรรมการธนาคาร เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีเป็นประจำทุกปี
  • รับทราบการปฏิบัติงานอื่นที่มิใช่งานสอบบัญชี พร้อมค่าตอบแทนจากงานดังกล่าว เพื่อพิจารณามิให้ผู้สอบบัญชีขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน
  • ประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีเพื่อประชุมหารือ โดยไม่มีฝ่ายจัดการร่วมด้วยอย่างน้อยปีละครั้ง
  • พิจารณาตัดสินใจในกรณีที่ฝ่ายบริหารและผู้สอบบัญชีมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายงานทางการเงิน หรือมีข้อจำกัดในการปฏิบัติงานสอบบัญชี
  • สอบทานขั้นตอนการปฏิบัติงานและการกำกับดูแล รายการที่เกี่ยวข้องกัน รายการที่เกี่ยวโยงกันที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • พิจารณาและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง ถอดถอน โยกย้าย หรือเลิกจ้าง และพิจารณาความดีความชอบ ของผู้บริหารสูงสุดตรวจสอบ และผู้บริหารสูงสุดกำกับและควบคุม ตามที่กรรมการผู้จัดการใหญ่เสนอ
  • พิจารณารายงานจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และฝ่ายบริหารของธนาคาร และหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับนโยบายการประเมินและการบริหารความเสี่ยง
  • จัดหาที่ปรึกษาจากภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการให้คำแนะนำ ปรึกษาหรือให้ความเห็นได้ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาว่าเหมาะสม
  • รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในรายการที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รายการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือรายการที่มีความบกพร่องทางการควบคุมภายใน ตลอดจนรายการที่มีการไม่ปฏิบัติตาม กฏหมายที่เกี่ยวข้องที่มีสาระสำคัญต่อฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล

 

หน้าที่ความรับผิดชอบ 

  1. รายงานทางการเงิน
    • สอบทานให้ธนาคารมีรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและพอเพียง และพิจารณาความครบถ้วนของข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบ และประเมินความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่ใช้ในรายงานทางการเงิน
    • สอบทานประเด็นเกี่ยวกับการบัญชีและรายงานทางการเงินที่มีสาระสำคัญ รวมทั้งรายการที่มีความซับซ้อนหรือผิดปกติ และรายการที่ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสิน
    • สอบถามฝ่ายบริหาร และผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับผลการตรวจสอบ ความเสี่ยงที่สำคัญเกี่ยวกับรายงานทางการเงิน และแผนที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว
    • สอบทานให้ธนาคารมีการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับกระบวนการการจัดทำรายงานทางการเงิน
    • มีกระบวนการรับแจ้งเบาะแสจากพนักงานเกี่ยวกับรายงานทางการเงินที่ไม่หมาะสมหรือประเด็นอื่นๆ ด้วย
  2. การควบคุมภายใน
    • สอบทานว่าฝ่ายบริหารได้กำหนดให้มีการควบคุมภายในรวมถึงการควบคุมภายในของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เพียงพอเหมาะสม และแนวทางการสื่อสารความสำคัญของการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งธนาคาร
    • สอบทานเพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการควบคุมภายในที่ผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชีเสนอนั้นฝ่ายบริหารได้นำไปปรับปรุงแก้ไขแล้ว
  3. การตรวจสอบภายใน
    • สอบทานและอนุมัติกฎบัตรการตรวจสอบภายใน แผนงานประจำปี ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน
    • สอบทานกิจกรรมและการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าหน่วยงานตรวจสอบสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ
    • สอบทานประสิทธิผลการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในว่าได้มีการปฏิบัติตามกรอบการปฏิบัติงานวิชาชีพตรวจสอบภายในระดับสากล (IPPF - International Professional Practices Framework)
  4. การกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
    • สอบทานและอนุมัติกฎบัตรของหน่วยงานกำกับและควบคุม แผนงานประจำปี ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน
    • พิจารณากฎหมาย ระเบียบต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลง และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารที่นำเสนอโดยหน่วยงานตรวจสอบ และหน่วยงานกำกับและควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
    • สอบทานข้อตรวจพบขององค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลธนาคาร และผลการติดตามการแก้ไข รวมถึงรายงานให้แก่คณะกรรมการธนาคาร
    • สอบทานประสิทธิผลของระบบในการติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และผลการติดตามการแก้ไขในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตาม
    • สอบทานการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น และรายงานให้คณะกรรมการธนาคารทราบ
  5. การบริหารความเสี่ยง
    • สอบทานให้ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารมีมาตรการและระบบบริหารความเสี่ยง และหารือกับฝ่ายจัดการเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ
  6. การปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงาน
    • สอบทานให้มั่นใจว่าหลักจริยธรรมธุรกิจ และจรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงาน และนโยบายในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้บริหารและพนักงานทุกคนรับทราบ
    • ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ และนโยบายในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  7. ความรับผิดชอบอื่นๆ
    • ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการธนาคารได้มอบหมาย
    • สอบทานและประเมินกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเมื่อมีการแก้ไข
    • จัดให้มีการประเมินตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร
    • คณะกรรมการตรวจสอบ ควรมีการหารือและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เมื่อได้รับแจ้งพฤติการณ์อันควรสงสัยจากผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 89/25 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2559 และแจ้งผลให้ผู้สอบบัญชีและสำนักงาน ก.ล.ต. ทราบภายในเวลาที่ ก.ล.ต. กำหนด

อนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560

 

กฎบัตรคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล (“คณะกรรมการสรรหาฯ”) ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่ไม่ได้เป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร โดยกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล (“กรรมการสรรหาฯ”) ส่วนใหญ่ต้องเป็นกรรมการอิสระ และให้คณะกรรมการธนาคารแต่งตั้งกรรมการสรรหาฯ ที่เป็นกรรมการอิสระคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาฯ ทั้งนี้ นายกกรรมการไม่ควรดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือประธานกรรมการสรรหาฯ

    1.2 กรรมการสรรหาฯ จะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงคุณสมบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน

    1.3 คณะกรรมการสรรหาฯ สามารถแต่งตั้งพนักงานของธนาคารจำนวน 1 คน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ

2. วาระการดำรงตำแหน่งและการประชุม

    2.1  กรรมการสรรหาฯ มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร ทั้งนี้ กรรมการสรรหาฯ ที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก และให้กรรมการสรรหาฯ ที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารโดยไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการอีก

    กรณีที่ตำแหน่งกรรมการสรรหาฯ ว่างลง ให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการสรรหาฯ แทน โดยกรรมการสรรหาฯ ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

    2.2 คณะกรรมการสรรหาฯ จะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า 2 ครั้งต่อปี โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณี มีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

    กรณีที่ประธานกรรมการสรรหาฯ เห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานกรรมการสรรหาฯ สามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าวเป็นหนังสือและให้กรรมการแต่ละท่าน ลงนามไว้เป็นหลักฐาน และรายงานให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในคราวประชุมครั้งถัดไปรับทราบและให้จดบันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ในรายงานการประชุมในครั้งนั้นด้วย

    2.3 ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม

    2.4 ในกรณีที่ประธานกรรมการสรรหาฯ ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการสรรหาฯ ที่เข้าร่วมประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

    2.5 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการสรรหาฯ ที่ร่วมประชุม โดยกรรมการ สรรหาฯ หนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด สำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม กรณีที่กำหนดให้ใช้มติเวียน ให้ถือเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการสรรหาฯ ออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

    ทั้งนี้ กรรมการสรรหาฯ ผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น เว้นแต่เป็นการพิจารณาด้านค่าตอบแทนที่กำหนดไว้ในกฎบัตรฉบับนี้

    2.6 คณะกรรมการธนาคารจะได้รับรายงานการประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ละครั้งเพื่อทราบอย่างทันท่วงที

3. ภารกิจและความรับผิดชอบ

    3.1 ด้านการสรรหา

        (1) กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ

        (2) คัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร กรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย และผู้มีอำนาจในการจัดการ ให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอื่นที่เหมาะสม

        ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมการธนาคาร คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาถึงประสบการณ์อย่างน้อยด้านหนึ่งด้านใดที่สำคัญสำหรับคณะกรรมการธนาคาร (เช่น การเงิน การธนาคาร บริหารธุรกิจ การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมาย การจัดการ) ตลอดจนพิจารณาถึงความสามารถที่จะช่วยให้การดำเนินการของคณะกรรมการธนาคารเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ความสามารถในการดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล ความสามารถในการคิดอย่างมี กลยุทธ์ แสดงให้เห็นได้ถึงความมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความชำนาญในวิชาชีพในระดับสูงและมีความซื่อสัตย์ ตลอดจนมีคุณสมบัติส่วนบุคคลอื่นที่เหมาะสม

        (3) ดูแลให้คณะกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยมีขนาดและองค์ประกอบที่เหมาะสมกับองค์กร รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อยจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ

        (4) เปิดเผยนโยบายและรายละเอียดของกระบวนการสรรหาในรายงานประจำปีของธนาคาร

        (5) สร้างความมั่นใจว่าธนาคารมีแผนการสืบทอดตำแหน่งและความต่อเนื่องในการบริหารที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้มีอำนาจในการจัดการ และเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

 

3.2 ด้านค่าตอบแทน

        (1) กำหนดนโยบายจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมถึงจำนวนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นให้แก่กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการโดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ และ/หรือ นำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วแต่กรณี และส่งนโยบายดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหากมีการ ร้องขอ

        (2) ดูแลให้กรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ

        (3) กำหนดแนวทางในการประเมินผลงานของกรรมการธนาคารและผู้มีอำนาจในการจัดการเพื่อพิจารณาผลตอบแทนประจำปี

        (4) เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนและเปิดเผยค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการกำหนดค่าตอบแทน โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย การดำเนินงาน และความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ไว้ในรายงานประจำปีของธนาคาร

        (5) เสนอแนะค่าตอบแทนที่เหมาะสมของคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อยต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ

        (6) ทบทวนข้อเสนอของฝ่ายจัดการเรื่องนโยบายจ่ายค่าตอบแทน แผนการกำหนดค่าตอบแทนและผลประโยชน์พิเศษอื่นนอกเหนือจากเงินค่าจ้างสำหรับพนักงานธนาคาร และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

        (7) ทบทวนเป้าหมายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Target and Criteria) สำหรับธนาคาร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเสนอแนะต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่ออนุมัติ

        (8) เสนอแนะค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ

 

3.3 ด้านบรรษัทภิบาล

        (1) กำหนดนโยบายด้านบรรษัทภิบาลของธนาคารเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารพิจารณาให้ความเห็นชอบ ติดตามเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาลรวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

        (2) กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของธนาคารเป็นไปตามหลักบรรษัท ภิบาลของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมาย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

        (3)  จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของนายกกรรมการ กรรมการรายบุคคล คณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการชุดย่อย

 

    3.4 คณะกรรมการสรรหาฯ ควรประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเป็นประจำ และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการธนาคาร

    3.5 คณะกรรมการสรรหาฯ อาจพิจารณาภารกิจในด้านสรรหา ด้านค่าตอบแทน และด้านบรรษัทภิบาล สำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และ/หรือ บริษัทลูก ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามความเหมาะสมและตามที่เห็นสมควร

    3.6 ดำเนินการใด ๆ ตามหน้าที่ที่กฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ หรือ คำสั่งของทางการที่เกี่ยวข้องกำหนด

 

4. ที่ปรึกษา

    คณะกรรมการสรรหาฯ อาจขอความเห็นทางวิชาชีพจากที่ปรึกษาภายนอกได้ โดยธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว

 

5. การทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร

    คณะกรรมการสรรหาฯ จะทบทวนกฎบัตรนี้ทุกปี และจะเสนอแนะการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร เพื่อให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติ

 

คำนิยาม :

“ธนาคาร” หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

“ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายถึง

(1) กรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) กรรมการที่เป็นผู้บริหาร หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายความรวมถึง ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) ขึ้นไป เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส (FEVP) รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานกฎหมาย (Group General Counsel) ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer)

(2) บุคคลซึ่งธนาคารทำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงาน ทั้งหมดหรือบางส่วน

(3) บุคคลซึ่งตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการ กรรมการ หรือการจัดการของธนาคาร ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโนบายหรือการดำเนินงานของธนาคาร

“กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” หมายถึง

(1) กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รองผู้จัดการใหญ่ (SEVP) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (EVP) หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น

(2) กรรมการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการหรือมีส่วนร่วมในการบริหารงานใดๆ เยี่ยงผู้บริหาร และให้หมายความรวมถึงบุคคลในคณะกรรมการบริหาร (Executive committee)

(3) กรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพัน เว้นแต่เป็นการลงนามผูกพันตามรายการที่คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติไว้แล้วเป็นรายกรณี และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น

“บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน” หมายถึง บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“บริษัทลูก” หมายถึง บริษัทตามความหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551

“กรรมการอิสระ” หมายถึง กรรมการอิสระของธนาคารที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 28/2551 เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ และ/หรือประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (หากมี) และกรรมการอิสระจะต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย ซึ่งข้อห้ามกรรมการอิสระไม่ให้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.5 นี้ ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อห้ามตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งกำหนดไว้ว่ากรรมการอิสระต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ

กฎบัตรคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

(อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561)

 

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

    1.1 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการธนาคาร โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน

    1.2 ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงต้องเป็นกรรมการอิสระ หรือเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร

    1.3 สมาชิกทุกคนต้องเป็นกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน โดยสมาชิกอย่างน้อยกึ่งหนึ่งต้องเป็นกรรมการอิสระ กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาของธนาคารที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกรรมการ

    1.4 สมาชิกอย่างน้อย 1 คน จะต้องมีความรู้ ความชำนาญและความเข้าใจด้านความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสถาบันการเงิน

    1.5 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงเป็นผู้แต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง

2. วาระการดำรงตำแหน่ง

    2.1 กรณีกรรมการธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด

    2.2  กรณีเป็นผู้บริหาร หรือเป็นที่ปรึกษาของธนาคาร ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งตามวาระที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

    3.1 ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

    3.2 ดูแลให้ผู้บริหารระดับสูงรวมถึงหัวหน้าหน่วยงานบริหารความเสี่ยงปฏิบัติตามนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงรวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    3.3 ดูแลให้กลยุทธ์ในการบริหารเงินกองทุนและสภาพคล่องเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีความสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่ได้รับอนุมัติ

    3.4 ทบทวน สอบทานความเพียงพอและประสิทธิผลของนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงควรหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อประเมินว่านโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภทรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีการดำเนินการตามนโยบายและกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

    3.5 รายงานต่อคณะกรรมการธนาคารถึงฐานะความเสี่ยง ประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง และสถานะการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง ตลอดจนปัจจัยและปัญหาที่มีนัยสำคัญ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

    3.6 มีความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของ Chief Risk Officer

    3.7 ให้คำแนะนำคณะกรรมการธนาคารในการปลูกฝัง Risk Culture ทั่วทั้งองค์กร และกำกับให้มีการปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กร

 

4. การประชุมและการลงมติ

   4.1 คณะกรรมการกำกับความเสี่ยงจะจัดให้มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันสมควร

    4.2 กรรมการกำกับความเสี่ยงควรมาประชุมด้วยตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนการประชุมในแต่ละปี เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุมของกรรมการกำกับความเสี่ยงดังกล่าวให้นับรวมทั้งการเข้าประชุมด้วยตนเองและการเข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    4.3 ในการประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบเป็นองค์ประชุม

    4.4 กรณีที่ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงแต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงสามารถกำหนดให้จัดการประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    4.5 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการกำกับความเสี่ยงที่ร่วมประชุม โดยกรรมการกำกับความเสี่ยงหนึ่งคนมีเสียงหนึ่งเสียง ประธานในที่ประชุมจะงดออกเสียง กรณีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพื่อเป็นเสียงชี้ขาด

ทั้งนี้ กรรมการกำกับความเสี่ยงผู้มีเสียงส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

 

กฎบัตรคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม

(อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 )

1. องค์ประกอบและคุณสมบัติ

           1.1 คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมและประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร ผ่านกระบวนการคัดเลือกและนำเสนอโดยคณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ซึ่งคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมประกอบด้วย กรรมการ จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมโดยตำแหน่ง และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เหมาะสมเป็นเลขานุการคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมอีก 1 คน

            1.2 กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะต้องมีความรู้ ความสามารถ คุณสมบัติ และประสบการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน

2. วาระการดำรงตำแหน่งและการประชุม

            2.1 กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร โดยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นพร้อมกับการครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร ทั้งนี้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่พ้นตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก และให้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่พ้นตำแหน่งตามวาระอยู่รักษาการในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมาแทนตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารแล้วและไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารอีก

           กรณีที่ตำแหน่งกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมว่างลง ให้คณะกรรมการธนาคารเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็นกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแทน โดยกรรมการที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมซึ่งตนแทน

           2.2 คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะต้องจัดให้มีการประชุมไม่น้อยกว่า ไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือหากประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมเห็นสมควรอาจเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษก็ได้โดยกรรมการต้องมาประชุมด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นที่กรรมการท่านใดไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้ สามารถร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) ได้

           กรณีที่ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องได้รับมติคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแต่ไม่มีกรรมการที่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองในจำนวนที่ครบเป็นองค์ประชุมได้ ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมสามารถกำหนดให้มีมติเป็นมติเวียนได้โดยให้กรรมการแต่ละท่านลงมติในเอกสารการลงมติหรือลงมติผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) หรือผ่านระบบโทรศัพท์ (Teleconference) หรือผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ทั้งนี้ โดยให้จัดทำบันทึกมติคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวเป็นหนังสือ และให้กรรมการแต่ละท่านลงนามเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

           2.3  ในการประชุมคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ต้องมีกรรมการร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะครบเป็นองค์ประชุม

           2.4  ในกรณีที่ประธานคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมแทน

                   การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

           2.5 คณะกรรมการธนาคารจะได้รับรายงานการประชุมของคณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมแต่ละครั้งเพื่อทราบอย่างทันท่วงที

 

3. หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก ดังนี้

        3.1 กำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร
        3.2 กำหนดนโยบายในการทำงานและประสานไปยังมูลนิธิสยามกัมมาจล
        3.3 พิจารณาจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับโครงการ และกิจกรรมต่างๆ ทั้งสำหรับธนาคารและมูลนิธิสยามกัมมาจล


4. ที่ปรึกษา

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม อาจแสวงหาความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง หรือจากที่ปรึกษาภายนอกได้ด้วยค่าใช้จ่ายของธนาคาร

 

5. การทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร

คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมจะทบทวนกฎบัตรนี้ทุกปี และจะเสนอแนะการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร และนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาอนุมัติต่อไป

นิยามกรรมการอิสระ

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดนิยามกรรมการอิสระเข้มกว่าประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.39/2559 เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(ก) ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 (ศูนย์จุดห้า) ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร ทั้งนี้ ให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้นๆ ด้วย
(ข) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้เงินเดือนประจำ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือของผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ ทั้งนี้ ลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ไม่รวมถึงกรณีที่กรรมการอิสระเคยเป็นข้าราชการหรือที่ปรึกษาของส่วนราชการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร
(ค)

ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมาย ในลักษณะที่เป็น บิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร รวมทั้งคู่สมรสของบุตร ของกรรมการรายอื่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร หรือบริษัทย่อย

(ง)

ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร ในลักษณะที่อาจเป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระของตน รวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจตาม (ง) ข้างต้น รวมถึงการทำรายการทางการค้าที่กระทำเป็นปกติเพื่อประกอบกิจการ การเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการ หรือการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงิน ด้วยการรับหรือให้กู้ยืม ค้ำประกัน การให้สินทรัพย์เป็นหลักประกันหนี้สิน รวมถึงพฤติการณ์อื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นผลให้ธนาคารหรือคู่สัญญามีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่ออีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่ร้อยละสามของสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของธนาคารหรือตั้งแต่ยี่สิบล้านบาทขึ้นไป แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจดังกล่าวไม่นับรวมธุรกรรมด้านการรับฝากเงินซึ่งเป็นธุรกรรมปกติของธนาคาร

การคำนวณภาระหนี้ดังกล่าวให้เป็นไปตามวิธีการคำนวณมูลค่าของรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยอนุโลม แต่ในการพิจารณาภาระหนี้ดังกล่าว ให้นับรวมภาระหนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างหนึ่งปีก่อนวันที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบุคคลเดียวกัน

(จ) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของสำนักงานสอบบัญชี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคารสังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ
(ฉ) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพใด ๆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งได้รับค่าบริการเกินกว่าสองล้านบาทต่อปีจากธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย  ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของ   ผู้ให้บริการทางวิชาชีพนั้นด้วย เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระ
(ช) ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการของธนาคาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ถือหุ้น  ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคาร
(ซ) ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของธนาคารหรือบริษัทย่อยหรือไม่เป็นหุ้นส่วนที่มีนัยในห้างหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้รับเงินเดือนประจำ หรือถือหุ้นเกินร้อยละหนึ่งของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทอื่น ซึ่งประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของธนาคารหรือบริษัทย่อย
(ฌ)

ไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคาร


ทั้งนี้ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระที่มีลักษณะเป็นไปตามวรรคหนึ่ง (ก) ถึง (ฌ) แล้ว กรรมการอิสระอาจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ให้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการของธนาคาร บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้มีอำนาจควบคุมของธนาคาร โดยมีการตัดสินใจในรูปแบบขององค์คณะ (Collective Decision) ได้

ในกรณีที่บุคคลที่ธนาคารแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระเป็นบุคคลที่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพเกินมูลค่าที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง (ง) หรือ (ฉ) ให้ธนาคารได้รับการผ่อนผันข้อห้ามการมีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพเกินมูลค่าดังกล่าว ก็ต่อเมื่อธนาคารได้จัดให้มีความเห็นคณะกรรมการธนาคารที่แสดงว่าได้พิจารณาตามหลักในมาตรา 89/7 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แล้วว่า การแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้ความเห็นที่เป็นอิสระ และจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นในวาระพิจารณาแต่งตั้งกรรมการอิสระด้วย

จรรยาบรรณ

จรรยาบรรณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจของธนาคาร

ธนาคารได้กำหนดจรรยาบรรณ ให้พนักงาน ผู้บริหาร กรรมการ ทุกคน ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อส่งส่งให้เกิดธรรมาภิบาลทุกระดับขององค์กร ภายใต้หลักการความซื่อสัตย์ ยุติธรรม มีคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ และมีความโปร่งใส เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นธรรมให้แก่ผู็มีส่วนได้เสีย ทุกภาคส่วน และเพื่อให้ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

 

จรรยาบรรณธุรกิจ

1. จรรยาบรรณด้านการประกอบธุรกิจ

            ธนาคารให้ความสำคัญในการดูแลให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณด้านประกอบธุรกิจ ดังต่อไปนี้

           1.1 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อ เจ้าหนี้ และลูกค้า ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ของหน่วยงานทางการ และระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงนโยบายการต่อต้านและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น นโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
           1.2  ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ และความระมัดระวัง รอบคอบ
           1.3  มุ่งให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยดำเนินการให้มีผลประกอบการที่ดีเลิศอย่าง สม่ำเสมอ
           1.4  เก็บรักษาความลับ และไม่ใช้ข้อมูลภายใน หรือข้อมูลอันเป็นความลับเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทาง ที่มิชอบ แก่ตนเองและผู้อื่น
           1.5 ปกป้อง และหลีกเลี่ยงการกระทำซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

2. มาตรฐานการให้บริการ

             ธนาคารต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย โดยจัดให้มีมาตรฐานการให้บริการ ดังนี้

           2.1 มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียได้รับการบริการอย่างดี
           2.2 มีระบบการบริหารจัดการ การตรวจสอบ และการควบคุมภายในที่รอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ข้อผิดพลาดในการให้บริการ   
           2.3  มีระบบการบริหารความเสี่ยงสอดคล้องกับธุรกิจ เพื่อให้ธนาคารสามารถจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและรับมือได้อย่างเหมาะสม

 

3.    พนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ธนาคารดูแลและจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานทุกคนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้

           3.1  สรรหาและรักษาพนักงานที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีโอกาสในความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพ
           3.2   ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนอย่างเป็นธรรมและให้เกียรติ
           3.3 ไม่เลือกปฏิบัติโดยอ้างเหตุความแตกต่างทางเพศ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา หรือความพิการ
           3.4  ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่พนักงาน บนพื้นฐานของการประเมินผลงานที่เป็นธรรม
           3.5 จัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีและปลอดภัย พร้อมให้บริการแก่ลูกค้า
           3.6 เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไว้เป็นความลับและไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานออกไปหาประโยชน์อื่น
           3.7 ดูแลไม่ให้เกิดการคุกคาม โดยการแสดงออกทางคำพูดหรือกิริยาท่าทางที่อาจกระทบต่อเกียรติหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นในที่ทำงาน
           3.8 จัดให้มีช่องทางต่างๆ ในการร้องเรียน แจ้งเบาะแส หรือรายงานข้อสงสัยเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ การไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
          3.9 กรณีมีการสอบสวนเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ธนาคารพึงให้การดูแลพนักงานในการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับและตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
          3.10  จัดให้มีการดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบ ตามความเหมาะสมของผลกระทบและลักษณะของการกระทำความผิด และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
          3.11 ธนาคารจะยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักปฏิบัติร่วมกับพนักงานทุกคน โดยจะให้พนักงานเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงาน

4. ความรับผิดชอบต่อลูกค้า

ธนาคารให้ความสำคัญและปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างมีความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้

          4.1 ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการให้บริการทางการเงินอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรมตามแนวปฏิบัติ Market Conduct ของธนาคารแห่งประเทศไทย  ภายใต้สิทธิขั้นพื้นฐานของลูกค้าที่พึงได้รับ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างอิสระ  สิทธิที่จะร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และสิทธิที่จะรับการพิจารณาค่าชดเชยหากเกิดความเสียหาย
          4.2 มีการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างยั่งยืน ไม่เรียกรับสินบน และ/หรือผลประโยชน์ ของกำนัล ทรัพย์สิน และการเลี้ยงสังสรรค์ในรูปแบบใดๆ ที่ส่อถึงเจตนาดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างไม่ถูกต้อง
          4.3 จัดให้มีการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของลูกค้า
          4.4 จัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร โดยครอบคลุมถึงเงื่อนไขและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอัตราค่าบริการและดอกเบี้ยที่ถูกต้อง ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจและมีข้อมูลเพียงพอแก่การตัดสินใจ รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสด้วยข้อความที่ชัดเจน ไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด
          4.5 จัดให้มีช่องทางและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน และจัดการประเด็นต่างๆ ที่ลูกค้าร้องเรียนอย่างชัดเจนและเหมาะสม เช่น รับเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์หรือสาขาที่ให้บริการ เป็นต้น

 

5. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ธนาคารจัดให้มีมาตรการเพื่อบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ ดังต่อไปนี้

         5.1  มีการควบคุมดูแล และป้องกันเกี่ยวกับรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการระหว่างกันที่ไม่เหมาะสม โดยกำหนดนโยบาย ระเบียบวิธปฏิบัติ กระบวนการในการพิจารณา และอนุมัติรายการ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและอนุมัติรายการที่เกี่ยวโยงกันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หน่วยงานที่กำกับดูแลธนาคาร

         5.2 การป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน
              ก.  จัดให้มีมาตรการควบคุมการซื้อขายหลักทรัพย์และให้มีการเปิดเผยการมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่อาจเข้าถึงข้อมูลภายใน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลจากตำแหน่ง หน้าที่ หรือการปฏิบัติงาน เพื่อหา ผลประโยชน์ในทางมิชอบแก่ตนเองหรือผู้อื่น
              ข.   กำหนดให้มีการแบ่งแยกสถานที่การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงาน โดยจัดให้หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์แยกออกจากกัน เพื่อการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล

         5.3 การทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและรายการที่เกี่ยวโยงกัน
              ก.   กำหนดระเบียบว่าด้วยการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน กำหนดกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ต่อธนาคารและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
              ข.   การเข้าทำรายการระหว่างธนาคารกับกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่มีลักษณะถ่ายเทผลประโยชน์ของธนาคารไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง
              ค.   พนักงานธนาคารที่มีส่วนได้เสีย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมใด ต้องไม่เข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจพิจารณาธุรกรรมนั้น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์ของธนาคารอย่างเต็มที่

         5.4 การรับหรือให้ของขวัญ การรับรองและผลประโยชนอื่นๆ
              ก.  การรับ/ให้ของขวัญ การรับรอง และผลประโยชน์อื่นๆ ของธนาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ต้องดำเนินด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เป็นไปอย่าง  สมเหตุสมผล และมีมูลค่าเหมาะสม ตามกาลเทศะ ธรรมเนียม จารีตประเพณี
              ข. ไม่ติดสินบน ตอบแทน เสนอให้ หรือเรียกร้อง ผลประโยชน์อื่นใดซึ่งไม่เหมาะสม ทั้งทางตรง และทางอ้อม กับลูกค้า หน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือบุคคลที่สาม เพื่อก่อให้เกิดอิทธิพลต่อการใช้วิจารณญาณที่เป็นกลางในการตัดสินใจ หรือก่อให้เกิดอิทธิพลต่อผู้อื่นต่อการกระทำในหน้าที่ หรือทำให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันไม่สมควร

 

6. การจัดการข้อมูล

ธนาคารให้ความสำคัญกับการรักษาความลับและการจัดการข้อมูลทั้งของลูกค้า และธนาคาร โดยมีการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ให้เหมาะสมรัดกุม ดังนี้

         6.1 การจัดการข้อมูล
              ก. ปกป้อง จัดเก็บ ดูแลข้อมูลของลูกค้า รวมถึงข้อมูลของธนาคารตามที่กฎหมายกำหนดให้พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย โดยจะต้องทำการเก็บรวบรวมดูแล รักษาและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเหมาะสม
              ข. ไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้า และธนาคาร เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกค้า หรือธนาคารแล้วแต่กรณี หรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

         6.2 การสื่อสาร
              ก. ธนาคารมุ่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคารต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสาธารณชนทั่วไปอย่างถูกต้องครบถ้วนทั่วถึงและทันกาล รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง
              ข. การสื่อสาร แถลงการณ์ หรือการให้ข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ธุรกิจของธนาคารและลูกค้า ต้องมีความถูกต้องเหมาะสม โดยการกระทำดังกล่าวต่อสื่อมวลชน หรือสื่อใดๆ นั้น ต้องกระทำโดยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในนามของธนาคารเท่านั้น

 

7. การกำกับดูแลโดยรวม

       ธนาคารยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปด้วยความถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคาร รวมถึงหลักธรรมาภิบาล ดังต่อไปนี้

         7.1  ธนาคารยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่กำหนดโดยหน่วยงานทางการที่ควบคุมดูแลธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์ และบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย ในการมุ่งพัฒนางานกำกับดูแลกิจการของธนาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล  เพื่อประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
         7.2  จัดให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ รวมทั้งตระหนักถึงความเสี่ยงของการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของธนาคาร รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานเอง
         7.3  จัดให้มีหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้โดยอิสระจากการบริหารจัดการของธนาคาร รวมถึงมีการจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ให้กับหน่วยงานดังกล่าวอย่างเหมาะสมและเพียงพอ
         7.4  จัดให้มีการกำกับดูแลเพื่อสอบทานการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ของหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคารอย่างสม่ำเสมอ โดยให้มีการบริหารจัดการ พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขและมาตรการป้องกันภายใต้กรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์ หลักธรรมาภิบาล นโยบายและระเบียบปฏิบัติของธนาคาร

 

8. การแข่งขันทางการค้าและการระงับข้อพิพาท

       ธนาคารให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดย

         8.1 ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติต่อพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าอย่างเสรีและแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารในการกำหนดราคาซื้อ ขาย หรือเงื่อนไขการให้บริการที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกค้า รักษาความลับภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่แสวงหาข้อมูลของพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าอย่างไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม
         8.2 กำหนดแนวปฏิบัติในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่าแก่ลูกค้า ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระและต้องไม่ขัดขวางลูกค้าในการเปลี่ยนไปใช้บริการกับธนาคารอื่นจนเกินพอดี
         8.3  ไม่กล่าวโจมตีคู่แข่ง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาด
         8.4  หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ธนาคารพึงจัดให้มีกระบวนการที่เหมาะสมในการระงับหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

9. สังคมและสิ่งแวดล้อม
         9.1 ธนาคารยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และระมัดระวังในการพิจารณาดำเนินการใดๆ ในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของสาธารณชน (Public Interest) นอกจากนี้ธนาคารมุ่งดำเนินการ และให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ
         9.2 ธนาคารให้ความสำคัญในการดูแลด้านความปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมของธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบใดๆ กับชุมชนใกล้เคียง และส่งเสริมพนักงานให้มีจิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม

 

 

จรรยาบรรณของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

 

จรรยาบรรณนี้ใช้ถือปฏิบัติกับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ของธนาคารและบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้  “พนักงาน” ให้หมายรวมถึง ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับชั้น รวมถึงพนักงานที่มีสัญญาจ้างทุกคน ไม่ว่าจะ เป็นพนักงานที่มีสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาหรือไม่มีกำหนดระยะเวลา

1. ธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

           1.1 กรรมการและผู้บริหารเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ภาคอุตสาหกรรมและประเทศชาติ รวมถึงจัดให้มีการกำหนดนโยบายเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนมีการจัดทำจรรยาบรรณและสื่อสารให้พนักงานและผู้บริหารนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
           1.2 กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี  โดยทำหน้าที่กำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และทิศทางการดำเนินงาน รวมถึงจัดให้มีการกำกับควบคุมดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนดูแลให้ผู้บริหารของธนาคารและฝ่ายจัดการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
           1.3 การดำเนินธุรกิจของธนาคารอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทางการ ดังนั้นกรรมการในฐานะตัวแทนของผู้ถือหุ้นจึงต้องกำหนดนโยบายโดยมีผู้บริหารของธนาคารในฐานะฝ่ายจัดการทำหน้าที่ผลักดันให้มีการนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกำกับดูแลให้ธนาคารดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
           1.4 กรรมการต้องดูแลให้ธนาคารมีนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่สำคัญของธนาคาร รวมทั้งดูแลให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีความเป็นมืออาชีพ และไม่ถูกครอบงำจากหน่วยงานที่ประกอบธุรกิจ นอกจากนั้น ผู้บริหารของธนาคารจะต้องทราบถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งปกป้องดูแลผลประโยชน์ของธนาคารและจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

2. การรักษาผลประโยชน์ รวมถึงภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ ชื่อเสียงและคุณธรรมอันดีงาม

     กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พึงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ดังต่อไปนี้

           2.1 มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม มีคุณธรรม ความรับผิดชอบ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ไม่ให้คำสัญญา หรือข้อผูกพันในเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ กระทำการด้วยความรอบคอบระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ มุ่งมั่นในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถยึดมั่นต่อความเป็นจริง ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้กรอบแนวทางหลักการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Judgement Rule)  รวมทั้งคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ ด้วยความใส่ใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรหรือการดำเนินการต่างๆ ขององค์กร
           2.2 การรักษาผลประโยชน์ของธนาคารต้องเกิดจากการกระทำโดยชอบธรรม ไม่กระทำการช่วยเหลือสนับสนุนหรือยอมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักธรรมาภิบาลของการดำเนินธุรกิจ
           2.3 พึงระมัดระวังการกระทำ หรือการแสดงออกในด้านต่างๆ รวมถึงการใช้ Social Media ที่อาจส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ของธนาคารได้
           2.4 การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรจะต้องถูกต้อง เที่ยงตรง ตรงไปตรงมา และมีการใช้ช่องทางในการสื่อสารที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

 

3. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

           ปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของธนาคารเป็นสำคัญและต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตนเองจะต้องไม่มีส่วนได้เสีย หรือผลประโยชน์ขัดกันกับผลประโยชน์ของธนาคาร และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจมีขึ้นทั้งทางตรงทางอ้อม 

 

4. ความเชื่อถือได้ของข้อมูล

           ข้อมูลทุกประเภทของธนาคารต้องเป็นข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง

           4.1 ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลของธนาคาร ในการติดตามการดำเนินงานของธนาคาร และในการตัดสินใจ ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันในการจัดทำข้อมูลให้ถูกต้องโดยบันทึกข้อมูล และจัดทำรายงานอย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

            4.2 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะต้องร่วมมืออย่างเต็มความสามารถกับผู้ตรวจสอบภายในและภายนอกเมื่อได้รับการร้องขอ

 

5. การรักษาความลับของข้อมูล

           5.1 ไม่เปิดเผยข้อมูลของธนาคารที่ยังมิได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ยกเว้นเป็นไปตามกฎหมายหรือได้รับการอนุมัติจากธนาคาร  การรักษาความลับของข้อมูลของธนาคาร  รวมถึงข้อมูลของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ แผนงาน กลยุทธ์ วิธีการดำเนินการและระบบงาน ผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องไม่นำข้อมูลที่ได้ทราบหรือจัดทำขึ้นจากหน้าที่งานในธนาคารไปใช้ในทางอื่น นอกเหนือจากงานที่ตนรับผิดชอบ และจะไม่นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ ส่วนตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ไม่ว่าในขณะที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือพ้นสภาพจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ตาม

           5.2 การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด และห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลใดๆ ของลูกค้าแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการ หรือสื่อใดๆ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล

           5.3 การรักษาความลับของข้อมูลนี้ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและของพนักงานซึ่งหมายความถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และผลประโยชน์ และข้อมูลทางการแพทย์ด้วย  ข้อมูลดังกล่าวจะสามารถเปิดเผยได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้เกี่ยวข้องที่ธนาคารกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ในงานธนาคาร  หรือเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลนี้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวโดยใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง และพึงรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

 

6. การใช้ข้อมูลภายในเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์

           ห้ามผู้ที่รู้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งของตนเอง และ/หรือบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

7. การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

           ยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยจะไม่สนับสนุนหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้ธนาคารเป็นช่องทางหรือเป็นเครื่องมือในการถ่ายเท ปกปิด หรืออำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

8. การต่อต้านการคอร์รัปชั่นและสินบน

           กลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานมีหน้าที่ในการศึกษา และทำความเข้าใจกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบนของธนาคาร และปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

 

9. การพนัน การดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด

           9.1 ห้ามเสพ ครอบครอง ซื้อ ขาย ขนย้าย สิ่งเสพติด หรือสารควบคุม (ยกเว้นยาตามใบสั่งของแพทย์) ไม่ว่าประเภทใดๆ และไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ

           9.2 ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ในงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือการต้อนรับลูกค้าตามระเบียบปฏิบัติของธนาคาร และต้องไม่ดื่มจนมึนเมาหรือขาดสติ

           9.3 ห้ามเล่นการพนันทุกประเภทไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ก็ตาม

 

10. การให้ และการรับของขวัญ ของกำนัล และการเลี้ยงรับรอง

           10.1 ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน จากผู้ประกอบธุรกิจกับธนาคาร รวมทั้งผู้ที่กำลังติดต่อ เพื่อดำเนินธุรกิจกับธนาคาร

           10.2 ต้องไม่เรียกร้องหรือแสดงอากัปกิริยาที่แสดงเจตนาทั้งทางตรงและทางอ้อมว่าต้องการรับเงินและ/หรือทรัพย์สิน และ/หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจในนามธนาคารเว้นแต่ได้รับในโอกาสที่เป็นพิธีการ หรือตามธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นที่ดีงามหรือจารีต ทางการค้า

           10.3 การแลกเปลี่ยนของขวัญ ของกำนัล หรือการเลี้ยงตอบแทนตามประเพณีนิยม เช่น การรับประทานอาหารหรือการเลี้ยงรับรองกับบุคคลอื่น เป็นต้น สามารถทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อรักษาสัมพันธภาพทางธุรกิจ โดยไม่มีการรับและการให้ของขวัญ ของกำนัลในรูปแบบของเงินสด หรือทรัพย์สินสิ่งมีค่าเสมือนเงินสด อาทิเช่น ทอง เพชรนิลจินดา หรือตราสารทางการเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เช่น เช็คของขวัญ เป็นต้น

 

11. ทรัพย์สินขององค์กร

           11.1 ทุกคนมีหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของธนาคารมิให้สูญหาย เสียหาย หรือนำไปใช้ ในทางที่ผิด ความรับผิดชอบนี้ไม่เพียงแค่ครอบคลุมถึงการปฏิบัติตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการต้องใส่ใจที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของการรักษาความปลอดภัย และการตื่นตัวต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ทรัพย์สินของธนาคารเกิดความสูญหาย เสียหาย หรือถูกใช้ในทางที่ผิดด้วย

           11.2 ทรัพย์สินของธนาคารหมายความรวมถึงเงินสด เครื่องมือทางการเงิน ข้อมูลของธนาคารทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมระบบงานคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เอกสาร เครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะ ชื่อธนาคาร เครื่องหมายสัญลักษณ์ของธนาคาร และวัสดุอุปกรณ์

           11.3 ทรัพย์สินทางปัญญาหมายความรวมถึงสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายทางการค้าความลับทางการค้า หรือข้อมูลอื่นใดที่เป็นทรัพย์สินมีค่าของธนาคาร ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องดูแลรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของธนาคารให้พ้นจากการนำไปใช้ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตและต้องเคารพลิขสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้นๆ

 

12. การทำงานอื่นหรือกิจกรรมภายนอก

           12.1 การดำเนินธุรกรรมหรือกิจการส่วนตัวใดๆ  จะต้องแยกออกจากการดำเนินกิจการของธนาคารไม่ใช้ชื่อธนาคารในการดำเนินธุรกรรมส่วนตัว ดำเนินกิจการในระดับที่เหมาะสม (at arm’s  length) หรือเป็นการทำธุรกรรมที่เป็นธรรมเนียมการค้าปกติ เสมือนการทำธุรกรรมกับบุคลลทั่วไปที่มิได้มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ โดยมุ่งประโยชน์ต่อองค์กรเป็นหลัก หลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดกรณีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จะต้องจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้นอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว

           12.2 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ มีความระมัดระวัง และความถูกต้อง/ซื่อสัตย์สุจริตรวมทั้งการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ข้อบังคับ นโยบายและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ธนาคารกำหนด

           12.3 ผู้บริหารหรือพนักงานต้องไม่เป็นพนักงานขององค์กรอื่นที่ไม่ใช่องค์กรในกลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือทำกิจกรรมภายนอกอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

           12.4 ผู้บริหารหรือพนักงานที่จะไปเป็นกรรมการ คณะทำงาน ที่ปรึกษา วิทยากร หรือทำกิจกรรมภายนอกให้กับบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่องค์กรในกลุ่มธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากผู้มีอำนาจอนุมัติที่ธนาคารกำหนด

 

13. การคุกคาม

           ยึดมั่นในการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพโดยปราศจากการคุกคามใดๆ เช่น  การคุกคามทางวาจา การคุกคามทางกาย การคุกคามทางเพศ การคุกคามทางข้อความ รูปภาพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

 

14. Whistleblower

           ธนาคารมีช่องทาง Whistleblower ให้พนักงานสามารถร้องเรียนให้ข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการทุจริต  คอร์รัปชั่น รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ กฎระเบียบ จรรยาบรรณ เพื่อความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

  • E-mail Address : whistleblower@scb.co.th
  • โทรศัพท์สายตรง 02-544-2000
  • ตู้ไปรษณีย์ 177 ปณศ.จตุจักร 10900

           ผู้รายงาน ผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือสามารถเลือกที่จะไม่เปิดเผยตนเองได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยนั้นจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรือเกิดผลกระทบในทางลบใดๆ

           ธนาคารถือว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ จะเปิดเผยเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบในทางลบของผู้รายงาน แหล่งที่มาของข้อมูลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนหรือหาข้อเท็จจริงมีหน้าที่ในการรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลอย่างเคร่งครัด ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือมีการกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ร้องเรียน หรือผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ที่เป็นพยาน ถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและอาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้

 

15. บทสรุป

           ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม ถือเป็นหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคารและในขณะเดียวกัน ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่เป็นเลิศ   ความมุ่งมั่นดังกล่าวต้องเป็นส่วนหนึ่งของพนักงานทุกคน และแสดงออกอย่างชัดเจน ทั้งโดยวาจา การกระทำ และการวางตัว การแสดงออกด้วยความเคารพ ความนอบน้อม สุภาพ จริงใจ ใส่ใจ และด้วยความกระตือรือร้น จะต้องปรากฏชัดเจน  ในการติดต่อกับลูกค้าและบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการต่อหน้า การพูดคุยทางโทรศัพท์หรือ การติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ตาม

           วัฒนธรรมการให้บริการที่เป็นเลิศนี้ จะเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืนและยาวนานก็ต่อเมื่อพนักงานทุกคนปฏิบัติต่อกันเช่นนั้นด้วยความกระตือรือร้น ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ การ   ทำงานร่วมกันเป็นทีม และความพร้อมตอบสนอง เป็นคุณลักษณะที่พนักงานพึงเรียนรู้จากกันและกัน

           การปฏิบัติตามจรรยาบรรณจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ การดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจของธนาคารอย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า ผู้ถือหุ้น  พนักงาน และสังคมในที่สุด

จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB

Untitled Document

อุดมการณ์และจรรยาบรรณ SCB

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ 1 ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับความมุ่งมั่นในการดูแล ส่งเสริม สนับสนุนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ความสมดุลของสังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจให้เติบโตควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน

 

ธนาคารไทยพาณิชย์มีเจตนารมณ์ ที่จะส่งเสริมหลักการนี้ไปยังคู่ธุรกิจ2  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ร่วมนำหลักการและแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ เพื่อการขยายผลออกสู่สังคม และเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้จัดทำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB (SCB Supplier Code of Conduct)” ขึ้นเพื่อให้คู่ธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์นำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อไป โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนให้คู่ธุรกิจดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพ ดูแลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ดูแลด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งติดตามการนำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB” ไปปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ กรณีที่คู่ธุรกิจปฏิบัติไม่สอดคล้องกับ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB” ธนาคารไทยพาณิชย์ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการใดๆ กับคู่ธุรกิจ โดยพิจารณาจากผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

               1 ธนาคารไทยพาณิชย์ หมายถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกิจการในเครือทั้งหมดของธนาคารทั้งภายในและต่างประเทศ

              2 คู่ค้าธุรกิจ หมายถึง ผู้ขายสินค้า ผู้รับจ้าง และ/หรือ ผู้ให้บริการ แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงกิจการในเครือทั้งหมด และผู้รับจ้างช่วงของผู้ขายสินค้า ผู้รับจ้าง และ/หรือ ผู้ให้บริการดังกล่าว

 

1. จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics)    

  • ความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ

    ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส มีจริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ไม่กระทำการใดๆ อันเป็นวิธีที่ทุจริต คอร์รัปชั่น ติดสินบนด้วยการให้ เสนอว่าจะให้หรือรับว่าให้เงิน ทรัพย์สิน สิ่งของ หรือ ผลประโยชน์อื่นใด รวมถึงการทำให้ได้เปรียบผู้อื่น เพื่อจูงใจให้ตนเอง หรือ บุคคลอื่นใดได้รับผลประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม

  • ความเป็นธรรม  

    ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ที่ให้ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม ให้ความเคารพต่อผลประโยชน์ของบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ด้วย และไม่ปฏิบัติตนในลักษณะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

  • การเปิดเผยข้อมูล

    เปิดเผยข้อมูลของตนอย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

  • การรักษาความลับ 

    ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับของธนาคาร ไม่เปิดเผยหรือนำข้อมูลที่เป็นความลับของธนาคาร ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องของคู่ธุรกิจไปใช้ และ/หรือ แสวงหาประโยชน์ เพื่อตนเองหรือบุคคลใดโดยไม่ได้รับการยินยอม รวมถึงอนุญาตให้มีการใช้ข้อมูลที่เป็นความลับไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ที่ขัดต่อกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับหรือคำสั่งของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

  • สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

    เคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของธนาคารและผู้อื่น และระมัดระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิดังกล่าว

 

2. แรงงานและสิทธิมนุษยชน (Labor & Human Rights)

  • การไม่เลือกปฏิบัติ 

    คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกัน และความเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้าง เพราะความแตกต่างทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส ผู้มีครรภ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ผู้พิการหรือเรื่องอื่นใด


  • การคุ้มครองแรงงาน
    - ไม่จ้างแรงงานเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด
    -  ไม่ให้ลูกจ้างหญิงทำงานในลักษณะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย
        ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ ต้องจัดให้ได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
    - การจ้างแรงงานต่างด้าว ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนดอย่างถูกต้องครบถ้วน
    - การเลิกจ้าง ต้องดำเนินการเลิกจ้างในแต่ละขั้นตอนกฎหมายแรงงาน และต้องไม่เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

  • การไม่บังคับใช้แรงงาน

    ไม่ใช้หรือได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานที่ถูกบังคับ ไม่เต็มใจ หรือ ในลักษณะที่เป็นแรงงานทาส ซึ่งรวมถึงการลงโทษทางกาย การขู่เข็ญ การกักขัง การข่มขู่คุกคาม การล่วงละเมิด การค้ามนุษย์ หรือการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดๆ

  • ค่าจ้างและผลประโยชน์

    ดำเนินการจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด รวมถึงดำเนินการตามสิทธิและผลประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม ไม่ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างต้องได้รับตรงตามกำหนดเวลา

  • ระยะเวลาการทำงาน

    ไม่ให้ลูกจ้างทำงานเป็นเวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ในการทำงานล่วงเวลาหรือในวันหยุด ต้องเป็นความสมัครใจของลูกจ้าง รวมทั้งต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุด วันลา ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

 

3. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health & Safety)

  • ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 

    จัดให้มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้เกี่ยวข้อง โดยจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดและควบคุมความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน การขนส่ง การบริการ ตลอดจนมีแนวทางในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อลดความสูญเสีย

  • อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 

    จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้กับลูกจ้างที่สอดคล้องตามความเสี่ยงอย่างเพียงพอ พร้อมใช้งาน และควบคุมให้เกิดการใช้งาน

 

4. สิ่งแวดล้อม (Environment)

ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำเนินงานด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษาสภาพแวดล้อม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง ดังนี้

  • การลดปริมาณการใช้ (Reduce)
  • การนำกลับมาใช้ซ้ำ / การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse/ Recycle)
  • การสร้างทดแทน (Replenish)

 

5. กฎหมายและข้อกำหนด (Laws & Regulations)

                ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

 

บทบาทหน้าที่เลขานุการบริษัท

เลขานุการธนาคาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

คณะกรรมการธนาคารได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 1 คน ได้แก่ นางศิริบรรจง อุทโยภาศ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการบริษัท เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับ การประชุมของคณะกรรมการธนาคาร และการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งสนับสนุนให้การกำกับดูแลกิจการเป็นไปตามมาตรฐานบรรษัทภิบาลที่ดี

 

• คุณสมบัติ

  1. ต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานในหลักการของกฎหมายและกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ การจัดหาความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย เป็นส่วนที่จะส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้น
  2. ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และข้อพึงปฏิบัติที่ดีในเรื่องการกำกับดูแลกิจการ
  3. ความรู้ในธุรกิจประเภทต่างๆ ของธนาคาร และความสามารถในการสื่อสารที่ดี เป็นคุณสมบัติเสริมที่ช่วยให้การทำหน้าที่เลขานุการธนาคารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

• หน้าที่ความรับผิดชอบ

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของเลขานุการธนาคาร คือการสนับสนุนงานของคณะกรรมการในด้านที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ สำหรับหน้าที่ รับผิดชอบโดยเฉพาะของเลขานุการธนาคารรวมถึงหน้าที่ ดังต่อไปนี้

  1. จัดการเรื่องการประชุมคณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารที่เกี่ยวข้อง และการประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับของธนาคาร และกฎบัตรของคณะกรรมการแต่ละชุด และข้อพึงปฏิบัติที่ดี (Best Practices)
  2. แจ้งมติและนโยบายของคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องและติดตามการปฏิบัติตามมติและนโยบายดังกล่าวผ่านกรรมการผู้จัดการใหญ่
  3. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเบื้องต้นแก่คณะกรรมการธนาคาร และคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคาร ในประเด็นกฎหมายระเบียบปฏิบัติ และข้อพึงปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการ
  4. ดูแลให้หน่วยงานเลขานุการธนาคารเป็นศูนย์กลางของข้อมูลองค์กร (Corporate Records) อาทิ หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล บริคณห์ สนธิ ข้อบังคับทะเบียนผู้ถือหุ้น และใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ
  5. ดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลและรายงานสารสนเทศในส่วนที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานกำกับ ดูแลโดยเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบและนโยบายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของธนาคาร
  6. ติดต่อและสื่อสารกับผู้ถือหุ้นทั่วไป ให้ได้รับทราบสิทธิต่างๆ ของผู้ถือหุ้น และข่าวสารของธนาคาร
  7. ให้ข่าวสารและข้อมูลแก่กรรมการ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของธนาคาร เพื่อประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ
  8. จัดให้มีการให้คำแนะนำแก่กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่
  9. เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานด้านธุรการของคณะกรรมการ อาทิ จัดการให้กรรมการได้รับหนังสือรับผิดรับใช้ และการประกันภัยความรับผิดชอบของกรรมการ

รายงานการกำกับดูแลกิจการ