The Most Admired Bank

“เป้าหมายของธนาคารไม่ใช่เรื่องของการมีรายได้สูงสุด หรือมาร์เก็ต แคปปิตอลสูงสุด แต่เป็นเรื่องของการปักธงที่จะเป็น "ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด" (The Most Admired Bank) ทั้งรูปแบบที่มีขีดความสามารถและการเป็นองค์กรที่มีความสมดุลแม้ว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา หรือกฎกติกา กฎระเบียบมีการเปลี่ยนแปลงภายใต้โลกที่มีความผันผวน องค์กรธนาคารไทยพาณิชย์จะต้องเป็นองค์กรที่กระฉับกระเฉงและแข็งแรงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี”

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา

กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

 

 

มุ่งสู่การเป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด


ด้วยความเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะช่วยส่งเสริมให้ธนาคารประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ธนาคารจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานของธนาคารในทุกมิติ ทั้งการตัดสินใจเชิงนโยบาย การกำหนดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ การบริหารจัดการความเสี่ยงควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ความรู้ภายในองค์กร และปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนกระตุ้นและส่งเสริมให้พนักงานนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติงานทุกขั้นตอน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของธนาคารให้สอดคล้องกับคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดและหลักปฏิบัติที่นำไปสู่ความเป็นองค์กรที่ยั่งยืนในที่สุด

 

โดยริเริ่มตั้งแต่ปี 2559 ธนาคารได้ยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ด้วยการผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการดำเนินธุรกิจของธนาคารเพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” อีกทั้งได้ริเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กร (SCB Transformation)ซึ่งเป็นการปรับยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ของธนาคาร โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงรากฐานขององค์กร (Foundation Transformation) ร่วมกับการปรับเปลี่ยนด้านธุรกิจ (Business Transformation) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถโดยรวมของธนาคาร เพื่อให้สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินงานของธนาคารเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

ขณะเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์มีเจตนารมณ์ที่จะร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาติ โดยธนาคารเล็งเห็นว่าเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ธนาคารยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธนาคาร ซึ่งธนาคารจะพิจารณาสนับสนุนเป้าหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของธนาคารตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม

การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย

ธนาคารให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล และความโปร่งใสบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งมอบคุณค่าระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งนี้การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืนอย่างแท้จริง ธนาคารจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างชัดเจนในจรรยาบรรณของธนาคารและมุ่งส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางและการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบความคาดหวังมุมมอง และข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของธนาคาร รวมถึงเป็นโอกาสที่ธนาคารจะได้สื่อสารเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบอย่างทั่วถึง โดยธนาคารได้นำข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ได้รับไปประกอบการพิจารณา ตลอดจนเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติอย่างครบถ้วน

การประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ

ธนาคารได้ดำเนินการระบุและจัดลำดับประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อธนาคารเป็นประจำทุกปี โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก อาทิ ทิศทางและยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ ประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสนใจ ประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญ ในบริบทของความยั่งยืนของภาคการธนาคาร ตลอดจนแนวโน้มการพัฒนาด้านความยั่งยืนทั่วโลก ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกนำเสนอและขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดการเป็นประจำทุกปี

การประเมินผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ

ธนาคารให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจถึงผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มผ่านการประเมินมูลค่าผลลัพธ์ (Impact Valuation) ที่ครอบคลุมถึงผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจของธนาคารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงจากการดำเนินธุรกิจ (Externalities) ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ และการประเมินมูลค่าที่แท้จริงในรูปตัวเงินเป็นปีแรก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญในการประเมินมูลค่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย โอกาสในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในอนาคต การขยายฐานลูกค้าใหม่ การสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุนทางการเงิน การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของธนาคาร และการเปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส เป็นต้น

ในปี 2560 ธนาคารได้คัดเลือกโปรแกรมดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อเป็นโปรแกรมนำร่องในการประเมินมูลค่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาจากความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ธนาคารจะประเมินการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการบนดิจิทัลแพลตฟอร์มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ธนาคารยังประเมินผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล โดยใช้รายการตรวจสอบการประเมินตนเองด้านทุนสิ่งแวดล้อมและทุนสังคม (The Natural Capital and Social Capital Protocols) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเป็นแนวทางในการประเมิน รวมถึงผลการประเมินมาประกอบการวางแนวทางการดำเนินธุรกิจและการขยายฐานลูกค้าของธนาคาร

The Most Sustainable Return Company

The Most Preferred Partner

เป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อคุณ

ยุทธศาสตร์สู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้ง

ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทั้งในการดำเนินธุรกิจ ธนาคารจึงเดินหน้าปรับโฉมสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี และสามารถตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด อีกทั้งรับรองว่าการให้บริการในรูปแบบดิจิทัลของธนาคารจะคงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

 

ผลิตภัณฑ์และการบริการ

ในปี 2560 ธนาคารยกระดับแพลตฟอร์มการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน SCB Easy เพื่อก้าวสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้ง อย่างเต็มรูปแบบ เน้นความปลอดภัย รวดเร็ว และสามารถรองรับการขยายตัวของผู้ใช้ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อผู้ใช้งานในยุคดิจิทัล โดยได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้าให้เป็นมากกว่าการทำธุรกรรมผ่านมือถือ เช่น การกดเอทีเอ็มโดยไม่ต้องใช้บัตร (Cardless ATM) การมอบสิทธิพิเศษและส่วนลด (Easy Bonus) บริการเรียกเก็บเงิน (Request Money) ผ่านเบอร์โทรหรือหมายเลขบัตรประชาชน

พร้อมกันนี้ธนาคารได้พัฒนาแอปพลิเคชัน iPlan ซึ่งเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้พนักงานมีความคล่องตัวในการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า และแนะนำผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เหมาะสมกับความต้องการได้อย่างตรงจุด โดยลูกค้าจะรับทราบข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในรูปแบบที่เข้าใจง่ายแสดงผลให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆของผลิตภัณฑ์ที่สนใจได้อย่างสะดวกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาในการจัดการเอกสาร เช่น ขั้นตอนในการกรอกเอกสาร เอกสารประกอบการสมัครไม่ครบ ความล่าช้าในการจัดส่งเอกสาร หรือเอกสารสูญหายอีกด้วย

 

สำหรับลูกค้าธุรกิจ ธนาคารพัฒนาแอปพลิเคชัน SCB BizNet สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถอนุมัติธุรกรรมทางการเงินของบริษัทและตรวจสอบยอดเงินโทรศัพท์ได้รวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมงบนมือถือสมาร์ทโฟน ด้วยรหัสผู้ใช้งานเดิมของบริการ SCB Business Net ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม และมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมปลอดภัยด้วยระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสูง

การสนับสนุนสังคมไร้เงินสด

ธนาคารมุ่งส่งเสริมให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมใช้เงินสดเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สร้างความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ตลอดจนเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงิน โดยในปี 2560 ธนาคารได้ยกระดับดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่เพื่อให้ระบบมีเสถียรภาพ ปลอดภัย สามารถรองรับการเติบโตของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ภายใต้ชื่อ SCB Easy Pay – แม่มณี Money Solution เพื่อสร้างความคุ้นเคยและการจดจำในการชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ดของธนาคารในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งที่เป็นกลุ่มร้านค้าและผู้ใช้งาน พร้อมนำ เสนอจุดเด่นด้วยระบบแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายโดยไม่มีค่าธรรมเนียมผ่าน SCB Connect บนแอปพลิเคชันไลน์ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทย

การสร้างประสบการณ์ประทับใจเพื่อความผูกพัน

ยุทธศาสตร์การดูแลลูกค้า

ด้วยตระหนักถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของธนาคารและการเข้ามาของเทคโนโลยี ในปัจจุบันที่ผลักดันให้ธนาคารจึงเป็นจะต้องเป็นมากกว่าผู้ให้บริการทางการเงิน ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การให้บริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด มุ่งเน้นการความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้บริหารจัดการข้อมูลร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเติบโตสู่ความมั่งคั่งได้อย่างเต็มศักยภาพ

ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจรที่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างเหมาะสม ธนาคารจึงแบ่งประเภทกลุ่มลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้า Corporate Segment กลุ่มลูกค้า SME และกลุ่มลูกค้าบุคคลและลูกค้า Wealth เพื่อส่งมอบบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม โดยมียุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการดังนี้

การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า

ธนาคารดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย อาทิ TRI*M Index และ Net Promoter Score (NPS) สำหรับวัดความพึงพอใจของลูกค้าต่อธนาคารไทยพาณิชย์ในภาพรวมและการใช้บริการที่เครือข่ายสาขา เครื่องมือ eQ index สำหรับวัดวัดความพึงพอใจต่อการใช้บริการศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) โดยธนาคารได้ขยายขอบเขตการสำรวจให้ครอบคลุมการใช้บริการผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อนำผลการสำรวจมาใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการของธนาคารในทุกมิติ

The Most Caring Employer

การบริหารจัดการบุคลากร

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบุคลากร

ท่ามกลางบริบทการดำเนินธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและทักษะรอบด้านจะเป็นกำลังสำคัญให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน ธนาคารจึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทุกระดับ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาพนักงาน สร้างการเรียนรู้ภายใต้แผนการพัฒนาที่ครอบคลุม สนับสนุนการหมุนเวียนงานภายในองค์กรเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะใหม่ๆ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อสรรหาบุคลากรในการเข้าร่วมงานกับธนาคาร อีกทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้ฝึกฝนทักษะและประยุกต์ใช้ความรู้ความสามารถของตนในการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมผ่านการร่วมโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร

 

 

การพัฒนาศักยภาพบุคลากร

การเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ของพนักงาน

ด้วยตระหนักถึงความจำเป็นของการพัฒนาความสามารถของบุคลากรทุกระดับ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เสริมให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2560 ธนาคารจึงเดินหน้ายกระดับโครงการพัฒนาศักยภาพและการเรียนรู้ (Learning and Development Programs) ด้วยการจัดตั้งหน่วยงาน SCB Academy ขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะและศักยภาพของพนักงานทุกระดับ ทั้งในระดับผู้บริหารระดับสูง (Executive) ผู้จัดการ (Manager) พนักงานบริหารและเจ้าหน้าที่ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตรงกับลูกค้าและหน่วยงานสนับสนุน  โดยนำเสนอหลักสูตรการพัฒนาความรู้พื้นฐานด้านการเงินการธนาคารรอบด้าน ทักษะที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่งานประจำ วุฒิภาวะการเป็นผู้นำ ตลอดจนทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในธุรกิจการเงินการธนาคารในอนาคต 

 

สำหรับผู้บริหารระดับสูง ธนาคารนำเสนอหลักสูตรพัฒนาศักยภาพ อาทิ Talent Acceleration Program (TAP) ที่ธนาคารร่วมมือกับ International Institute of Management Development (IMD) ซึ่งเป็นสถาบันธุรกิจชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการอบรมให้ความรู้แก่ผู้บริหาร ในการออกแบบหลักสูตรพัฒนา และมอบหมายโครงการให้ผู้บริหารระดับสูงได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยมีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่ท้าทาย เพื่อให้ผู้บริหารสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้เต็มที่ พร้อมกันนี้ผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมเป็นผู้นำและบุคคลต้นแบบในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านโครงการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่มุ่งสื่อสาร พัฒนาคุณลักษณะ และส่งผ่านคุณสมบัติดังกล่าวลงไปสู่พนักงานทุกระดับ   

 

สำหรับผู้จัดการ ธนาคารมุ่งพัฒนาศักยภาพทางด้านการเป็นโค้ชที่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะทั้งในด้านการบริหารจัดการ เช่น ภาวะความเป็นผู้นำ การคิดเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม เป็นต้น ควบคู่กับความรู้ที่สำคัญในธุรกิจการธนาคารในอนาคต อาทิ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ให้แก่เพื่อนร่วมงานและพนักงานใต้บังคับบัญชาได้อย่างชัดเจนและทั่วถึง

 

สำหรับพนักงานบริหารและเจ้าหน้าที่ ธนาคารมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการเงินการธนาคารที่รอบด้าน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อาทิ ทักษะการขาย การให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีในธุรกิจการธนาคาร  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ความมั่นใจและความพร้อมให้แก่พนักงานในการหมุนเวียนงานและการเติบโตไปกับธนาคารไทยพาณิชย์

การรักษาและดึงดูดพนักงาน

ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงานและสนับสนุนการหมุนเวียนงานของภายในองค์กร ธนาคารยังคงเดินหน้าสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำของประเทศ เพื่อเข้าถึงและเข้าใจความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อองค์กรที่อยากร่วมงานด้วย ตลอดจนเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาเพื่อเข้าสู่การทำงานหลังจบการศึกษาด้วยในขณะเดียวกัน ทั้งนี้ ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ช่วยเสริมให้ธนาคารสามารถออกแบบและดำเนินโครงการด้านการสรรหาบุคคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการเชิงทรัพยากรบุคคลขององค์กรอย่างแท้จริง

การส่งเสริมการหมุนเวียนงานภายในองค์กร

ธนาคารให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสเพื่อการเติบโตในหน้าที่การงานของพนักงานทุกระดับ โดยมีนโยบายสนับสนุนการหมุนเวียนงานภายในองค์กร (Internal Rotation) เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสเรียนรู้และสร้างทักษะใหม่ๆ ข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นการสร้างความรอบรู้และความสามารถของพนักงานให้สามารถปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งยังช่วยให้ธนาคารสามารถเตรียมอัตรากำลังคนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เชิงธุรกิจของธนาคารในอนาคต (Strategic Workforce Planning) และเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมเติบโตไปกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อให้การหมุนเวียนและเคลื่อนย้ายพนักงานเป็นอย่างไปอย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารได้ดำ เนินการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคลทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยนำโมเดลคำนวณกำลังคนตามแรงขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของแต่ละหน่วยงาน (Key Manpower Driver) เช่น ยอดขายธุรกิจปริมาณการทำรายการ จำนวนลูกค้า มาปรับใช้ซึ่งทำให้หน่วยงานทราบว่ามีกำลังคนเพียงพอกับปริมาณงานหรือไม่ ตลอดจนสามารถวางแผนทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

 

การสื่อสารและเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานในการหมุนเวียนงานถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ธนาคารได้วางแนวทางและกระบวนการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน โดยธนาคารจะทำการทดสอบเบื้องต้นเพื่อคัดเลือกพนักงานที่มีศักยภาพเหมาะสมกับตำแหน่งงาน นำเสนอหลักสูตรฝึกอบรมที่จำเป็นและเกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากนั้นพนักงานจะได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งงานก่อนที่จะถูกเวียนย้ายถาวร ทั้งนี้ เมื่อพนักงานได้หมุนเวียนงานในตำแหน่งที่ต้องการแล้ว ธนาคารจะยังดำเนินการติดตามและนนำเสนอหลักสูตรอบรมที่จำเป็นเพิ่มเติมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

 

การสนับสนุนความหลากหลายภายในองค์กร

ธนาคารให้ความสำคัญต่อการเคารพในหลักสิทธิแรงงานและการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรมโดยไม่แบ่งแยกเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา โดยกำหนดหลักปฏิบัติดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในจรรยาบรรณธนาคาร พร้อมทั้งสื่อสารให้พนักงานทุกคนรับทราบและปฏิบัติต่อกันด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียม นอกจากนี้ยังให้อิสระแก่พนักงานในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานธนาคารที่ประกอบไปด้วย 3 กลุ่มสหภาพ ทั้งสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาพนักงานบริหาร สหภาพแรงงานพนักงานทั่วไป และสหภาพแรงงานพนักงานบริการ ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างธนาคารกับพนักงาน โดยมีเจตนารมณ์ที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ของสมาชิกและพนักงาน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

ธนาคารใส่ใจดูแลพนักงานทุกคนเสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยให้การดูแลเอาใจใส่พนักงานให้มีความสุขในการทำงาน มีสถานที่ทำงานที่เอื้อต่อการสร้างพลังและแรงบันดาลใจในการทำงาน มีดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน รวมถึงมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายซึ่งพนักงานสามารถเสนอข้อคิดเห็น ข้อแนะนำต่างๆ ซึ่งธนาคารได้นำมาพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงานทุกระดับ เช่น การปรับปรุงพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อน ณ อาคารสำนักงานใหญ่และเครือข่ายสาขา การยืดหยุ่นเวลาเข้าทำงาน การจัดสวัสดิการที่นอกเหนือจากที่กฏหมายกำหนด เช่น การอนุญาตให้พนักงานหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้เป็นเวลาสามเดือน โดยไม่หักค่าตอบแทน พนักชายสามารถลาหยุดเพื่อดูแลภรรยาหลังลอดบุตรได้เป็นเวลา 5 วัน โดยไม่หักค่าตอบแทน รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสในการทำความรู้จักกันของพนักงานจากต่างหน่วยงาน ถือเป็นการพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างพนักงานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การวัดระดับสุขภาพองค์กร

แม้ว่าธนาคารได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพ ตลอดจนการสร้างทัศคติเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงจากการหมุนเวียนงานและการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งธนาคารได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิผลของการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้ธนาคารสามารถก้าวสู่การเป็นองค์กรที่พนักงานอยากร่วมงานด้วยอย่างแท้จริงได้ ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงได้ทำการประเมินประสิทธิผลการดำเนินงานสะท้อนผ่านดัชนี Organizational Health Index (OHI) โดยพิจารณาในเชิงของ ‘สุขภาพองค์กร’ เพื่อวัดความแข็งแรงของธนาคารทั้งในการดำเนินงานปัจจุบันและการมีความพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคต โดยธนาคารได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ดำเนินการประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นกลางและปราศจากอคติใดๆ 

การส่งเสริมการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีและปลอดภัยถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปฏิบัติตามมาตรการการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงานผู้รับเหมา และคู่ธุรกิจให้สอดคล้องตามที่กฎหมายมาตรฐานสากลกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน ลูกค้า บุคคลภายนอกที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ธนาคาร ตลอดจนชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของธนาคาร

ในปี 2560 ธนาคารทบทวนและประกาศใช้นโยบายการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานฉบับล่าสุด ซึ่งกำหนดให้ความปลอดภัยเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญของพนักงานทุกคน รวมถึงการปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสื่อสารนโยบายและแนวทางปฏิบัติดังกล่าวไปยังเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่การตรวจสอบความปลอดภัยในที่ทำงานให้กับพนักงานประจำสาขาของธนาคาร (Safety Self-Assessment) โดยมีหน่วยงานบริหารความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยของธนาคารรับผิดชอบในการให้คำปรึกษา ติดตามผลการตรวจสอบ ตลอดจนดูแลการปรับปรุงพื้นที่ทำงานให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายหลักคือ พนักงานทุกคนจะต้องมาทำงานและกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคน ทุกพื้นที่การทำงาน ทุกวัน

ธนาคารถือว่าความปลอดภัยเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานทุกคน โดยพนักงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ธนาคารจึงให้ความสำคัญต่อการสร้างความรู้ความเข้าใจของพนักงาน ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในรูปแบบออนไลน์เพื่อความสะดวกและเข้าถึงง่าย โดยกำหนดเป็นหลักสูตรพื้นฐานที่พนักงานทุกคนต้องได้รับการอบรมก่อนครบระยะทดลองงาน รวมทั้งจัดให้มีโครงการส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับพนักงานผ่านการสื่อสารหลากหลายรูปแบบทั้งนี้ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายให้พนักงานใหม่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมฝึกอบรมด้านความปลอดภัย

The Most Responsible Corporate Citizen

ธนาคารเพื่อความยั่งยืน

นโยบายด้านการให้สินเชื่อสำหรับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

ในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ (Major Capital Project) เช่น โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างอาชีพและธุรกิจใหม่ อันส่งผลให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต ขณะเดียวกันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทางอ้อมหากขดการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่มีการประเมินผลกระทบรอบด้าน ซึ่งครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ในปี 2560 ธนาคารได้ริเริ่มแนวคิดที่จะยกระดับการดำเนินงานด้านการพิจารณาสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) โดยนำแนวปฎิบัติสำหรับการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับสากล อาทิ หลักการอีเควเตอร์ (Equator Principles) และแนวปฏิบัติของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporate: IFC) เป็นต้น มาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมสำหรับการพิจารณาสินเชื่อโครงการ (Project Finance) ทั้งนี้ ในปี 2561 ธนาคารมีแผนที่จะทำการทบทวนและปรับปรุงแนวนโยบายสินเชื่อ (Credit Policy Guides) ของธนาคาร โดยระบุประเภทของสินเชื่อที่ธนาคารจะไม่สนับสนุน (Exclusion List) และกำหนดแนวปฏิบัติในการพิจารณาให้สินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ (Sector Specific Guides) ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่า โครงการที่ธนาคารมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางการเงินมีแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบเชิงลบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

 

ด้วยความตระหนักถึงบทบาทสำคัญของสถาบันการเงินในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวนโยบายของภาครัฐในการให้การสนับสนุนเงินลงทุนแก่ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ธนาคารจึงมุ่งพัฒนาโครงการสินเชื่อ และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสนับสนุนสินเชื่อแก่ธุรกิจพลังงานทางเลือก สินเชื่อโครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สินเชื่อเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อย SME เป็นต้น 

 

การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

ธนาคารจัดตั้งคณะทำงานด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นประธาน ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดทิศทาง ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงานด้านดังกล่าว ภายใต้โครงการบริหารจัดการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายในการลดความความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (energy intensity) ในด้านการใช้พลังงาน การใช้น้ำ การกำจัดของเสีย และการเดินทางภายในประเทศ อยู่ที่ร้อยละ 10 ภายในปี 2023 ซึ่งธนาคารดำเนินการติดตามผลการดำเนินงานด้านดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือน 

 

ธนาคารไทยพาณิชย์บริหารจัดการการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) โดยจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลด้านดังกล่าว จัดตั้งเป้าหมาย รายงาน ตลอดจนว่าจ้างที่ปรึกษาจากหน่วยงานภายนอกในการรับรองความเชื่อมั่นของข้อมูล ธนาคารเดินหน้าพัฒนาแนวทางการดำเนินงานในชิงขอบข่ายของข้อมูล ความสอดคล้อง ตลอดจนริเริ่มจัดเก็บข้อมูลโดยใปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

 

การบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กร

 

ธนาคารมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งการอนุรักษ์พลังงาน การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การลดปริมาณการใช้กระดาษ และการสร้างจิตสำนึกการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าให้กับพนักงานผ่านกิจกรรมการรณรงค์และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังผนวกแนวคิดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน 

 

โดยในปี 2560 ธนาคารเริ่มปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการรณรงค์การใช้กระดาษอย่างคุ้มค่า โดยตั้งเป้าหมายที่ร้อยละ 50 ของกระบวนการทำงานปัจจุบันจะต้องถูกปรับเข้าสู่ระบบดิจิทัลภายในปี 2562 ซึ่งเป็นการช่วยลดทั้งการใช้ทรัพยากรและระยะเวลาในการดำเนินงาน และเสริมให้ธนาคารสามารถเดินหน้าสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกันนี้ธนาคารมุ่งปรับทัศนคติและพฤติกรรมของทั้งพนักงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่าในการดำเนินธุรกิจให้ตระหนักถึงผลของการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

 

 

การดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ

ด้วยการดำเนินธุรกิจของธนาคารเกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับคู่ธุรกิจจำนวนมาก ครอบคลุมงานจัดซื้อทั่วไป งานจัดซื้อเทคโนโลยีสารสนเทศ และงานด้านบริหารอาคาร เพื่อเอื้อให้การดำเนินงานของธนาคารเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ธนาคารจึงให้ความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการปฏิบัติของธุรกิจโดยธนาคารได้ประกาศใช้จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ (SCB Supplier Code of Conduct) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติและสนับสนุนให้คู่ธุรกิจดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพ ดูแลด้านแรงงานและ สิทธิมนุษยชน ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ธนาคารได้ดำเนินการสื่อสารแนวปฏิบัติดังกล่าวให้คู่ธุรกิจรับทราบผ่านกิจกรรม Vendor Communication Day ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และกำหนดให้คู่ธุรกิจทุกรายจะต้องลงนามรับทราบตลอดจนนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยธนาคารจะดำเนินการติดตามและประเมินความสอดคล้องของการปฏิบัติงานของคู่ธุรกิจตามจรรยาบรรณ และธนาคารจะสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการใดๆ กับคู่ธุรกิจโดยพิจารณาจากผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น ท่านสามารถศึกษารายละเอียดของจรรยาบรรณคู่ธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่ จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ SCB

 

การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธนาคารพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวของอุปสงค์สีเขียว (Green Demand) แก่ตลาดโดยรวม โดยสนับสนุนให้ผู้ผลิตมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าหรือบริการของตนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามนโยบายของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2560 ธนาคารได้สื่อสารทิศทางและเจตนารมณ์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวให้แก่คู่ค้าทางธุรกิจรับทราบ เพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคตต่อไป

 

การสร้างรากฐานทางสังคมที่แข็งแกร่ง

การเสริมสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตของชุมชนและสังคม

ตั้งแต่เริ่มมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำหนดนโยบาย วางกรอบการดำเนินงาน จัดสรรทรัพยากรและงบประมาณด้านกิจกรรมเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนและสังคม โดยมีหน่วยงานกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมและมูลนิธิสยามกัมมาจลร่วมขับเคลื่อน ให้แต่ละกิจกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อยอดขยายผลได้ในระยะยาว และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างแท้จริง เพื่อให้บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ของธนาคารในการเป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด (The Most Admired Bank)

สำหรับแนวทางหลักในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารประกอบด้วย การพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นกิจกรรมหรือโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม การพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่เยาวชน เพื่อให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ กิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารนอกจากจะมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมแล้วยังช่วยปลูกสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม การมีจิตอาสา และจิตสาธารณะแก่พนักงานซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆในอนาคต

แนวทางการดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารยังสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) 4 เป้าหมาย อันได้แก่ เป้าหมายที่ 1 เป้าหมายที่ 4 เป้าหมายที่ 7 และ เป้าหมายที่ 8 ตลอดจนสอดคล้องกับการดำเนินงานของธนาคารที่มุ่งสู่การการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือ The Most responsible Corporate Citizen โดยธนาคารได้มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ และติดตามผลการดำเนินงานว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดขยายผลได้แค่ไหน และได้มีการจัดทำรายงานให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนากิจกรรมต่างๆ ให้สร้างประโยชน์สู่สังคมได้อย่างกว้างขวางยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและการเสริมสร้างวินัยทางการเงินที่ดี

การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง
ธนาคารให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ผ่านการให้บริการในช่องทางที่หลากหลายครอบคลุมทั้งรูปแบบสาขาและดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น ตู้เอทีเอ็ม เครื่องฝากเงินอัตโนมัติ เครื่องทำธุรกรรมด้านการเงินแบบอัตโนมัติ แอปพลิเคชัน SCB Easy เว็บไซต์ SCB Easy Net  ควบคู่ไปกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 (2559 – 2663) ของธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งธนาคารยังให้การสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย โดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและขั้นตอนการให้สินเชื่อให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการประกอบอาชีพและลดปัญหาการกู้ยืมหนี้นอกระบบ นอกจากนี้ธนาคารยังร่วมมือกับผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet หรือ e-Money) ที่ไม่ใช่ธุรกิจธนาคารเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและเพิ่มทางเลือกให้กลุ่มคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือไม่มีบัตรเครดิตได้ใช้บริการการทำธุรกรรมบนออนไลน์แพลตฟอร์ม เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ การชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง

การเสริมสร้างวินัยทางการเงินที่ดี
ธนาคารมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มและผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจทางการเงิน ตลอดจนมีทักษะในการบริหารจัดการทางการเงินที่ดี สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเงินของธนาคาร และความเข้าใจในพฤติกรรมหรือข้อกังวลใจของลูกค้า จากการดำเนินงานและการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ธนาคารมีความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้ใช้สื่อดังกล่าว และความท้าทายในการสร้างความตระหนักรู้และวินัยด้านการบริหารจัดการทางการเงิน ที่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและมีความซับซ้อน  ธนาคารจึงเน้นกลยุทธ์การสื่อสารเนื้อหาด้านดังกล่าวให้มีความน่าสนใจ  มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันหรือกระแสสังคมที่เกิดขึ้น เผยแพร่ข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มอย่างสร้างสรรค์ ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่เข้าใจง่าย เช่น อินโฟกราฟิก คำคมชวนคิด บทความและภาพยนต์สั้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความใกล้ชิดระหว่างลูกค้าและธนาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้นำด้านการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับทั้งจากเวทีระดับประเทศและสากลอย่างต่อเนื่อง

The Most  Prudent Bank

การกำกับดูแลกิจการ

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

ธนาคารให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างคณะกรรมการที่เป็นอิสระโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำกับดูแลการบริหารงานของธนาคาร และเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) อื่นๆ ทั้งนี้ ธนาคารกำหนดให้คณะกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล มีหน้าที่รับผิดชอบในการสรรหากรรมการธนาคารที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารหรือที่ประชุมผ้ถือหุ้น พิจารณาแต่งตั้งโดยจะพิจารณาจากองค์ประกอบที่หลากหลาย อาทิ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ซึ่งกระบวนการคัดเลือกกรรมการธนาคารตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและความเสมอภาค โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติในเรื่องความแตกต่างของเพศ สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนาสถานภาพสมรส นอกจากนี้ธนาคารยังได้นำเครื่องมือการประเมินทักษะกรรมการ (Board Skill Matrix) มาใช้ในการประเมินคุณสมบัติของคณะกรรมการธนาคารด้วย ซึ่งธนาคารดำเนินการทบทวนให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ

ดูรายละเอียด  นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

 

 

จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ

ธนาคารได้ดำเนินการทบทวนและประกาศใช้จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจซึ่งประกอบไปด้วย จรรยาบรรณกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Financial Group's Code of Conduct) และจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ (SCB Supplier Code of Conduct) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ชัดเจน ตลอดจนเป็นมาตรฐานเบื้องต้นสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และคู่ธุรกิจ ในการประพฤติตนอย่างมีจริยธรรม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือย้ำเตือนให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และคู่ธุรกิจ มีความระมัดระวังและป้องกันไม่ให้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ชื่อเสียงของธนาคาร โดยธนาคารกำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการอิสระทั้งหมด ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หลักจริยธรรม และจรรยาบรรณของธนาคาร 

 

ธนาคารดำเนินการปรับปรุงจรรยาบรรณอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจุบัน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมให้กรรมการธนาคาร ผู้บริหาร พนักงานทุกคน คู่ธุรกิจทุกราย บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารทั้งหมดได้รับทราบ ลงนามรับรอง และปฏิบัติตามจรรยาบรรณดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยธนาคารจัดให้มีการฝึกอบรมในรูปแบบ E-learning แก่พนักงานทุกคน และจัดกิจกรรมวันสื่อสารกับคู่ค้าธุรกิจ (Vendor Communication Day) เพื่อสื่อสารแนวปฏิบัติดังกล่าวแก่คู่ธุรกิจซึ่งจะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมเพื่อรับทราบแนวปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในจรรยาบรรณเป็นประจำทุกปี   ดูรายละเอียด  จรรยาบรรณกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์

 

กระบวนการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนและกรณีทุจริต

ธนาคารกำหนดนโยบาย Whistleblower เพื่อเป็นกรอบในการบริหารจัดการกระบวนการรับแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตและคอร์รัปชั่น การไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ กฎระเบียบ และจรรยาบรรณของธนาคาร โดยธนาคารจัดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่หลากหลาย และมีนโยบายในการรักษาความลับโดยไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ร้องเรียนเพื่อรักษาความลับ คุ้มครองผู้ร้องเรียน และป้องกันการได้รับผลกระทบจากการร้องเรียน ทั้งนี้ ธนาคารได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อทำหน้าที่สอบสวนเมื่อได้รับแจ้งอย่างทันท่วงที ซึ่งคณะกรรมการจะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการวินัยเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และรายงานผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อรับทราบทุกๆ 3 เดือน ทั้งนี้ ธนาคารสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับรายงานเหตุหรือกรณีที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อธนาคารผ่านช่องทางที่ธนาคารจัดเตรียมไว้ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาต่อไป

การป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

ธนาคารประกาศใช้กรอบการดำเนินงาน 'Prevention, Detection and Investigation' และนโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งมีผลบังคับใช้กับพนักงานทุกระดับ ภายใต้นโยบายดังกล่าว ธนาคารได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบลูกค้า (Know Your Customer:KYC and Customer Due Diligence:CDD) กับลูกค้าทุกรายโดยทำการขอเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการตรวจสอบต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ลูกค้าจะต้องรายงานแหล่งที่มาของรายได้และวัถุประสงค์ของการทำธุรกรรม

 

การบริหารจัดการความเสี่ยง

กรอบการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง

ด้วยตระหนักดีว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีถือเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างรากฐานความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินธุรกิจของธนาคารและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ธนาคารจึงมุ่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงพิจารณาโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดจากความเสี่ยงนั้นๆ โดยธนาคารกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชัดเจน และมีการถ่วงอำนาจระหว่างกัน

 

กระบวนการบริหารความเสี่ยงของธนาคารจะกำหนดรายการความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite Statement) และทบทวนเป็นประจำทุกปีเพื่อให้มั่นใจว่าทุกการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารได้ถูกนำมาพิจารณาก่อนการกำหนดแผนธุรกิจของปีถัดไป ซึ่งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีการติดตามประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญผ่านการประชุม เป็นประจำทุกเดือน โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกรวมถึงมีการสอบทานการบริหารความเสี่ยงโดยคณะกรรมการตรวจสอบผ่านการประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรับทราบและติดตามประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ รวมถึงเสนอแนะแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยง และในการประชุมสามัญคณะกรรมการะมีการรายงานแนวโน้มความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ (Key risk trend) รวมถึงเหตุการณ์ความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Incidents) พร้อมแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องให้ที่ประชุมรับทราบเป็นวาระประจำทุกครั้ง

การบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล

ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยของข้อมูล

ธนาคารให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของธนาคารและลูกค้า โดยกำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างชัดเจน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานสถาปัตยกรรมสารสนเทศองค์กรและความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของธนาคารให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้นโยบายรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Policy) และยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี (2559-2561) ที่ให้ความสำคัญกับ Role-based access control (RBAC) ซึ่งช่วยบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ นโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับพนักงานทุกระดับของธนาคาร คู่ธุรกิจ ผู้รับเหมา และที่ปรึกษาที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของธนาคาร ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารได้ยกระดับการตรวจสอบระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาร่วมทดสอบระบบของธนาคารเพื่อหาจุดบกพร่องผ่านการทดสอบระบบเพิ่มเติมจากการทดสอบปกติที่ธนาคารดำเนินการเป็นประจำทุกเดือนนอกจากนี้ ธนาคารยังได้พัฒนาระบบติดตามภัยคุกคามด้านไซเบอร์ (Cybersecurity Threat Intelligent Surveillance) โดยเปลี่ยนจากการตรวจติดตามเฉพาะความเคลื่อนไหวของระบบภายในธนาคาร เป็นการตรวจติดตามจากภายนอกร่วมด้วย เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอกหรือการโจรกรรมข้อมูลลูกค้าไปใช้ในทางที่ผิด

 

การดูแลรักษาความลับของลูกค้า

การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญและพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยธนาคารห้ามมิให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลใดๆ ของลูกค้าแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการ หรือสื่อใดๆ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล

 

การรักษาความลับของข้อมูลนี้ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและของพนักงานซึ่งหมายความถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และผลประโยชน์ และข้อมูลทางการแพทย์ด้วย ข้อมูลดังกล่าวจะสามารถเผยแพร่ให้บุคคลภายในหรือภายนอกธนาคารเพื่อใช้งานได้ เมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น พนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลนี้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวโดยใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งและพึงรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

การบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิแรงงานภายในองค์กรแล้ว ธนาคารตระหนักถึงการบริหารจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งต่อพนักงาน คู่ค้าและลูกค้า เช่น   การเลือกปฏิบัติในการทำงาน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (Customer Privacy) ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนจากการสนับสนุนทางการเงินในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและที่ดินขนาดใหญ่ รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากคู่ค้า เช่น ปัญหาด้านแรงงาน เป็นต้น โดยประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อทั้งการดำเนินธุรกิจในภาพรวมและภาพลักษณ์ขององค์กร ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงได้ประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Policy) ที่จะเคารพและปฏิบัติตามหลักการและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่กำหนดไว้ทั้งระดับประเทศและระดับสากล โดยได้จัดทำกรอบแนวทางในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Management Framework) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารได้จัดให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence Process) เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพนักงาน คู่ค้าทางธุรกิจ (คู่ค้า และลูกค้า) และชุมชนท้องถิ่นที่อาจเกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล ธนาคารได้มีการทบทวนและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน และดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Risk Assessment) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยง และกำหนดแนวทางในการควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานประสิทธิผลของการดำเนินงาน ตลอดจนกำหนดโครงสร้างในการกำกับดูแล บทบาท และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน  ด้วยความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนที่จำเป็น ครอบคลุมทุกกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง 

 

ธนาคารจะดำเนินการประเมินความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุก 3 ปี เพื่อประเมินและแนวทางลดความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจของธนาคาร

 

การเปิดเผยข้อมูล

ยุทธศาสตร์ด้านภาษี

ธนาคารปฎิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ซึ่งธนาคารได้ประกาศใช้นโยบายด้านภาษี โดยมีผลบังคับใช้กับธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทในเครือทั้งหมด นโยบายดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์เชิงธุรกิจของธนาคาร และมุ่งปฎิบัติตามกฏและข้อบังคับตลอดจนสามารถสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น

การให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานภายนอก

ธนาคารมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยยึดถือปฎิบัติตามการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณธนาคาร โดยดำเนินการเปิดเผยข้อมูลทั้งในส่วนของข้อมูลทางการเงินและที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มรับทราบผ่านช่องทางที่หลากหลาย 

 

ในปี 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มสมาคมต่างๆ อาทิ สมาคมธนาคารไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ตลอดจนร่วมให้ความคิดเห็นในเวทีเสวนาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจก โดยธนาคารให้การสนับสนุนสมาคมดังกล่าวในรูปแบบของค่าสมาชิกเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 20,348,466 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้โยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นและสินบนของธนาคาร การมีส่วนร่วมดังกล่าวช่วยเสริมให้ธนาคารสามารถสร้างเครือข่ายและพันธมิตรในการผลักดันและสนับสนุนนโยบายระดับประเทศที่สามารถเสริมความเข้มแข็งธนาคารอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารอีกด้วย