ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
16-09-2565
หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่มีเพื่อน หรือญาติมาขอให้ช่วยเซ็นค้ำประกัน เพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่าง ๆ และเราอาจเคยได้ยินประสบการณ์การเซ็นค้ำประกันให้คนที่ไว้ใจแล้วสุดท้ายก่อภาระหนี้ให้ผู้เซ็นค้ำประกันมากมาย เนื่องจากลูกหนี้ตัวจริงไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ เจ้าหนี้จึงหันมาทวงหนี้กับผู้เซ็นค้ำประกันแทน ซึ่งส่งผลให้เราต้องมารับภาระหนี้ที่ไม่ได้ก่อ เพราะความไว้ใจ ดังนั้น ก่อนเซ็นค้ำประกันให้ใคร จึงควรเข้าใจสัญญาให้ชัดเจน และรู้ถึงสิทธิต่าง ๆ ในฐานะผู้ค้ำประกัน เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วย
การค้ำประกันคืออะไร
“การค้ำประกัน” คือ การที่บุคคลหนึ่ง (เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน) ยินยอมรับผิดชอบร่วมกับอีกบุคคลหนึ่ง (เรียกว่า ลูกหนี้) ต่อเจ้าหนี้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้หรือปฏิบัติตามสัญญาได้ ผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้แทนหรือรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันเป็นผู้รับผิดชอบสำรอง เพื่อให้เจ้าหนี้มั่นใจว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ไม่ว่าจากลูกหนี้โดยตรงหรือจากผู้ค้ำประกันในภายหลัง
ผู้ค้ำประกันคือใคร
“ผู้ค้ำประกัน” หมายถึง บุคคลที่ยินยอมรับภาระทางกฎหมายในการชำระหนี้แทนลูกหนี้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ตามสัญญา กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันทำหน้าที่เป็น “หลักประกันทางบุคคล” เพื่อให้เจ้าหนี้มั่นใจว่าจะได้รับเงินคืนตามที่ตกลงไว้
ในมุมมองทั่วไป ผู้ค้ำประกันมักเป็นคนที่มีความไว้วางใจหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกหนี้ เช่น ญาติ พี่น้อง เพื่อน หรือคนที่ทำงานร่วมกัน เพราะการค้ำประกันหมายถึงการนำชื่อ เสถียรภาพทางการเงิน และอนาคตของตนเองไปผูกพันไว้กับหนี้ของผู้อื่น
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเป็นผู้ค้ำประกันให้ใคร ควรพิจารณาให้รอบคอบ ถามตัวเองให้แน่ใจว่าพร้อมรับความเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบแทนทันที ซึ่งอาจส่งผลต่อเครดิตทางการเงินและภาระทางกฎหมายในอนาคตได้
คนค้ำประกัน ต้องรับผิดชอบไหม มีอะไรบ้าง?
7 กฎหมายข้อควรรู้ก่อนเซ็นการค้ำประกันมีอะไรบ้าง
1. การค้ำประกันต้องมีขอบเขตชัดเจน
ก่อนการเซ็นค้ำประกัน อย่าลืมอ่านสัญญาให้ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องการกำหนดวงเงินความรับผิดแทนลูกหนี้ตัวจริง ตามกฎหมายต้องระบุให้ชัดเจนว่า เราจะต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนเงินที่เท่าไหร่ และจำกัดความรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น
2. สัญญาที่ระบุให้เป็นลูกหนี้ร่วมถือเป็นโมฆะ
สัญญาที่ระบุไว้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นร่วมกับลูกหนี้จะไม่มีผลบังคับใช้ หากเกิดเหตุลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ เจ้าหนี้ต้องไปตามหนี้กับลูกหนี้ตัวจริงก่อนมาเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชดใช้หนี้แทน ถ้าหากลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายได้แล้วจริง ๆ จึงมีสิทธิมาตามหนี้กับผู้ค้ำประกันต่อไป
3. สัญญาที่เป็นภาระเกินสมควรถือเป็นโมฆะ
สำหรับสัญญาที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระหนี้เกินไปจากขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และทำให้ผู้ค้ำประกันเสียเปรียบ ไม่เป็นธรรม จะไม่สามารถนำมาเรียกร้องกับผู้ค้ำประกันได้
4. ผู้ค้ำไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ถ้าเจ้าหนี้ไม่แจ้งให้ทราบภายใน 60 วัน
ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันรู้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ เพราะหากผู้ค้ำประกันต้องจ่ายหนี้แทน จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยกรณีผิดนัด และหากเกินระยะเวลา 60 วันแล้ว ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าหนี้ กรณีมีดอกเบี้ย ค่าทวงถาม ผู้ค้ำประกันจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้
5. ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้มีผลต่อผู้ค้ำด้วย
สำหรับข้อตกลงที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้น เช่นการลดหนี้ให้ลูกหนี้ เพื่อให้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลทางบวกกับลูกหนี้ สิทธินี้จะส่งต่อไปที่ผู้ค้ำประกันด้วย เท่ากับความรับผิดชอบหนี้ของผู้ค้ำประกันก็จะลดลงด้วย ยกเว้นข้อตกลงหรือการกระทำใด ๆ ของเจ้าหนี้ที่ส่งผลลบกับลูกหนี้จะถือเป็นโมฆะกับผู้ค้ำประกัน เรียกว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบผลเสียที่เกิดกับลูกหนี้ไปด้วย
6. ผู้ค้ำหมดความรับผิดชอบ หากเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระ
ถ้าเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำประกันถือว่าหมดภาระความรับผิดชอบต่อหนี้นั้นในฐานะผู้ค้ำประกัน และห้ามทำข้อตกลงล่วงหน้าให้ผู้ค้ำประกันยังคงสถานะเป็นผู้ค้ำประกันต่อไป หลังขยายเวลาชำระหนี้
7. หากจ่ายหนี้แทนแล้ว มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริง
กรณีชดใช้หนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันให้เจ้าหนี้แล้ว เรามีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้ โดยสามารถเรียกคืนทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ได้จ่ายทดแทนไปในฐานะผู้ค้ำประกัน
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจค้ำประกันมีอะไรบ้าง
1. เช็กกำลังทรัพย์ของตัวเองก่อน
2. ประเมินคนที่ขอให้ค้ำ
3. อ่านสัญญาให้ครบทุกบรรทัด
4. ป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม
5. คิดถึงผลกระทบเครดิตของตัวเอง
ผิดนัดเมื่อไร ชื่อผู้ค้ำอาจโดนฟ้องร่วม และกระทบประวัติเครดิต/ความสามารถกู้ของคุณในอนาคต
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับสัญญาการค้ำประกันมีอะไรบ้าง
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
หากบริษัทให้บริการค้ำประกันโดยคิดค่าตอบแทน ไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจหลักหรือไม่ ถือว่าเข้าข่ายประกอบกิจการเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของรายรับ (รวมภาษีท้องถิ่น) ยกเว้นในกรณีที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
3. อากรแสตมป์
สัญญาค้ำประกันถือเป็นตราสารประเภทที่ 17 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องชำระอากรตามจำนวนเงินที่ค้ำดังนี้:
จำนวนเงินที่ค้ำประกัน | ค่าอากรแสตมป์ |
ไม่ระบุจำนวนเงิน | 10 บาท |
ไม่เกิน 1,000 บาท | 1 บาท |
เกิน 1,000 แต่ไม่เกิน 10,000 บาท | 5 บาท |
10,000 บาทขึ้นไป | 10 บาท |
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการค้ำประกันมีอะไรบ้าง
แม้ว่าการค้ำประกันจะเป็นการช่วยเหลือคนใกล้ตัว แต่ก็เป็นการรับภาระทางกฎหมายที่มีความเสี่ยงสูง หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ค้ำประกันอาจกลายเป็น “ลูกหนี้แทน” โดยไม่รู้ตัว ความเสี่ยงหลักที่ควรระวังมีดังนี้
วิธีลดความเสี่ยงเมื่อจำเป็นต้องค้ำประกันมีอะไรบ้าง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ำประกันมีอะไรบ้าง
กฎหมายว่าด้วยการค้ำประกันฉบับปรับปรุงใหม่ มีเป้าหมายเพื่อ “เพิ่มความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของผู้ค้ำประกัน” มากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญดังนี้
กฎหมายใหม่ได้มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าหนี้และความคุ้มครองของผู้ค้ำประกัน เพื่อให้การค้ำประกันเป็นการช่วยเหลือโดยสมัครใจ ไม่ใช่ภาระที่กลายเป็นความเดือดร้อนในภายหลัง
สำหรับการตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้ใครนั้น เราต้องพิจารณาให้ดีว่า ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเพราะการเซ็นค้ำประกันนั้น จะส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน และสำหรับใครที่มองหาวงเงินสินเชื่อ แต่ยังไม่มีผู้ค้ำ สินเชื่อ UP ช่วยได้ สนใจสมัครได้ที่ SCB EASY App หรือธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา