รู้หรือไม่ AI ขยับใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด

ในอดีตหลายคนอาจไม่คาดคิดด้วยซ้ำ ว่าคนเราจะสามารถสื่อสารแบบเห็นหน้ากันผ่านทางไกลได้ หรือแค่นาฬิกาก็สามารถบอกสุขภาพของเราได้แบบละเอียด


ปัจจุบันก็เช่นกัน คุณไม่อาจมั่นใจได้ว่าคนที่คุณกำลังคุยโทรศัพท์หรือตอบโต้ผ่านแชตอยู่ ใช่คนหรือไม่?! โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “Artificial Intelligence” (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เริ่มเป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย กลายเป็น “เรื่องใกล้ตัว” ขึ้นทุกวันจนเราเองอาจคาดไม่ถึง เพราะความสามารถของ AI นั้นเรียกได้ว่าหลากหลาย เป็นทั้งระบบการประมวลผลภายในองค์กร ระบบสั่งการด้วยเสียง ตอบโต้ข้อความอัตโนมัติผ่านตัวหนังสือ รวมไปถึงเมื่อคุณเสิร์ชกูเกิล หรือเห็นโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก ก็ล้วนถูกกลั่นกรองมาจาก AI ทั้งนั้น

ai-near-you-01-1

AI ส่วนใหญ่ถูกสร้างมาให้มีพฤติกรรมเลียนแบบมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถทำบางอย่างได้ดีกว่ามนุษย์ ปัจจุบัน AI ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับความสามารถ ได้แก่


1) Narrow AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ เป็น AI ประเภทเก่งเฉพาะทาง มีความสามารถมากกว่ามนุษย์ เช่น AI ที่ช่วยในการผ่าตัด (AI-Assisted Robotic Surgery) 

2)General AI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป คือ AI ที่มีความสามารถระดับเดียวกับมนุษย์ หยิบจับสิ่งของ สื่อสารได้ด้วยภาษาที่มนุษย์ใช้ ตรวจจับรูปแบบการเกิดของเหตุการณ์ใดๆ แล้วปรับตัวสู่สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยมีประสิทธิภาพใกล้เคียงมนุษย์

3) Strong AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม คือ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายๆ ด้าน อาจสามารถเรียนรู้จิตใจ วางแผน แก้ปัญหา สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายกว่ามนุษย์ และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แต่ปัจจุบันยังไม่พบ Strong AI อย่างแพร่หลายนัก

ในส่วนของภาคธุรกิจ บริษัทด้านวิจัยข้อมูลในสหรัฐอเมริกา International Data Corporation (IDC) เปิดเผยว่า ธุรกิจในหลายอุตสาหรรมทั่วโลกกว่า 67% เริ่มวางแผนนำเทคโนโลยี AI เข้ามาพัฒนาธุรกิจภายในระยะ 5 ปีต่อจากนี้ และคาดการณ์ตัวเลขมูลค่าการใช้จ่ายทั่วโลกในปี 2020 ด้านการซื้อระบบ AI จะอยู่ที่ 7.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018 โดยระบบที่นิยมใช้กับภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เช่น การเรียนรู้ข้อมูลและประมวลผลบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การระบุตัวตนด้วย AI ระบบประมวลภาษา (Natural Language Processing – NLP) และบริการผู้ช่วยเสมือนจริง


ยกตัวอย่างแบรนด์ชื่อดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ อย่าง Amazon Echo ของค่าย Amazon เป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงมนุษย์ได้อย่างชัดเจน จากการใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียงจัดการกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน หรือไปจนถึงการตอบคำถามทั่วไป ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ซื้อสินค้า ตรวจสอบสภาพอากาศ สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานได้อีกด้วย


ฝั่งแบรนด์สัญชาติจีนระดับโลกอย่าง Alibaba แก้ปัญหาภายในประเทศจากประชากรที่มีจำนวนมากทำให้มีขยะมากตามไปด้วย ผ่านแอปพลิเคชัน อาลีเพย์ (Alipay) แพลตฟอร์มบริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ โดยนำเอาเทคโนโลยี AI และเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (Virtual Reality : VR) สร้างโปรแกรมคัดแยกขยะ ระบุประเภทของขยะได้ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือสแกนภาพ

ตัดภาพกลับมาที่ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ด้านการอนุมัติสินเชื่อออนไลน์ (Digital Lending) โดย “สินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์” สามารถอนุมัติสินเชื่อได้ในเวลาเพียง 15 นาที อัตราดอกเบี้ย 1.59% ต่อเดือน หรือ 19% ต่อปี พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI และMachine Learning โดยใช้พฤติกรรมในการวิเคราะห์และพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ได้สินเชื่อที่ตรงความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ทั้งด้านวงเงินและระยะเวลาการกู้ยืมที่เหมาะสม ศึกษาจากพฤติกรรมผู้ประกอบการที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Lazada และ Amazon ที่เป็น กลุ่มลูกค้าโดยตรง


ในอนาคตหลายคนเชื่อว่า AI จะไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ และเข้ามาเป็นส่วนช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ได้มากจนเราไม่อยากเชื่อ เหมือนในอดีต...สิ่งที่เราไม่อยากเชื่อยังสามารถเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน!


ที่มา
https://www.techinasia.com/chinas-war-trash-hitech-aidriven-apps-facial-recognition-integration
https://mgronline.com/china/detail/9620000068004
https://ecloudtec.com/