5 ประเทศ ที่มีระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

ใครอยากไปเรียนต่อเมืองนอกฟังทางนี้ เรามี 5 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับมาแล้วว่ามีระบบการศึกษาระดับ Higher Education ที่ดีที่สุดในโลกมาฝากกัน Higher Education  หมายถึงระดับการศึกษาที่สูงกว่าระดับมัธยมปลายหรือ High School ขึ้นไป พูดง่ายๆ ก็คือระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยขึ้นไปนั่นเอง โดยในการวัดว่าประเทศใดมีระบบการศึกษาที่ดีนั้นวัดจากหลายปัจจัย เช่น การได้รับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศนั้นๆ จาก QS Ranking and Times Higher Education  การทำวิจัย การที่นักวิชาการ อาจารย์และศิษย์เก่าได้รับรางวัลระดับ Noble Prize รวมทั้งอัตราส่วนงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศนั้นและเปอร์เซ็นงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP ซึ่งประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 5.2% ของ GDP และใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศที่มีระบบการศึกษาระดับ Higher Education ที่ดีที่สุดในโลก 5 ประเทศได้แก่

 

1. สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่งที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับ International Study มีนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลกกว่า 1.18 ล้านคนศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐเน้นการศึกษาวิจัยและพัฒนา การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการสร้างนวัตกรรมเป็นปรัชญาหลักในการศึกษา ระบบการศึกษาในสหรัฐเน้นการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นร่วมกันในชั้นเรียน นอกจากนั้นยังมีอาจารย์และศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัล Noble Prize มากมาย และมีถึง 13 เมืองในสหรัฐอเมริกาที่ได้อยู่ใน ‘QS Best Student Cities’ index ว่าเป็นเมืองที่เหมาะกับการศึกษาทั้งตัวมหาวิทยาลัยเอง วัฒนธรรมและการใช้ชีวิต นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกายังจัดสรรงบประมาณในด้านการศึกษา $12,800 สำหรับนักศึกษาต่อคน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือกลุ่ม 37 ประเทศพัฒนาแล้ว กว่า 35%  และมีมหาวิทยาลัยที่มีผู้ได้รับรางวัล Noble Prize มากมายเช่น University of Chicago มีผู้ได้รับรางวัล Noble ถึง 97 คน

uni1

 รัฐที่เป็นที่นิยมไปศึกษาต่อของนักศึกษาต่างชาติได้แก่ New York, Texas, และ California  มหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลกในสหรัฐอเมริกานั้นมีจำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นในระดับต้นๆ ได้แก่ Harvard University, Columbia University, Stanford University, MIT - Massachusetts Institute of Technology, Princeton University, Yale University เป็นต้น
 

2. อังกฤษ

อังกฤษได้รับการจัดลำดับให้เป็นประเทศอันดับที่สองที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักศึกษาจากทั่วโลกมากกว่า 442,000 คน สถาบันการศึกษากว่า 4 แห่งในอังกฤษติดอันดับ 1 ใน 10 สถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก และ 18 มหาวิทยาลัยติดอันดับ Top 100  นอกจากนั้นสถาบันการศึกษา 76 แห่งในอังกฤษยังถูกจัดอันดับใน QS World University Rankings 2019’ ซึ่งเป็นระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก อังกฤษใช้งบด้านการศึกษา 4.2% ของ GPD  มีผู้ได้รับรางวัล Nobel Prize ถึง 26 คน  มีผู้ชนะรางวัลโอลิมปิคทางวิชาการ 120 คน และมีคนดังระดับโลกจบการศึกษาจากอังกฤษ เช่น นางอินทิรา คานธี สำเร็จการศึกษาจาก Oxford มหาวิทยาลัยระดับท็อปในอังกฤษได้แก่ University of Oxford, University of Cambridge, UCL - London's Global University, King's College London และ University of Edinburgh เป็นต้น


3.แคนาดา

แคนาดามีชื่อเสียงในเรื่องของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย มหาวิทยาลัย 26 แห่งของแคนาดามีชื่อใน Times Higher Education’s World University Rankings 2018 และ the QS World University Rankings 2019 โดยมี 3 มหาวิทยาลัยมีชื่อติดในหนึ่งใน 50 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และอีก 11 แห่ง ติดอันดับใน 300มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก เมืองที่เป็นที่นิยมของนักศึกษาจากนานาชาติคือ Ontario, British Columbia, และ Quebec  ด้วยขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายที่รับได้และโอกาสการทำงานหลังเรียนจบทำให้แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่นักศึกษาจากนานาชาติให้ความนิยม แคนาดาให้งบประมาณด้านการศึกษามากถึง 6% ของ GPD ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ที่อยู่ที่ 5.2% 

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยในแคนาดายังเป็นที่ยอมรับในด้านการวิจัยและพัฒนาและการผลิตนักวิชาการที่มีคุณภาพ University of Toronto มีนักวิชาการและศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัล Noble ถึง 10  คน University of British Columbia  มีนักศึกษาที่ได้รับรางวัลโอลิมปิกทางวิชาการถึง 65 คน นักศึกษานานาชาติที่ศึกษาต่อที่แคนาดา 90% มีความพึงพอใจในทั้งด้านวิชาการและสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยชื่อดังในแคนาดาได้แก่ University of Toronto, McGill University, University of British Columbia, University of Waterloo, McMaster University เป็นต้น
 

4.เยอรมัน

เป็นประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมไปศึกษาต่อมากที่สุดในโลก และยังถือเป็นอันดับที่ 3 ในการเลือกศึกษาต่อรองจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทุกเมืองใหญ่ๆ ในเยอรมันมีมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกอย่างน้อยหนึ่งแห่ง มหาวิทยาลัยในเยอรมัน 13 แห่ง ติดอันดับอยู่ใน 250 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และ 30 แห่งติดอยู่ใน 500 อันดับแรก จึงเป็นเครื่องการันตีได้ว่าเยอรมันเป็นหนึ่งในแหล่งการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก เป็นบ้านของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของโลก รวมทั้งความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมระดับโลก และด้วยค่าหน่วยกิตที่ถูกและโอกาสในการทำงานหลังจบการศึกษา รวมทั้งทุนการศึกษาต่างๆ มากมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีทำให้เยอรมันเป็นจุดหมายที่เป็นที่นิยมของนักศึกษานานาชาติ  

เยอรมันใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษาอยู่ที่ประมาณ 5% ของ GDP มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แก่ LMU Munich ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1472 ผลิตผลิตนักวิชาการที่ได้รับรางวัล Noble ถึง 34 คน รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากมาย Heidelberg University มีผู้ได้รับรางวัล Noble ถึง 56 คน นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Technical University of Munich, Humboldt University of  Berlin ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ Albert Einstein  ศึกษา และ RWTH Aachen University ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยมีนักวิชาการและศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัล Noble ทั้งสิ้น


5.ออสเตรเลีย

ประเทศที่มีประชากรเพียง 24 ล้านคน เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักศึกษานานาชาติ ออสเตรเลียได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกเป็นอันดับสามในปี 2018 จาก QS Higher Education System Strength Rankings มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียหลายแห่งติดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก Australian University มีชื่อปรากฏใน ‘Times Higher Education’s World University Rankings 2018’ ออสเตรเลียใช้งบการศึกษา 5% ของ GDP และเป็นประเทศอันดับที่สามที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด มีนักวิชาการและศิษย์เก่าของ Australian National University ได้รับรางวัล Noble Prize 6 คน นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียยังมีผลงานวิจัยที่ยอดเยี่ยม มหาวิทยาลัยชื่อดังได้แก่ Australian National University, The University of  Sydney, Monash University และ University of Melbourne เป็นต้น 

อีก 50 ปีต่อจากนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะถูกดูแลโดยเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นและก้าวเข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่า ดังนั้นทั้งความรู้และความคิดของเยาวชนในปัจจุบันจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของโลกในวันข้างหน้า ซึ่งการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความรู้และความคิดของเยาวชน การได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีเป็นอีกหนึ่งประตูแห่งโอกาสที่จะทำให้เยาวชนได้รับทั้งความรู้ ความคิดและยังเป็นการเปิดโลกกว้างให้พวกเขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น การลงทุนด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะมีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสนและเป็นสิ่งที่จะติดตัวตลอดไป


อ้างอิง

https://studyabroad.shiksha.com/country-with-best-higher-education-system-articlepage-1423

https://www.indiaeducation.net/studyabroad/articles/countries-with-the-best-higher-education-system.html