แค่ได้ทำตามใจยังไม่ใช่อิสรภาพที่แท้จริง

เรื่อง: ใบพัด ภาณุมาศ ทองธนากุล


Hi-Light:

  • คนเราถ้ายิ่งมีเงิน มีเวลา มีอำนาจ แต่ข้างในเรายังไม่ได้รับการพัฒนา ยิ่งมั่งคั่ง ยิ่งมีชื่อเสียง ยิ่งสามารถก่อกรรมทำเข็ญได้ง่าย และยิ่งส่งผลเสียออกไปได้ในวงกว้าง
  • ถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจที่บอกกันว่า “จงตามเสียงของหัวใจ” นั้น มีข้อควรระวัง จะตามเสียงหัวใจก็ต้องพิจารณาให้ดี เพราะบางทีก็เป็นเสียงแฝงมาของพวกตัวแสบ ตัวอ่อนแอ ตัวขี้โกรธ ตัวขี้เกียจ ที่หากเราเผลอตามใจตัวแสบพวกนั้นมากๆ เข้า มันจะได้ใจ จะค่อยๆ แกร่งขึ้น และเสียงที่เรียกร้องให้เราทำตามบงการของมันจะดังขึ้นๆ


หลายปีก่อน โชคชะตาเลือกผมให้ได้รับรางวัลแจ็กพอต


ความนิยมของผู้คนต่อผลงานเขียนของผม นำมาซึ่งชื่อเสียงเงินทอง ทำให้ผมในวัยสามสิบกว่าๆ รู้สึกว่าชนะในเกมแห่งชีวิตแล้ว เป็นรางวัลที่ต้องเฉลิมฉลอง ผมไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกแล้ว สามารถทำตามใจตัวเองได้เต็มที่ เพราะการได้ทำตามใจตัวเองนี่แหละ คือ อิสรภาพที่แท้จริง


แต่เมื่อได้ทำตามใจตัวเองทุกเรื่องแล้ว ผมกลับรู้สึกว่า ผมคิดผิด


ผมเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง ที่บ้านยังคงมีหนี้สิน ซึ่งเสียงที่มักดังอยู่ในใจสมัยที่ผมทำงานประจำอยู่นั้นคือ “คนเราเกิดมามีชีวิตเดียว ทำไมถึงใช้เวลาอันมีค่านั้นไปรับใช้ความฝันของคนอื่น! ถึงการทำตามความฝันมันจะเหนื่อย แต่ยังไงก็เหนื่อยน้อยกว่าตามความฝันคนอื่นแน่นอน! ชีวิตที่ได้ทำตามใจปรารถนาสิ จึงจะเป็นชีวิตที่คุ้มค่า!”


ซึ่งผมก็เดินตามเสียงในใจนั้นเรื่อยมา จนถึงวันหนึ่งผมก็พบว่ามันพาผมมาไกลมาก ผมรักเสียงในใจของตัวเองเหลือเกิน ขอบคุณที่มันพาผมมาจนได้สัมผัสกับชีวิตที่มีอิสระ ให้ผมได้เริ่มต้นการใช้ชีวิตอย่างที่ฝันไว้ ได้ทำตามใจอย่างตะกละตะกลาม สามารถพักผ่อนและทำอย่างที่ใจชอบอย่างไม่ต้องมีบันยะบันยัง


ระหว่างมีชีวิตอย่างเพลิดเพลิน ถลุงใช้เวลาและความโชคดีของตัวเองอย่างย่ามใจอยู่นั้นเอง สิ่งที่ผมประสบก็คือ เมื่อเสพสุขไปเรื่อยๆ ผมกลับไม่มีความสุขอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็น และในวันหนึ่ง หลังจากการใช้ชีวิตแบบนั้นมาหลายปี ผมก็พบว่าการใช้ชีวิตตามใจแบบนั้น ทำให้ผมป่วย


หากป่วยกาย ผมไปโรงพยาบาลได้ แต่ในเวลานั้นผมกำลังป่วยด้วยโรคที่โรงพยาบาลทั่วไปคงรักษาไม่ได้ เพราะผมกลายเป็นพวกความคิดเป็นพิษ


ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมเป็นคนที่มีความรู้สึกแรง โกรธรุนแรง เกลียดรุนแรง เศร้ารุนแรง ความรู้สึกเหล่านั้นส่งเป็นเสียงดังฟังชัดในหัวผม ซึ่งมันดันดีกับการสร้างงานของผมด้วย เพราะผมสามารถถ่ายทอดเสียงในใจเหล่านั้นออกมาไปถึงผู้อ่านของผมได้อย่างมีพลัง แล้วยิ่งวันหนึ่งผลงานจากการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเราได้รับคำชื่นชม สร้างทั้งชื่อเสียงและเงินทอง ผมยิ่งเป็นจริงเป็นจังกับความคิดความรู้สึกที่ตัวเองมี รู้สึกว่ามันมีค่าพอที่จะเชื่อฟังทุกสิ่งที่มันส่งออกมา


ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อผมไม่ได้ใช้มันแค่ในการสร้างผลงาน แต่ความรู้สึกรุนแรงพวกนั้นลุกลามออกมาสู่ชีวิตประจำวัน จนหลายครั้งก็มีพฤติกรรมอันน่าชังอยู่บ่อยครั้ง


ภายนอกผมอาจดูอารมณ์ดี เป็นมิตร แต่ภายในไม่มีใครรู้ว่า หลายๆ ครั้งอารมณ์กำลังแปรปรวนอยู่ภายใจอย่างหนัก ผมเจ้าคิดเจ้าแค้น และพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาทางเอาคืนคนที่ทำให้ผมไม่พอใจ ซึ่งระดับความรุนแรงก็ดูจะมากขึ้นๆ  แต่ที่แย่สุดๆ คือบางทีผมกลายเป็นคนที่น่าชังสำหรับคนใกล้ตัว เวลาผมน้อยใจหรือรำคาญ ผมก็เผลอพูดจาและทำตัวไม่น่ารักกับคนที่บ้าน


บางครั้งเค้าถึงกับร้องไห้ เมื่อผ่านเหตุการณ์มาแล้วค่อยมารู้สึกว่าไม่น่าทำอย่างนั้นไปเลย แต่ผมควบคุมตัวเองไม่ให้ทำตามเสียงในใจอันเกรี้ยวกราดเหล่านั้นไม่ได้ และดูอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ผมไขว่คว้าความสำเร็จ พิชิตความฝันมาได้ตลอด เพราะซื่อสัตย์ต่อเสียงในใจของผม แต่เสียงในใจที่ผมทำตามมาตลอด กำลังจะทำลายสิ่งสำคัญอื่นๆ ของผมไป


เสียงในใจแบบนี้เหรอที่เราต้องเชื่อฟัง? อุตส่าห์เก็บเงินเก็บทอง พยายามเพื่อให้มีอิสระในชีวิต เพื่อเอามารับใช้ตัวแสบแบบนี้เหรอ ไม่ใช่แล้ว


ผมพบว่า คนเราถ้ายิ่งมีเงิน มีเวลา มีอำนาจ แต่ข้างในเรายังไม่ได้รับการพัฒนา ยิ่งมั่งคั่ง ยิ่งมีชื่อเสียง ยิ่งสามารถก่อกรรมทำเข็ญได้ง่าย และยิ่งส่งผลเสียออกไปได้ในวงกว้าง


จุดเปลี่ยนของชีวิตผมเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่พบภารกิจใหม่ของตัวเอง คือ “ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น” อยากคู่ควรกับความโชคดีที่ได้รับในชีวิต อุตส่าห์มีชีวิตที่มีอิสระในเวลา ก็ควรจะเอาไปพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ใช่เอามาปรนเปรอตัวแสบในตัวเองแบบนี้ ไม่อย่างงั้นเอาพลังชีวิตไปรับใช้ผู้ที่เสียสละตัวเองทำเพื่อคนอื่นดีกว่า


พุทธศาสนาชี้ให้ผมเห็นว่า ทางจะซ่อมความป่วยภายในของผมคือการฝึกมองให้เห็นว่า ความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน เป็นเพียงแขกที่มาเยี่ยมเยือน อย่าเป็นจริงเป็นจังกับมันนัก โดยเฉพาะถ้าเป็นแขกตัวแสบ แม้เข้ามาแล้วจะมาโวยวาย ชวนเราโกรธนั่น น้อยใจนี่ ก็อย่าไปเชิญเขานั่งในใจเรา อย่าไปเออออห่อหมก หรือผสมโรงกับเสียงพวกนั้น แค่จับตาดูเฉยๆ ให้เขาอาละวาดให้เต็มที่ ซักพัก...ความคิดนั้นจะออกไป และแม้จะหวนกลับมาอีก แขกเหล่านั้นจะค่อยๆ อ่อนกำลังลง


เพียงหลักการแค่นี้ และดำเนินชีวิตแบบนี้มาเป็นปีๆ เรื่องที่ผมเคยโกรธ เกลียด น้อยใจ อย่างรุนแรง ก็เบาลง ผมเริ่มควบคุมตัวเองได้ ให้อภัยได้มากขึ้น แม้จะยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็นับว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก (อันนี้ถามเอาจากคนใกล้ตัว)


บทเรียนที่ผมได้รับก็คือ ถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจที่บอกกันว่า “จงตามเสียงของหัวใจ” นั้น มีข้อควรระวัง จะตามเสียงหัวใจก็ต้องพิจารณาให้ดี เพราะบางทีก็เป็นเสียงแฝงมาของพวกตัวแสบ ตัวอ่อนแอ ตัวขี้โกรธ ตัวขี้เกียจ ที่หากเราเผลอตามใจตัวแสบพวกนั้นมากๆ เข้า มันจะได้ใจ จะค่อยๆ แกร่งขึ้น และเสียงที่เรียกร้องให้เราทำตามบงการของมันจะดังขึ้นๆ


นี่ไม่ใช่การควบคุมความคิด แต่คือการฝึกเพื่อไม่ให้ความคิดที่ไม่ดีมันมาควบคุมเรา อิสระมันไม่ใช่แค่การทำได้ตามใจ แต่อิสระที่แท้จริงคือ เรามีกำลังมากพอที่จะเลือกได้ว่าจะฟังเสียงใดในใจเรา และแข็งแรงพอที่จะไม่ตกอยู่ใต้บงการของเสียงของตัวแสบที่ดังขึ้นในใจ


ผมเคยเห็นคนที่รักษาตัว เพื่อจะได้อยู่กับคนที่เรารักไปได้นานๆ ผมก็อยากเป็นแบบนั้น จึงเลือกใช้ชีวิตแบบสงบๆ เพื่อดูแลพัฒนาจิตใจของผม เพื่อให้คนใกล้ตัวรู้สึกโชคดีที่มีผมอยู่ในชีวิต


นี่คืองานใหม่ของผม ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่า ลาออกครั้งสุดท้ายเพื่อมาทำงานนี้นี่เอง เคยมีบางคนมาเห็นชีวิตผมตอนนี้แล้วก็แซวว่า...น่าเสียดายออก ใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย อุตส่าห์มีเงินมีเวลา ทำไมไม่ใช้ให้เต็มที่ ทำไมไม่ไปเที่ยว ไปใช้ชีวิตให้สุดๆ ให้สมกับที่โชคดี


ผมยิ้มแล้วตอบไปว่า “ชีวิตแบบนี้แหละคุ้มสุดแล้ว” เพราะถ้าผมใช้ชีวิตแบบนี้ พัฒนาใจแบบนี้ต่อไป ถึงวันนึงเราจะพบว่าไม่เสียดายเลยที่ได้เกิดมา นี่เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด และมันเป็นงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ ใครก็มาทำแทนไม่ได้ ผมอยากใช้ชีวิตนี้เพื่อการพัฒนาให้คุณภาพของใจตอนผมจากไป ดีกว่าก่อนที่ผมมา ซึ่งในทางพุทธแล้ว เชื่อว่านี่คือการสร้างทรัพย์ที่นำติดตัวไปได้


สำหรับผม นี่คือความมั่นคงปลอดภัยสำหรับชีวิตอย่างแท้จริง