ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
19-05-2569
สำหรับคนที่มีหนี้สิน หากมีเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือรายรับลดลงจนทำให้การชำระหนี้กลายเป็นภาระหนัก สิ่งที่ควรทำคือการไปเจรจากับธนาคารขอ ‘ปรับโครงสร้างหนี้’ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และยังรักษาเครดิตการเงินเอาไว้ได้ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้คืออะไร ดียังไง และมีรูปแบบอย่างไรบ้าง บทความนี้ SCB จะพาไปทำความรู้จักกับการปรับโครงสร้างหนี้กัน
การปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร?
การปรับโครงสร้างหนี้ คือ การขอเปลี่ยนเงื่อนไขในการชำระหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างรวมหนี้ หรือขยายเวลาจ่ายหนี้เพื่อลดค่างวดในแต่ละเดือน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้กู้ยังสามารถชำระหนี้ต่อไปได้โดยไม่ผิดนัดชำระ หรือชำระล่าช้า เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้อาจส่งผลต่อประวัติเครดิตทางด้านการเงิน เช่น เครดิตบูโร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการขอสินเชื่อ หรือทำบัตรเครดิตในภายหลังได้
ระหว่าง ปรับโครงสร้างหนี้ vs ผิดนัดชำระหนี้ ต่างกันอย่างไร?
อาจมีบางคนสงสัยว่าการปรับโครงสร้างหนี้ กับการผิดนัดชำระหนี้ต่างกันอย่างไร การปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเป็นการ ‘เจรจา’ เพื่อไม่ให้ผู้กู้เสียเครดิตทางการเงิน และยังคงความสามารถในการชำระหนี้ต่อไปได้ตามกำหนด ในขณะที่การผิดนัดชำระหนี้จะเป็นการชำระไม่ตรงเวลา ขาดส่ง หรืออาจถือได้ว่าหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อเครดิตในอนาคตได้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองดูสรุปตารางเปรียบเทียบระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ vs ผิดนัดชำระหนี้ ด้านล่างได้ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบการปรับโครงสร้างหนี้และการผิดนัดชำระหนี้
| ปรับโครงสร้างหนี้ | ผิดนัดชำระหนี้ |
นิยาม | การเจรจาขอเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ | ไม่ชำระตามกำหนด ขาดส่งติดต่อกันเกิน 90 วัน |
ผลกระทบเครดิตบูโร | มีการระบุว่าอยู่ในช่วงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในการชำระหนี้ | เกิดสถานะ “หนี้เสีย” หรือ “ค้างชำระ” และมีการติดรหัส 42 |
ผลกระทบระยะยาว | ลดโอกาสเกิดการฟ้องร้อง ลดภาระหนี้ในแต่ละเดือน รักษาประวัติการเงินไม่ให้เสีย | อาจเสียค่าปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัด มีโอกาสถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์ และเกิดความกดดันจากการถูกทวงหนี้ |
โอกาสยื่นกู้/ขอสินเชื่อในอนาคต | มีโอกาสขอสินเชื่อผ่านเมื่อชำระหนี้ได้ตรงตามปกติ และมีการปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว | โอกาสการขอสินเชื่อผ่านต่ำ เสียเวลาล้างประวัติการเงิน 3 ปีขึ้นไป |
สัญญาณเตือนว่าควรปรับโครงสร้างหนี้เมื่อไหร่?
จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้แล้ว? สามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้ดังต่อไปนี้
รูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้มีอะไรบ้าง?
การปรับโครงสร้างหนี้สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ โดยจะขึ้นอยู่กับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้แต่ละเดือน โดยประเภทการปรับโครงสร้างหนี้จะมีดังนี้
ยังจ่ายไหวแต่อยากลดภาระดอกเบี้ย
หากยังสามารถชำระหนี้ไหวอยู่ แต่อยากลดภาระดอกเบี้ยให้น้อยลง ให้ทำการ ‘เปลี่ยนประเภทหนี้’ เพื่อให้ดอกเบี้ยสูงเป็นดอกเบี้ยต่ำ เช่น การรีไฟแนนซ์ (Refinance) ลดดอกเบี้ยจากการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินใหม่ หรือการรวมหนี้บัตรเครดิตเป็นก้อนเดียว
จ่ายไหวแค่บางส่วน
หากชำระหนี้ไหวแค่บางส่วน สามารถเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้กับทางธนาคารได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
มีเงินก้อนแต่ไม่พอปิดหนี้ทั้งหมด
หากมีเงินก้อน แต่ยังไม่พอปิดหนี้ทั้งหมด สามารถเจรจาขอปิดจบด้วยเงินก้อน (Haircut) ด้วยการขอส่วนลดจากทางเจ้าหนี้ จากนั้นจ่ายทั้งหมดเพื่อปิดบัญชี
จ่ายไม่ไหวเลย
หากไม่สามารถชำระหนี้ได้เลย ให้เจรจาขอพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยจะมีกำหนดระยะเวลาที่หยุดชำระได้ชั่วคราว ผู้กู้มีหน้าที่บริหารการเงินเพื่อให้กลับมาชำระหนี้ได้ต่อเมื่อครบกำหนด
ปรับโครงสร้างหนี้ เสียประวัติไหม?
อาจมีคนที่กังวลว่าถ้าปรับโครงสร้างหนี้ จะเสียประวัติไหม โดยรวมการปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยลดประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโรได้ แต่ก็จะมีการแบ่งเป็นกรณีไป ดังนี้
กรณียังไม่เคยผิดนัดชำระ (ขอปรับก่อนเกิดปัญหา)
กรณีที่ยังไม่เคยผิดนัดชำระเลย มีการเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเกิดการผิดนัดชำระขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเครดิตค่อนข้างน้อย และอาจมีการเปลี่ยนสถานะเป็นรหัส 12 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบายสมาชิก หรือ 13 ตามนโยบายรัฐ
กรณีปรับโครงสร้างหลังผิดนัดชำระแล้ว (ค้างชำระเกิน 90 วัน)
หากมีการผิดนัดชำระแล้ว ค้างชำระเกิน 90 วัน กรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อเครดิตค่อนข้างมาก มักจะติดสถานะรหัส 20 คือ หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หลังจากเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้แล้ว สถานะก็จะเปลี่ยนไปตามประเภทการปรับโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สถาบันการเงินจะสามารถตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้ และอาจส่งผลกระทบต่อการขอสินเชื่อ จึงแนะนำว่าควรขอปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเกิดปัญหาผิดนัดชำระ
สถานะเครดิตบูโรอยู่นานแค่ไหน?
หากมีสถานะติดเครดิตบูโร จะมีการเก็บข้อมูลในระบบเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ส่งข้อมูลล่าสุด และจะมีการส่งข้อมูลจากสถาบันการเงินต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยรวมแล้วอาจใช้เวลาประมาณ 8 ปีในการล้างประวัติเสีย และสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้
ข้อดีและข้อเสียของการปรับโครงสร้างหนี้
ทราบกันไปแล้วว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยรักษาประวัติทางการเงินได้อย่างไร ทีนี้เราลองมาดูข้อดี-ข้อควรระวังของการปรับโครงสร้างหนี้กันบ้างว่าจะมีอะไรบ้าง
ข้อดี
ข้อควรระวัง
ขั้นตอนการขอปรับโครงสร้างหนี้
ในการขอปรับโครงสร้างหนี้ ผู้มีหน้าที่ชำระหนี้จะต้องเดินทางไปเจรจากับทางสถาบันการเงินหรือธนาคาร โดยสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้
ช่องทางขอความช่วยเหลือ
เมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่าอาจจะชำระหนี้ต่อเดือนไม่ไหว และต้องการขอปรับโครงสร้างหนี้ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินได้ 2 ช่องทาง ดังนี้
การปรับโครงสร้างหนี้ อีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพื่อการแก้ปัญหาการชำระหนี้รายเดือน
การปรับโครงสร้างหนี้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อมีปัญหาขาดรายได้จนส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้รายเดือน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาประวัติเครดิตทางการเงินที่ดี ลดความกดดันจากการถูกทวงหนี้ และยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบในการชำระหนี้ของผู้กู้อีกด้วย
หากมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลา แนะนำให้รีบไปขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินทันที ถึงแม้ว่าอาจจะมีระบุในประวัติอยู่บ้างว่าอยู่ในช่วงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ก็ยังเป็นผลดีระยะยาวกว่าการหนีหนี้ หรือผิดชำระหนี้อย่างแน่นอน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้
การปรับโครงสร้างหนี้สามารถทำได้กี่ครั้ง?
โดยหลักแล้วการปรับโครงสร้างหนี้สามารถทำได้มากกว่า 1 ครั้ง แต่จะขึ้นอยู่กับนโยบายของสถาบันการเงินและประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ หากมีการปรับหลายครั้ง ธนาคารอาจพิจารณาเงื่อนไขเข้มงวดมากขึ้น
ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการขอปรับโครงสร้างหนี้?
เอกสารที่มักใช้ประกอบการพิจารณา เช่น
ทั้งนี้รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามประเภทสินเชื่อและนโยบายของแต่ละธนาคาร
หลังจากปิดหนี้ที่ปรับโครงสร้างแล้ว จะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้เมื่อไร?
โดยทั่วไปสามารถยื่นขอสินเชื่อใหม่ได้เมื่อปิดบัญชีหนี้เรียบร้อย และมีประวัติการชำระที่ดีต่อเนื่องระยะหนึ่ง ซึ่งธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และประวัติเครดิตร่วมด้วย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ปรับโครงสร้างหนี้...คืออะไร. (ม.ป.ป.). ธนาคารแห่งประเทศไทย. https://www.bot.or.th/th/satang-story/managing-debt/debt-restructuring.html
ขอปรับโครงสร้างหนี้แบบไหน...ที่เหมาะกับเรา. (ม.ป.ป.). ธนาคารแห่งประเทศไทย. https://www.bot.or.th/th/satang-story/managing-debt/my-debt-restructuring.html