ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
09-05-2562
ช่วงนี้มีกระแสละครดังออกมา และในฉากละครนั้น ในละครเรื่องนั้น มีการแข่งขันกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตน ฉะนั้น คำกล่าวที่ว่าเรื่องเงินเรื่องทองไม่เข้าใครออกใครก็ยังใช้ได้อยู่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคนี้ เพียงแค่ปัจจัยสี่น่าจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในสังคมปัจจุบัน และประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งอัตราการเกิดและการเข้าสู่วัยทำงานลดน้อยลง ทำให้คนที่มีทรัพย์สิน เงินทอง บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น ซึ่งอาจแต่งงานแล้วไม่อยากมีบุตร หรือไม่แต่งงาน อยู่เป็นโสด เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ทรัพย์สินที่ทำมาหากินได้มาและเก็บหอมรอมริบไว้มีเพิ่มพูนขึ้นมาก แต่อยู่ตัวคนเดียว แล้ว “มรดก” จะเอาไปไว้ไหน วันนี้เลยมาทำความเข้าใจกันเรื่องมรดกหรือทรัพย์มรดกกันว่า มีความสำคัญอย่างไร
มรดก หรือ ทรัพย์มรดก คืออะไร
คำว่า “มรดก” หรือ “ทรัพย์มรดก” หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดจนถึงสิทธิและหน้าที่ รวมถึงความรับผิดชอบต่าง ๆ ด้วย ทรัพย์มรดกจะตกทอดไปยังทายาทได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ที่เป็นเจ้าของมรดก เรียกว่า “เจ้ามรดก” ส่วนทรัพย์สินสิ่งของและเงินทองต่างๆ เรียกว่า ทรัพย์มรดก หากมีหลายชนิดเราเรียกต่อไปอีกว่า กองมรดก
สาระสำคัญของมรดกที่เราควรรู้มีอะไรบ้าง มาดูกัน
ทรัพย์สินคืออะไร
ทรัพย์สิน คือ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ และที่สำคัญจะเป็นมรดกได้ ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นของผู้ตายอยู่แล้วในเวลาที่ถึงแก่ความตาย เช่น บัญชีเงินฝากในธนาคาร บ้าน ที่ดิน แก้วแหวน ทองคำ หุ้น เป็นต้น แต่มีทรัพย์บางประการที่กฎหมายถือว่าไม่เป็นทรัพย์มรดก เพราะได้มาเพราะความตาย เช่น เงินบำนาญตกทอด เงินทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลืองานศพ เงินชดเชยที่เกิดจากความตาย เงินประกันชีวิต เป็นต้น
ทายาทคืออะไร
ทายาท คือ ผู้มีสิทธิรับมรดก โดยมรดกจะตกทอดสู่ทายาทตามสิทธิตามกฎหมายหรือเรียกว่า ทายาทโดยธรรม และทายาทอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ทายาทโดยพินัยกรรม
ทายาทมีกี่ประเภท
1. ทายาทโดยธรรม
ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลที่มีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งถูกกำหนดไว้ให้มี 6 ลำดับ คือ
2. ทายาทโดยพินัยกรรม ถือเป็นทายาทที่มีสิทธิที่รับมรดกอีกประเภทหนึ่ง ผู้ที่ถูกระบุชื่อลงในพินัยกรรมย่อมถือว่าเป็นผู้มีสิทธิที่จะรับมรดกตามคำสั่งเสียที่เขียนระบุไว้ พินัยกรรมเป็นคำสั่งหรือเจตนาของเจ้ามรดกที่ทำไว้เพื่อจัดการเรื่องทรัพย์สินของตนเองนั้น หรือสั่งไว้ให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ หลังจากที่ตนเสียชีวิตลงแล้ว พินัยกรรมจึงเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักกฎหมายนิติกรรมเช่นเดียวกัน พินัยกรรมได้มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 รูปแบบด้วยกัน คือ
การรับมรดกของทายาทแต่ละลำดับเป็นอย่างไร
แม้จะมีทายาทโดยธรรมอยู่หลายลำดับ แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกลำดับจะได้รับมรดกพร้อมกัน
กฎหมายกำหนดว่า “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” หมายถึง ทายาทในลำดับต้นจะมีสิทธิรับมรดกก่อน
ญาติที่อยู่ลำดับถัดมาจะมีสิทธิรับมรดกก็ต่อเมื่อไม่มีทายาทในลำดับที่สูงกว่า
ตัวอย่างการแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม
ตัวอย่างเช่น
นายทองเสียชีวิต มีทรัพย์สินมรดกจำนวน 3,000,000 บาท และมีทายาทดังนี้
ในกรณีนี้ ทายาทลำดับที่ 1 และ 2 มีสิทธิรับมรดกร่วมกัน ส่วนพี่น้องของนายทอง (ลำดับที่ 3) จะไม่มีสิทธิ เนื่องจากมีญาติในลำดับที่สูงกว่าอยู่
ดังนั้น ผู้รับมรดกคือ
ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสคือใคร
นอกจากญาติทางสายโลหิตแล้ว คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน ถึงแม้จะไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่กฎหมายให้สิทธิเทียบเท่ากับญาติ
ส่วนแบ่งของคู่สมรสจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่ามีญาติในลำดับใดร่วมรับมรดกอยู่หรือไม่
โดยหลักแล้ว คู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่ง ในสัดส่วนเท่ากับทายาทลำดับที่มีสิทธิร่วมรับมรดก
ตัวอย่างการแบ่งมรดกระหว่างคู่สมรสและญาติ
จากกรณีเดิม นายทองมี
ดังนั้น ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกคือ บุตรชาย, บิดา, มารดา และภรรยา
ทั้งหมดจะได้รับมรดกเท่ากันคนละส่วน
แบ่ง 3,000,000 บาท ออกเป็น 4 ส่วน
บุตรชายได้ 750,000 บาท
บิดาได้ 750,000 บาท
มารดาได้ 750,000 บาท
ภรรยาได้ 750,000 บาท
พินัยกรรมคืออะไร
พินัยกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาของบุคคลเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้มีผลบังคับใช้เมื่อเจ้าของพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว
กล่าวง่าย ๆ คือ เป็นเอกสารที่บอกไว้ว่า “ใครจะได้รับทรัพย์สินอะไร” หลังจากผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ซึ่งจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้นั้นสิ้นชีวิตลงจริง ๆ เท่านั้น
การทำพินัยกรรมจะต้องปฏิบัติตามรูปแบบที่ กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นพินัยกรรมอาจเป็นโมฆะและไม่สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย
ผู้ที่จะทำพินัยกรรมได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ดังนี้
หากผู้ทำพินัยกรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเกณฑ์ หรือถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ พินัยกรรมที่ทำขึ้นจะไม่มีผลทางกฎหมาย
พินัยกรรมมีกี่แบบ
กฎหมายกำหนดให้พินัยกรรมสามารถทำได้เพียงบางรูปแบบเท่านั้น เพื่อความชัดเจนและป้องกันการปลอมแปลง ผู้ทำพินัยกรรมสามารถเลือกได้ตามความสะดวกและสถานการณ์ของตน โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา
พินัยกรรมที่ผู้ทำเขียนเองทั้งหมดด้วยลายมือ ตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมลงลายมือชื่อกำกับไว้ ถือเป็นแบบที่นิยมมาก เพราะทำได้ง่ายและเป็นส่วนตัว
2. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง [H3]
จัดทำขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอ โดยมีพยานสองคนร่วมลงชื่อรับรอง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เอกสารมีความถูกต้องตามขั้นตอนราชการ
3. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เอกสารไว้โดยไม่เปิดเผยเนื้อหา แล้วนำส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรับรองต่อหน้าพยาน เป็นรูปแบบที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะไม่มีใครทราบเนื้อหาในพินัยกรรมจนกว่าจะเปิดหลังเสียชีวิต
4. พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา
ใช้ได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เช่น ผู้ทำพินัยกรรมเจ็บป่วยใกล้ตาย หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเขียนได้ โดยต้องมีพยานอย่างน้อยสองคนรับฟังและรับรองคำพูดไว้
5. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
ลักษณะคล้ายพินัยกรรมแบบธรรมดา แต่เน้นว่า “ต้องเป็นลายมือของผู้ทำทั้งหมด” ห้ามพิมพ์หรือให้ผู้อื่นเขียนแทน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาจริง
ไม่มีทายาทรับมรดก มรดกจะตกไปที่ใครตามกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
“เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาท ไม่ว่าจะโดยธรรมหรือโดยพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดิน”
กล่าวคือ หากบุคคลใดเสียชีวิตโดย ไม่มีผู้รับมรดกตามพินัยกรรม และ ไม่มีทายาทโดยธรรมเหลืออยู่เลย ทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายจะตกเป็นของ รัฐหรือแผ่นดินไทย เพื่อให้ทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ต่อสาธารณะ
ไม่มีทายาท หมายความว่าอย่างไร
คำว่า “ไม่มีทายาท” หมายถึง
เมื่อบุคคลเหล่านี้ไม่มีอยู่หรือถึงแก่กรรมไปก่อนเจ้ามรดกทั้งหมดแล้ว กฎหมายจึงถือว่า “ไม่มีทายาท”
ถ้ามีบางญาติอยู่ แต่ไม่เข้าเกณฑ์ทายาทตามกฎหมาย จะได้รับมรดกไหม
แม้บุคคลนั้นจะเป็นญาติห่าง ๆ เช่น ลูกพี่ลูกน้อง หลานของน้า หรือเพื่อนสนิท หากไม่ได้อยู่ใน ลำดับทายาทโดยธรรมทั้ง 6 ลำดับ ก็ ไม่มีสิทธิ์รับมรดกตามกฎหมาย กรณีนี้ มรดกจะตกเป็นของแผ่นดินทันที
รัฐจัดการมรดกอย่างไรเมื่อไม่มีทายาท
เมื่อศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์มรดกตกเป็นของแผ่นดิน กระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการทรัพย์สิน โดยมีขั้นตอนดังนี้
หากมีพินัยกรรมระบุให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ จะยังได้มรดกหรือไม่
หากเจ้ามรดกได้ทำ พินัยกรรมระบุผู้รับมรดกไว้ล่วงหน้า แม้บุคคลนั้นจะไม่ใช่ญาติ เช่น เพื่อนสนิท หรือองค์กรการกุศล กฎหมายก็จะให้ทรัพย์สินตกแก่บุคคลหรือหน่วยงานนั้นตามเจตนาของผู้ตาย
แต่หากไม่มีพินัยกรรมเลย และไม่มีทายาทตามกฎหมาย มรดกจะตกเป็นของแผ่นดินโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้น ในเรื่องของมรดกนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรระวังกันไว้ให้ดี เช่น ในเรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดก การกำจัดมิให้รับมรดก การตัดมิให้รับมรดก การสละมรดก เป็นต้น และที่สำคัญ การจัดแบ่งทรัพย์มรดกนั้นต้องคำนึงถึงการจัดการเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยาตามกฎหมายครอบครัวด้วยว่า อะไรเป็นสินส่วนตัวและอะไรเป็นสินสมรส รวมทั้งประเด็นที่บิดามารดาและคู่สมรสตามกฎหมายก็มีสถานะพิเศษที่เป็นทายาทรับมรดกในชั้นบุตรได้เช่นกันครับ สุดท้ายปลายทางแล้ว หากมรดกที่ไม่มีผู้รับ กรณีที่ไม่มีทายาทเลยหรือทายาทโดยธรรมหมดสิทธิรับมรดกไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม และไม่มีทายาทโดยพินัยกรรม หรือไม่มีการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลนั้นก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
สรุปแล้ว หากมีทรัพย์สินเงินทองได้มาจากการทำมาหากิน เก็บหอมรอมริบไว้จนทรัพย์สมบัตินั้นเพิ่มพูนขึ้นมาก แต่สุดท้ายแล้วกลับไม่รู้จะให้ใครหรือว่าไม่มีใครสืบทอดดูแลทรัพย์สินแทนตนเอง ทรัพย์สินนั้นก็จะตกเป็นของแผ่นดินนั่นเอง มีวลีหนึ่งในละครที่สะท้อนว่า “คนเรามีเวลาแค่ 3 วันเท่านั้นคือ เมื่อวานนี้ ซึ่งเราได้ถูกใช้ไปแล้ว วันนี้วันที่เรากำลังใช้มันอยู่ และวันพรุ่งนี้ซึ่งไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้มันรึเปล่า“ ฉะนั้นการเตรียมตัวหรือเตรียมความพร้อมไว้จึงเป็นสิ่งที่ดี การทำพินัยกรรมก็มิได้เป็นการลดทอนอายุตัวเองตามความเชื่อแต่อย่างไร แต่เป็นการเตรียมตัวไม่ประมาทในชีวิตมากกว่า รวมทั้งเป็นการดีที่จะมอบทรัพย์สินให้กับคนที่เราไว้ใจที่จะดูแลต่อจากเราได้
บทความโดย: นคร วัลลิภากร