ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
16-12-2565
ปี พ.ศ. 2565 ได้เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้ว หลายคนอาจจะกำลังตั้งตารอให้ผ่านพ้นปีที่เหนื่อยล้า หรือบางคนก็อาจจะยังมีความสุขจนไม่อยากให้ถึงปีใหม่เร็วๆ แต่อย่างไรก็ตามน้องมีบุญอยากชวนเพื่อนๆ ร่วมทำบุญทันใจ สะสมพลังบุญไว้สำหรับปีหน้า จะได้มีพลัง และสติ พร้อมเผชิญกับความสุข ความสนุก และความท้าทายที่อาจจะมาถึงในปีใหม่นี้ วันนี้น้องมีบุญจะพาไปเที่ยววัดทำบุญในจังหวัดกาญจนบุรี, นครปฐม, กรุงเทพฯ และระยอง ถ้าพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย
วัดถ้ำเสือ
แรกเริ่มเดิมทีนั้น วัดถ้ำเสือเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณถ้ำ ตรงเชิงเขา แต่ด้วยจิตศรัทธาของชาวบ้าน และผู้คนที่ได้มากราบไหว้ จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาให้เป็นวัดในปี พ.ศ. 2514 โดยบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมไปจนถึงยอดเขา จึงเป็นวัดที่มีความสวยงาม รายล้อมไปด้วยทุ่งนา และธรรมชาติ ทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อชินประทานพร พระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2516 สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล เพราะมีความสูงถึง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว
ภายในบริเวณวัดประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ผสมผสานไปด้วยศิลปะไทย จีน และญี่ปุ่น โดยที่นี่ ยังมีบันไดจำนวน 157 ขั้น ความชัน 60 องศา ที่ท้าทายพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่อยากขึ้นไปบูชาหลวงพ่อชินประทานพร แต่หากไม่สะดวกเดินขึ้นด้วยบันได ทางวัดก็มีรถรางไฟฟ้าไว้บริการ เมื่อขึ้นไปถึงด้านบน สักการะองค์หลวงพ่อแล้ว ด้านซ้ายขององค์พระจะเป็นวิหาร และด้านขวาเป็นพระอุโบสถอัฏฐมุข เราสามารถไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และชมวิวทิวทัศน์รอบด้านได้ ยังมีพระเจดีย์เกศแก้วปราสาทที่ใช้เวลาในการสร้างถึง 7 ปี เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สีส้มอิฐขนาด 9 ชั้น สูงถึง 75 เมตร โดยด้านหน้าจะมองเห็นแม่น้ำแม่กลองที่ทอดไหลผ่าน
บริเวณด้านล่าง เป็นที่ตั้งของศาลาการเปรียญประดิษฐานสังขารหลวงปู่ชื่นบรรจุในโลงแก้ว ศาลาประดิษฐานรูปหล่อเจ้าอาวาส หลวงพ่อสิงห์ หลวงพ่อชื่น โดยมีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อสิงห์เป็นพระธุดงค์ที่มาพบถ้ำเสือ และหลวงพ่อชื่นเป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด ส่วนบริเวณถ้ำนั้น แบ่งออกเป็น 4 ห้อง มีห้องโถงใหญ่ประดิษฐานพระประธาน 2 ห้องสำหรับหลวงพ่อชื่นมาบำเพ็ญภาวนา และห้องประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม
ที่ตั้ง ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
วัดไร่ขิง
วัดเก่าแก่ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำท่าจีน หรือแม่น้ำนครชัยศรี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยพระธรรมราชานุวัตร (พุก) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาสมศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์ (พุก) โดยในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร แต่ได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิง ซึ่งเป็นบ้านของบิดามารดา แต่วัดไม่ทันได้สร้างเสร็จ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ก็มรณภาพไปก่อนในปี พ.ศ. 2427 และได้มีผู้มาดูแลต่อคือพระธรรมราชานุวัตร ซึ่งเป็นหลานชายของท่าน สำหรับที่มาของชื่อวัดไร่ขิงนั้น เนื่องจากในบริเวณนี้มีชาวจีนมาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก และนิยมปลูกขิงกันอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านจึงพากันเรียกชุมชนนี้ว่า “ไร่ขิง” เมื่อมีการสร้างวัด จึงตั้งตามชื่อหมู่บ้านว่า “วัดไร่ขิง” นั่นเอง
ภายในบริเวณวัดมีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อวัดไร่ขิง พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ บนฐานชุกชี 5 ชั้น อัญเชิญมาจากวัดศาลาปูน ล่องมาด้วยแพไม้ไผ่ทางแม่น้ำ เมื่อถึงวัดไร่ขิงจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ภายใน ซึ่งวันดังกล่าว ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันสงกรานต์ที่มีประชาชนมากมายมาทำบุญที่วัด ว่ากันว่า ในปะรำพิธีได้เกิดความอัศจรรย์ขึ้น แสงแดด และความร้อนระอุได้พลันหายไป เกิดเป็นเมฆดำ มีฝนฟ้าคะนอง และเป็นสายฝนลงมาให้ความชุ่มฉ่ำชื่นใจ ประชาชนที่มาในงานจึงแซ่ซ้องว่า “หลวงพ่อจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนร้าย คลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหารฉะนั้น” แต่ก็มีบางตำนานที่เล่าขานว่าหลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้น เป็น 1 ใน 5 ของพระพุทธรูปลอยน้ำ หรือปัญจะภาคี ปาฏิหาริย์กระสินธุ์โน
และเมื่อปี พ.ศ. 2446 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เสด็จตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน และได้เสด็จมาที่วัดไร่ขิง จึงทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า “วัดมงคลจินดาราม” ทั้งทรงใส่วงเล็บชื่อเดิมต่อท้ายจึงกลายเป็น “วัดมงคลจินดาราม (ไร่ขิง)” แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมานานทำให้วงเล็บหายไป เหลือเพียงคำว่า “ไร่ขิง” จึงต้องเขียนว่า “วัดมงคลจินดาราม-ไร่ขิง” แทน
ที่ตั้ง ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
วัดสุทธาราม
วัดเก่าแก่ของชาวฝั่งธน ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า “วัดสุธาราม” ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ และได้รับการบูรณะเป็นวัดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2411 ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ท่านเจ้าคุณพระมหาโพธิวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ได้เป็นประธานสวดถอนพัทธสีมาอุโบสถหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันคือ “วิหารหลวงพ่อฉิม” ในครั้งนั้นท่านเจ้าคุณได้เพิ่มตัวอักษรอีกหนึ่งตัว จึงกลายเป็น “วัดสุทธาราม”
หลวงพ่อฉิม พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานภายในวิหารหลวงพ่อฉิม คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพิจารณาจากศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่ใช้ ทางวัดได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2487 โดยมีหลักฐานคือตัวอักษรปูนปั้นที่หน้าวิหารและในช่วงเวลานั้นเองที่ทางวัดถูกโจรกรรมโบราณวัตถุ พระพุทธรูปสำคัญไปเป็นจำนวนมาก แม้จะยังมีที่หลงเหลืออยู่บ้าง เช่น พระบูชาปางต่างๆ จานเชิง เครื่องไม้แกะสลัก พระเครื่อง เงินพดด้วง แต่ก็มิอาจเทียบได้กับสิ่งที่สูญหายไป
สำหรับสายมู ที่นี่เป็นวัดที่ตั้งท้าวเวสสุวรรณ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงถึง 8 เมตร และเปิดให้สักการะตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ. 2547 ทางวัดยังเปิดมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยภายในมีเครื่องล้างไต รวมถึงแพทย์ และพยาบาลที่คอยดูแลเหล่าผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างดี
ที่ตั้ง 403 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
วัดนายโรง
วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หรือราวปี พ.ศ. 2403 โดยท่านเจ้ากลับ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงละครนอกที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของสุนทรภู่ ด้วยความเก่งกาจจึงทำให้กลายเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยขึ้นมา และด้วยจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงนำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อที่ สร้างวัดประจำตระกูลของตนเอง ตั้งชื่อว่า “วัดนายโรง” ซึ่งหมายถึงวัดที่สร้างขึ้นโดยเจ้าของโรงละคร
ภายในบริเวณวัดประกอบไปด้วย อุโบสถ และวิหารสร้างด้วยสถาปัตยกรรม และศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ 4 มีชื่อว่า พระพุทธสัพพัญญู มีพุทธลักษณะที่งดงาม และมีลักษณะเฉพาะ ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม พื้นที่บริเวณเหนือกรอบหน้าต่างอุโบสถ ช่างปั้น ปั้นเป็นชฎาพระ ส่วนในวิหาร ปั้นเป็นกระบังหน้า และหูกระต่ายขี้รัก เครื่องสวมหัวของเสนาผู้ใหญ่ฝ่ายไทย อันเป็นเครื่องสวมหัวของตัวละครนอกทั้งสาม คือ ตัวพระ ตัวนาง และเสนา ส่วนมุมผนังกำแพงแก้วด้านในปั้นเป็นตัวละครนอก เป็นภาพฤๅษีดัดตน ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ทำการขึ้นทะเบียนอุโบสถวัดนายโรง เป็นโบราณสถานแห่งชาติ
นอกจากนี้ยังมีมณฑปหลวงปู่รอด เป็นที่ตั้งรูปเหมือนหลวงปู่รอด พระเถระที่สำคัญองค์หนึ่ง โดยมีชื่อเสียงจากการที่ท่านเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน และมีเกียรติคุณเป็นพิเศษในทางพุทธาคม และเวทย์วิทยาคม ในมณฑปยังมีหีบทองทึบ และอัฐิของหลวงปู่รอด และรูปเหมือนพระครูปริยัติวิมล อดีตเจ้าอาวาส วัดนายโรง รูปที่ 10 อีกด้วย ใกล้กัน มีเรือนท่านเจ้ากลับ เป็นที่ตั้งรูปเหมือนท่านเจ้ากลับ ผู้ก่อตั้งวัดนายโรง
วัดนายโรง มีโครงการก่อสร้างอุทยานธรรม และโคกหนองนา ณ วัดธรรมรัตน์โพธาราม จ.สุรินทร์ ที่มีท่านพระครูรัตนโสภณ เจ้าอาวาสวัดนายโรงช่วยดูแล
ที่ตั้ง 692 ซอยบรมราชชนนี 15 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
วัดละหารไร่
เดิมมีชื่อว่า “วัดไร่วารี” ตั้งอยู่ในบริเวณอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยสมัยก่อนเป็นป่าไร่ มีน้ำโอบล้อมไว้ จนในปี พ.ศ.2354 หลวงพ่อสังข์เฒ่าได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่แห่งนี้และสร้างเป็นที่พัก เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็เกิดจิตศรัทธา นำภัตตาหารมาถวาย จนภายหลังเริ่มมีภิกษุมาจำพรรษามากขึ้น จึงมีการก่อสร้างกุฏิ วิหาร โดยหลวงพ่อสังข์เฒ่าเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
หลวงปู่ทิม เกจิอาจารย์ชื่อดัง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2422 โดยมารดาของท่านเป็นน้องสาวหลวงปู่สังข์ ผู้ก่อตั้งวัดละหารไร่ เมื่อท่านอายุได้ 17 ปี บิดาก็นำไปฝากเรียนหนังสือที่วัดกับพระอาจารย์สิงห์ เมื่อร่ำเรียนจนพออ่านออกเขียนได้ บิดาก็ขอให้ลาสิกขาเพื่อมาช่วยงานทางบ้าน จนเมื่ออายุ 19 ปี ถูกเลือกไปเป็นทหารประจำการที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 4 ปี เมื่อกลับบ้านได้ไม่นาน บิดาก็จัดให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเริ่มค้นคว้าอ่านตำรา รวมถึงออกธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ จนเมื่อท่านรู้สึกว่าถึงเวลา ก็ได้กลับมาที่วัดละหารไร่ ต่อมาคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านเป็น พระอธิการทิม อิสริโก เจ้าอาวาสวัดละหารไร่ และท่านได้ทำการก่อสร้างเสนาสนะ บูรณะซ่อมแซมกุฏิ และอื่นๆ อีกหลายอย่างจนวัดได้พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้ญาติโยมเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยความที่ท่านเป็นพระที่เคร่งในธรรมวินัย ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยได้เปิดโรงเรียนขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่บุตรหลานของคนในชุมชนด้วย ในบริเวณวัด ยังประดิษฐานหลวงปู่ทิมองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 12 เมตร สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล
ที่ตั้ง ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง 21120
น้องมีบุญ พาท่องเที่ยวสุขใจ ไหว้พระ ทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลกันแล้ว ขอชวนมาบริจาคเงินทำบุญแบบ E-Donation บำรุงศาสนสถาน สร้างบุญกุศลผ่านแอป SCB EASY กันต่อ โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
>> สแกน QR Code ทำบุญทันใจ
>> กด “ยอมรับ” ให้ธนาคารที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลรายการนี้ ให้แก่ กรมสรรพากร และ/หรือ หน่วยรับบริจาค เพื่อการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
>> ใส่จำนวนเงินบริจาค กดปุ่มยืนยัน เพียงเท่านี้ เงินก็จะถูกส่งไปเข้าบัญชีของวัดโดยตรง
ข้อมูลบริจาคที่ส่งไปกรมสรรพากรจะถูกนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเราสามารถคลิกดูรายละเอียดข้อมูลที่บริจาค E-Donation ไปแล้ว ที่เว็บไซต์กรมสรรพากรได้ตลอด 24 ชั่วโมง ง่ายสะดวกทันใจ สายบุญยุคดิจิทัล
สามารถเลือกวัดที่ต้องการทำบุญเพิ่มเติม ผ่านการ สแกน QR Code ได้ที่ >>
https://www.scb.co.th/th/personal-banking/other-services/e-donation.html
ทำบุญสุขใจ ผ่าน SCB EASY App โดยตรง เลือกวัดที่ต้องการทำบุญ ได้ที่ >>
https://www.scb.co.th/th/personal-banking/digital-banking/scb-easy/easy-donation.html