ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
16-03-2569
ในโลกการเงินที่ขยับตัวอยู่ตลอดเวลา หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “เงินเฟ้อ” เพราะถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง “เงินฝืด” กลับเป็นภาวะที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ซึ่งการทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านมุมของเงินฝืดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือคนทั่วไป เพราะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้รอบคอบขึ้น และมองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่อาจซ่อนอยู่ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นได้เสมอ
บทความนี้จึงจะขอพาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะเงินฝืด พร้อมกลยุทธ์รับมือแบบมืออาชีพ หากพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันเลย!
เงินฝืด (Deflation) คืออะไร?
ภาวะเงินฝืด (Deflation) คือ สภาวะที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากความต้องการในระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงขึ้นในเชิงปริมาณ แต่รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนกลับลดลง ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนหดตัว หากยืดเยื้ออาจพัฒนาเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ในช่วงดังกล่าว นักลงทุนมักเน้นถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินสด ตราสารหนี้ และทองคำ เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตลงทุน
เงินฝืด vs เงินเฟ้อ ต่างกันอย่างไร
แม้ทั้ง 2 ภาวะจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเหมือนกัน แต่กลไก สาเหตุ และผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างกัน
| เงินฝืด (Deflation) | เงินเฟ้อ (Inflation) |
คืออะไร | ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง อำนาจซื้อเพิ่มขึ้น | ระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อำนาจซื้อลดลง |
เกิดจากอะไร | อุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ต่ำกว่าอุปทาน (ปริมาณสินค้า) | อุปสงค์สูงกว่าอุปทาน หรือต้นทุนการผลิตสูงขึ้น |
ผลกระทบต่อการบริโภค | ชะลอการซื้อ เพื่อรอราคาที่ถูกลงในอนาคต | เร่งการซื้อ เนื่องจากกังวลว่าราคาจะสูงขึ้นอีก |
ผลกระทบต่อหนี้สิน | ภาระหนี้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น (เงินมีค่ามากขึ้น หนี้เท่าเดิม) | ภาระหนี้ที่แท้จริงลดลงในเชิงเปรียบเทียบ |
สาเหตุในการเกิดเงินฝืดมีอะไรบ้าง
การที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้
ผลกระทบของเงินฝืด
จริง ๆ แล้วภาวะเงินฝืดไม่ได้ทำให้แค่สินค้าถูกลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม ดังนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ผลกระทบต่อคนทั่วไป
ข้อดีและข้อเสียของเงินฝืด มีอะไรบ้าง
แม้มุมมองส่วนใหญ่จะเป็นเชิงลบ แต่ในระยะสั้นภาวะเงินฝืดก็มีแง่มุมที่ให้ประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มเช่นกัน
ข้อดีของเงินฝืด (ระยะสั้น)
ข้อเสียของเงินฝืด (ระยะยาว)
เงินฝืดใครได้ประโยชน์ ใครเสียเปรียบบ้าง
ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นแบบใด ย่อมมีทั้งคนที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับว่าใครถือสินทรัพย์อะไร และจัดการภาระหนี้ได้ดีแค่ไหน ซึ่งในสภาวะเงินฝืดผู้ที่ได้ประโยชน์ และเสียผลประโยชน์ มีดังนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ในช่วงเงินฝืด
กลุ่มที่เสียเปรียบในช่วงเงินฝืด
ควรลงทุนอะไรดีในภาวะเงินฝืด?
การลงทุนในช่วงเงินฝืดควรโฟกัสที่การรักษาเงินต้น เลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงหรือสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ โดยการลงทุนที่อยากแนะนำ ได้แก่
ลงทุนพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds)
พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในภาวะเงินฝืด เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ ในขณะที่ระดับราคาในตลาดลดลง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ของพันธบัตรจึงสูงขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเศรษฐกิจฝืดเคือง ธนาคารกลางมักปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งจะทำให้ราคาพันธบัตรในตลาดปรับตัวสูงขึ้น สร้างกำไรจากส่วนต่างราคาได้อีกด้วย
ลงทุนทองคำ (Gold)
ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ในภาวะเงินฝืดทองคำอาจไม่ได้ทำผลงานได้โดดเด่นเท่ากับภาวะเงินเฟ้อ แต่ทองคำยังคงมีสถานะเป็นเงินตราที่แท้จริง และไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ในยามที่ระบบการเงินสั่นคลอนหรือธนาคารมีปัญหา
ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ช่วงเงินฝืดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เนื่องจากราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจลดลงตามกำลังซื้อที่หายไป อย่างไรก็ตาม หากเลือกอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่ดีเยี่ยมและมีผู้เช่าที่มีศักยภาพ รายได้จากค่าเช่าจะกลายเป็นกระแสเงินสดที่มีค่ามาก เพราะเงินจำนวนเดิมที่ได้รับจะสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น
ลงทุนหุ้นที่มีเงินสดในมือเยอะ (Cash-rich Stocks)
ในภาวะที่การกู้ยืมทำได้ยาก หุ้นของบริษัทที่มีฐานะทางการเงิน มีเงินสดล้นมือ และมีหนี้สินต่ำจะมีความได้เปรียบสูง บริษัทเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ แต่ยังมีโอกาสในการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งที่อ่อนแอกว่าในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตหลังผ่านพ้นวิกฤต
ลงทุนสินทรัพย์ที่มีรายได้คงที่ (Income-generating Assets)
การเน้นลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) หรือกองทุนรวมที่เน้นการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ เพราะในภาวะเงินฝืด การมีรายได้ที่สม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้แก่ผู้ถือครอง และมูลค่าที่แท้จริงของเงินปันผลเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นตามอำนาจซื้อที่สูงขึ้นของเงิน
สิ่งที่ควรระวังในการลงทุนในภาวะเงินฝืด
นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการนำเงินไปจมอยู่ในสินทรัพย์ที่ขายออกยาก หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป การใช้ Leverage หรือการกู้เงินมาลงทุนเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากภาวะเงินฝืดจะทำให้ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายคืนนั้นมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ แนะนำว่ายังต้องระวังเรื่องการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่อาจดูเหมือนถูก แต่ในภาวะเงินฝืดราคาอาจจะลดลงไปได้อีก (Value Trap)
วิธีรับมือกับเงินฝืดที่มีประสิทธิภาพ ควรทำอย่างไร?
หากเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ก็จะช่วยให้รับมือกับช่วงเวลาภาวะเงินฝืดนี้ได้อย่างมั่นคง และลดผลกระทบต่อฐานะการเงินให้น้อยที่สุด ซึ่งวิธีการรับมือที่อยากแนะนำ คือ
เข้าใจภาวะเงินฝืด เตรียมรับมืออย่างฉลาดด้วยการมีวินัยทางการเงิน และเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม
แม้ภาวะเงินฝืดจะถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่กดดันเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ถ้าเรามีความเข้าใจโครงสร้างของระบบ และบริหารสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองได้อย่างรอบคอบ วิกฤตนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางการเงินได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องท่องให้ขึ้นใจเลยนั่นก็คือ การมีวินัยทางการเงิน ลดความเสี่ยงจากภาระหนี้ และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และพร้อมรับการเติบโตเมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะเงินฝืด
ภาวะเงินฝืดต่างจาก "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)" อย่างไร?
เงินฝืดหมายถึงราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่องวัดจาก CPI ที่ติดลบหลายเดือนติดต่อกัน เป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับระดับราคาส่วนภาวะเศรษฐกิจถดถอยหมายถึงGDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกันเป็นการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจวัดจากการผลิต การจ้างงาน รายได้ ความแตกต่างภาวะถดถอยอาจเกิดโดยไม่มีเงินฝืด (ราคายังคงขึ้นเล็กน้อย แต่เศรษฐกิจหดตัว) และเงินฝืดอาจเกิดโดยยังไม่ถดถอย (ราคาลง แต่ GDP ยังเติบโต) แต่โดยปกติเงินฝืดมักนำไปสู่ภาวะถดถอยเพราะการชะลอการบริโภคและการลงทุนจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวตามมา ภาวะที่เลวร้ายที่สุดคือDeflationary Spiralเงินฝืดและถดถอยเกิดพร้อมกัน วนซ้ำไม่หยุด เช่นญี่ปุ่นในทศวรรษ 1990
การถือเงินสดในมือในช่วงเงินฝืดคุ้มหรือไม่ หรือควรนำไปฝากธนาคาร?
ถือเงินสดคุ้มมากในภาวะเงินฝืดเพราะมูลค่าที่แท้จริงของเงินเพิ่มขึ้นเอง แม้ไม่ได้ดอกเบี้ยก็ยังได้กำไร เช่น เงิน 10,000 บาทวันนี้ซื้อของได้ 10 ชิ้น 1 ปีหลังราคาสินค้าตกเหลือ 80 บาท เงินเท่าเดิมซื้อได้ 12.5 ชิ้น = กำไร 25% แต่มีข้อควรระวัง1) เสี่ยงสูญหาย/ถูกขโมยเงินสดไม่มีประกัน 2) ธนาคารอาจล้มหากวิกฤตหนักมาก แม้มี DPA คุ้มครองแค่ 1 ล้านบาทต่อบัญชี 3) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากอาจได้เพียง 0.5-1% ไม่คุ้มกับความเสี่ยง แนะนำถือเงินสดตามความจำเป็น 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ หรือสินทรัพย์ปลอดภัย กระจายไว้หลายธนาคาร ไม่เกิน 1 ล้านต่อบัญชีเพื่อได้ DPA เต็มจำนวน
หากเป็นพนักงานประจำ ควรทำอย่างไรเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงการถูกเลิกจ้าง?
เตรียมตัวให้พร้อมทั้ง 4 ด้าน1) ด้านการเงินสร้าง Emergency Fund 12-18 เดือน (มากกว่าปกติที่แนะนำ 6 เดือน) ลดหนี้สินให้หมด ไม่ผูกพันสัญญาระยะยาว ระวังการซื้อของราคาแพง 2) ด้านทักษะพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ เรียนคอร์สออนไลน์ ได้ใบประกาศนียบัตร สร้างพอร์ตผลงาน เน้นทักษะที่ AI แทนที่ยาก เช่น Creative Problem Solving Communication Critical Thinking 3) ด้านเครือข่ายสร้างความสัมพันธ์กับคนในวงการ เข้าร่วมชุมชนมืออาชีพ มี LinkedIn ที่แข็งแกร่ง รู้จักคน Recruiter หา Mentor 4) ด้านรายได้เสริมสร้างรายได้เสริม Freelance Side Hustle หรือธุรกิจเล็กๆ เพื่อไม่พึ่งพาเงินเดือนเพียงอย่างเดียว สัญญาณที่ต้องระวังบริษัทขาดทุนติดต่อกัน มีการลดพนักงาน Outsource มากขึ้น ระงับโบนัส หยุดจ้างคนใหม่ หากพบสัญญาณนี้ควรหางานสำรองทันที