ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
22-07-2563
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) หรือตราสารหนี้รัฐบาล เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ซื้อหรือนักลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ที่จะได้รับการชำระหนี้และผลประโยชน์อื่นๆ เช่น ดอกเบี้ย จากลูกหนี้ คือ รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตรรัฐบาลนั้นๆ
รัฐบาลจะนำเงินที่ระดมทุนได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลไปลงทุนในโครงการของรัฐ นำไปใช้จ่ายคืนหนี้ของรัฐ หรือนำไปทำภารกิจใดๆ ของรัฐ ดังนั้นเมื่อเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็เสมือนหนึ่งได้เป็นเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลยืมไปใช้ เมื่อถึงเวลาที่กำหนด รัฐบาลมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามที่ได้สัญญาไว้
การลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจึงถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ แน่นอนเมื่อความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนก็ย่อมต่ำกว่าผลตอบแทนจากตราสารทุน แต่มีความสม่ำเสมอจากกระแสการจ่ายดอกเบี้ย
นอกจากนี้การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นกู้ เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Free) เพราะรัฐบาลมีอำนาจในการเก็บภาษีเพื่อมาใช้คืนหนี้นั่นเอง
พันธบัตรคืออะไร และทำงานอย่างไร
ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรประเภทใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจกลไกพื้นฐานของพันธบัตรให้ถ่องแท้เสียก่อน
พันธบัตรคืออะไร
พันธบัตร (Bond) คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยผู้กู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็น 'เจ้าหนี้' ที่มีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยตามที่ระบุในตราสาร และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนพันธบัตรรัฐบาลคืออะไร? ก็คือพันธบัตรที่รัฐบาลเป็นผู้ออก ซึ่งได้รับความไว้วางใจสูงที่สุดเพราะรัฐบาลมีเครดิตที่ดีที่สุดในประเทศ
พันธบัตรทำงานอย่างไร
กลไกการทำงานของพันธบัตรรัฐบาลมีความเรียบง่าย ดังนี้:
ประเภทของพันธบัตรที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง
พันธบัตรมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การรู้จักประเภทของพันธบัตรจะช่วยให้เลือกลงทุนได้เหมาะสมกับเป้าหมาย
พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร
พันธบัตรรัฐบาล คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานของรัฐ ถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมด เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือสูงสุดและมีอำนาจในการเก็บภาษีเพื่อชำระหนี้ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายให้ประชาชนทั่วไป และพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสำหรับนักลงทุนสถาบัน
หุ้นกู้เอกชน (พันธบัตรองค์กร) คืออะไร
หุ้นกู้เอกชนคือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในธุรกิจ โดยทั่วไปให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าด้วย เนื่องจากบริษัทเอกชนอาจมีความเสี่ยงด้านเครดิต (ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารจะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้) การลงทุนในหุ้นกู้จึงต้องพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของบริษัทผู้ออกตราสารอย่างรอบคอบ
พันธบัตรประเภทอื่นๆ เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ หรือพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน
ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรมาจากไหน
ก่อนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลนักลงทุนควรทำความเข้าใจแหล่งที่มาของผลตอบแทน เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้อย่างถูกต้อง
อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) คืออะไร
Coupon Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรสัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตร คำนวณจากมูลค่าหน้าตั๋ว เช่น หากลงทุน 100,000 บาท ในพันธบัตรรัฐบาลที่ Coupon Rate 3% ต่อปี จะได้รับดอกเบี้ย 3,000 บาทต่อปี ตลอดระยะเวลาถือครอง โดยปกติจะจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุพันธบัตร (กรณีพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยคงที่) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้วางแผนทางการเงินได้ล่วงหน้า
ผลตอบแทนจากการลงทุนจนครบกำหนด (Yield to Maturity) คืออะไร
Yield to Maturity (YTM) หรืออัตราผลตอบแทนจนครบกำหนด คือผลตอบแทนรวมที่นักลงทุนจะได้รับหากถือพันธบัตรจนครบกำหนด โดยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับระหว่างทาง และกำไรหรือขาดทุนจากราคาซื้อ ตัวอย่างเช่น หากซื้อพันธบัตรรัฐบาลราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท ในราคา 950 บาท และถือจนครบกำหนดจะได้รับเงิน 1,000 บาทคืน กำไรส่วนต่าง 50 บาทนี้จะถูกรวมคำนวณใน YTM ด้วย ทำให้ YTM สูงกว่า Coupon Rate
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อราคาและผลตอบแทนของพันธบัตร
ราคาของพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองไม่ได้คงที่ แต่ผันผวนตามปัจจัยต่างๆ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด
อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีผลต่อราคาพันธบัตรอย่างไร
ราคาพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีความสัมพันธ์แบบ 'ผกผัน' กัน กล่าวคือ:
ดังนั้น หากซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้วถือจนครบกำหนด ราคาที่ผันผวนในตลาดจะไม่กระทบผลตอบแทนสุดท้ายที่ได้รับ แต่หากต้องขายก่อนกำหนด ความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยตัดสินใจเวลาในการขายได้ดีขึ้น
อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) มีความสำคัญอย่างไร
Credit Rating คือการจัดอันดับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ยิ่ง Rating สูง ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็มักต่ำตามไปด้วย สำหรับพันธบัตรรัฐบาลไทย ถือว่ามี Credit Rating อยู่ในระดับ Investment Grade และปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิตในบริบทของประเทศ ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนจะมีการจัด Credit Rating แตกต่างกันไปตามความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทผู้ออก
ข้อดีและข้อเสียของการลงทุนในพันธบัตรมีอะไรบ้าง
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมีทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัดที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ข้อดีของการลงทุนในพันธบัตรนอกเหนือจากความปลอดภัย
ข้อเสียหรือข้อจำกัดของการลงทุนในพันธบัตร
ควรเลือกพันธบัตรแบบไหนให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุน
การเลือกพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรประเภทอื่นให้เหมาะสมนั้น ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและสถานการณ์ของแต่ละคน
ควรพิจารณาปัจจัยใดบ้างในการเลือกพันธบัตร
ระยะเวลาการลงทุน (Maturity) มีความสำคัญอย่างไร
ระยะเวลาของพันธบัตรมีผลโดยตรงต่อทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง:
การลงทุนในพันธบัตรมีภาระภาษีอย่างไร
ภาษีเป็นเรื่องที่นักลงทุนมักมองข้าม แต่มีผลกระทบต่อผลตอบแทนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่อยู่ในอัตราภาษีสูง
ดอกเบี้ยพันธบัตรต้องเสียภาษีหรือไม่
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรออมทรัพย์ที่ซื้อโดยบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% อย่างไรก็ตาม บุคคลธรรมดาสามารถเลือกไม่นำดอกเบี้ยดังกล่าวรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีได้ หากถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงและอยู่ในอัตราภาษีสูงกว่า 15% ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเลือกวิธีการยื่นภาษี
กำไรจากการขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดต้องเสียภาษีอย่างไร
กำไรจากการขายพันธบัตรรัฐบาลก่อนครบกำหนด (Capital Gain) สำหรับบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดรองนั้น โดยทั่วไปจะไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง จึงแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอยู่เสมอ
พันธบัตรแตกต่างจากการฝากประจำหรือกองทุนตลาดเงินอย่างไร
หลายคนสงสัยว่าระหว่างพันธบัตรรัฐบาล เงินฝากประจำ และกองทุนตลาดเงิน อะไรเหมาะกับตนเองมากกว่ากัน ต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบที่ชัดเจน
การลงทุนในพันธบัตรกับเงินฝากประจำ แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน
ด้าน | พันธบัตรรัฐบาล | เงินฝากประจำ |
ความปลอดภัย | สูงมาก (รัฐบาลค้ำประกัน) | สูง (สถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท) |
ผลตอบแทน | ประมาณ 2-4% ต่อปี | ประมาณ 0.9-2% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับธนาคารและระยะเวลา) |
สภาพคล่อง | ขายได้ในตลาดรอง แต่ราคาอาจต่างจากซื้อ | ถอนก่อนกำหนดได้ แต่เสียดอกเบี้ย |
ราคาเริ่มต้น | 1,000 บาท | ขึ้นอยู่กับธนาคาร |
พันธบัตรกับกองทุนรวมตลาดเงินมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
กองทุนรวมตลาดเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลโดยมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้ ข้อดีคือสภาพคล่องสูง ถอนได้ทุกวัน และกระจายการลงทุน แต่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ในขณะที่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงจะได้ผลตอบแทนที่ชัดเจนและไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ต้องการเงินต้นขั้นต่ำและมีสภาพคล่องต่ำกว่า
การลงทุนในพันธบัตรเหมาะกับใคร?
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เหมาะเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุน 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1: ผู้ที่ต้องการความแน่นอนในเรื่องผลตอบแทน ไม่ชอบความเสี่ยง ยอมรับความเสียหายจากการลงทุนได้ไม่มาก และจำเป็นต้องมีเงินก้อนเพื่อการลงทุน รวมถึงเงินลงทุนก้อนนั้นต้องมีกำหนดระยะเวลาในการลงทุนสอดคล้องกับระยะเวลาของพันธบัตรด้วย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ต้องการรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ
กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ต้องการใช้ตราสารหนี้เพื่อการบริหารเงินลงทุน (Portfolio Management) ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นสามัญที่ให้ผลตอบแทนสูง นักลงทุนควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วย เพื่อให้เกิดกระแสเงินรับที่สม่ำเสมอและสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน โดยสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับอายุ รายได้ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรมีอะไรบ้าง?
แม้การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่าหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตามในโลกของการลงทุนนั้น ไม่มีการลงทุนใดที่ปราศจากความเสี่ยงอย่างแท้จริง ซึ่งความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ได้แก่
สามารถลงทุนในพันธบัตรได้อย่างไร
ตลาดซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล แบ่งเป็น 2 ตลาด เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น คือตลาดแรก (Primary Market) และตลาดรอง (Secondary Market)
ตลาดแรก (Primary Market)
คือการซื้อขายพันธบัตรที่เปิดตัวครั้งแรก เป็นการซื้อขายระหว่างสถาบันออกพันธบัตรกับนักลงทุน ราคาขายจะเป็นราคาหน้าตั๋ว โดยขายให้กับนักลงทุน 2 ประเภท:
ตลาดรอง (Secondary Market)
คือการซื้อขายพันธบัตรระหว่างนักลงทุนด้วยกันเอง หรือกรณีที่ซื้อผ่านตลาดแรกแล้วต้องการขายก่อนครบกำหนด การซื้อขายมีทั้งแบบตกลงกันเอง และผ่านตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange, BEX) โดยใช้บริการโบรกเกอร์
พันธบัตรรัฐบาล ทางเลือกลงทุนที่ปลอดภัยและคาดการณ์ได้
จะเห็นว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะผู้ซื้อจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ
ซึ่งหากผู้ลงทุนตัดสินใจลงทุนแล้ว อย่าลืม... 'ติดตามผลการลงทุน' และ 'ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการลงทุน' อย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และทันต่อเหตุการณ์ จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาล
Q1: พันธบัตรรัฐบาล คืออะไร และแตกต่างจากหุ้นกู้อย่างไร?
พันธบัตรรัฐบาลคือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐเพื่อระดมทุน ผู้ซื้อจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอและได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ข้อแตกต่างหลักจากหุ้นกู้คือ พันธบัตรรัฐบาล ปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือสูงสุดและมีอำนาจเก็บภาษีเพื่อชำระหนี้ ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ Credit Rating ของบริษัทผู้ออกตราสาร
Q2: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลขั้นต่ำเท่าไหร่ และซื้อได้ที่ไหน?
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสำหรับรายย่อยเริ่มต้นที่ 1,000 บาท สามารถซื้อได้ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เช่น SCB เมื่อมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ใหม่ ทั้งผ่านสาขาและช่องทางออนไลน์ หรือซื้อในตลาดรองผ่านโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกตลาดตราสารหนี้ (BEX)
Q3: ถ้าต้องการเงินก่อนพันธบัตรครบกำหนด ทำได้ไหม?
สามารถทำได้ โดยการขายใน 'ตลาดรอง' (Secondary Market) ผ่านโบรกเกอร์หรือธนาคาร อย่างไรก็ตามราคาที่ขายได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา ขึ้นอยู่กับสภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้น หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นหลังจากซื้อ ราคาพันธบัตรจะต่ำลง ทำให้อาจขายได้ในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ดังนั้นควรวางแผนให้ระยะเวลาการลงทุนสอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของตนเอง
แหล่งอ้างอิง: https://www.investor.gov/introduction-investing/investing-basics/investment-products/bonds-or-fixed-income-products/bonds
แหล่งอ้างอิง: https://www.pimco.com/us/en/resources/education/bonds-101-the-what-and-why-of-bond-investing