ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
15-01-2563
หากดูจำนวนบัตรเครดิตรวมทั้งหมดในประเทศไทย ปัจจุบันพบว่ามีอยู่ประมาณ 20 ล้านใบ โดยมีบัตรที่เคลื่อนไหวประจำประมาณ 14 ล้านใบ และในจำนวนหนี้มีบัญชีที่มีปัญหาหรือค้างชำระประมาณ 1 ล้านใบ ที่น่าตกใจกว่านี้ คือ มียอดค้างชำระตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ที่มา : บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บัตรเครดิต” คือสิ่งแรกๆ ที่หลายคนอยากเป็นเจ้าของหลังจากมีงานมีเงินเดือน เพราะบัตรเครดิตช่วยให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้จ่าย ซึ่งถือว่าไม่ผิดหากใช้แล้วไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม มีผู้ถือบัตรหลายคนอาจเผลอใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เกิดภาระหนี้สิน และอาจถึงขั้นรับผิดชอบไม่ไหว สังเกตได้จากตัวเลขบัตรเครดิตที่มีปัญหา หรือค้างชำระ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตเริ่มมีหนี้เร็ว นาน และมากขึ้น ลองมาดูสาเหตุหลัก ที่ทำให้เป็นหนี้บัตรเครดิต ซึ่งบทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคิดอย่างไร สาเหตุที่ทำให้เป็นหนี้ วิธีแก้หนี้บัตรเครดิตที่ทำได้จริง มาตรการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ ไปจนถึงสิ่งที่ต้องรู้ถ้าจ่ายไม่ไหวจนถูกฟ้อง
ทำไมถึงเป็นหนี้บัตรเครดิต สาเหตุหลักมีอะไรบ้าง?
มาดูสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ คนเป็นหนี้บัตรเครดิตกัน ว่ามีอะไรบ้าง จะได้ระมัดระวังในการใช้จ่าย
1.มีหลายใบ
ลองเปิดดูกระเป๋าเงินของตัวเอง แล้วนับบัตรเครดิตว่ามีทั้งหมดกี่ใบ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่มีปัญหาหรือค้างชำระหนี้มักจะมีบัตรหลายใบ ยิ่งมีบัตรมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสใช้มากขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ มีบัตรหลายใบจะมีวงเงินให้ใช้จ่ายสูงเกินความสามารถในการชำระเงิน
2.ใช้ไปเรื่อยๆ
สังเกตได้ว่าผู้ที่มีปัญหาหนี้สินบัตรเครดิตมักมีพฤติกรรมชอบใช้จ่ายผ่านบัตร ไม่ว่าจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่บาท ไปจนถึงซื้อสินค้าในราคาหลายแสนบาทก็รูดบัตรเครดิต และเมื่อถึงเวลาชำระคืนก็ใช้วิธีผ่อนจ่ายขั้นต่ำ
3.เบิกถอนเงินสด
บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่ง หลายคนจึงใช้เป็นตัวช่วยในช่วงที่เงินขาดมือ บางคนถึงขั้นเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตมาใช้จ่าย และชำระหนี้แบบยอดขั้นต่ำ ทำให้รับภาระดอกเบี้ยในระดับสูง
4.ชำระหนี้บัตรเป็นลำดับสุดท้าย
เมื่อหนี้บัตรเครดิตสามารถชำระตามยอดขั้นต่ำได้ ทำให้หลายคนมักชำระหนี้เรื่องอื่นๆ ก่อน ส่วนหนี้บัตรเครดิตจะจ่ายเป็นลำดับสุดท้าย ส่งผลให้ผู้ถือบัตรต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่ออื่นๆ
หนี้บัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยอย่างไร ทำไมยิ่งจ่ายขั้นต่ำยิ่งหมดช้า?
ก่อนจะไปดูวิธีแก้หนี้บัตรเครดิต ลองมาทำความรู้จักการคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิตกันก่อน เวลารูดใช้จ่ายจะได้ใช้เงินอย่างมีสติ
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ไม่เกิน 16% ต่อปี ฟังดูไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับสินเชื่อบ้านที่ดอกเบี้ยหลักไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หนี้บัตรเครดิตคือหนี้ที่แพงที่สุดก้อนหนึ่งที่คนทั่วไปมี และที่หลายคนไม่รู้คือ ถ้าไม่จ่ายเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนด ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยย้อนไปตั้งแต่วันที่รูดบัตร และคิดเป็นรายวัน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าจ่ายไม่เต็ม ช่วงปลอดดอกเบี้ยจะหายไปทันที และดอกเบี้ยจะงอกบนยอดที่เหลือไปเรื่อย ๆ
จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตกี่เปอร์เซ็นต์
ปกติอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 10% ของยอดคงค้าง แต่ ธปท. ผ่อนปรนให้เหลือ 8% และขยายมาตรการนี้ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลูกหนี้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สำหรับคนที่จ่ายได้ตั้งแต่ 8% ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ยังได้ส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคารด้วย
จ่ายแค่ขั้นต่ำกับจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ ต่างกันแค่ไหน?
ลองดูตัวอย่างหนี้บัตรเครดิต 50,000 บาท ดอกเบี้ย 16% ต่อปี โดยหยุดรูดบัตรเพิ่มแล้ว
วิธีจ่าย | ใช้เวลาจ่ายหมด | ดอกเบี้ยรวม (ประมาณ) |
จ่ายขั้นต่ำ 8% ทุกเดือน | ประมาณ 44 เดือน | 9,200 บาท |
จ่ายคงที่เดือนละ 3,000 บาท | ประมาณ 19 เดือน | 6,900 บาท |
จ่ายคงที่เดือนละ 5,000 บาท | ประมาณ 11 เดือน | 4,000 บาท |
แค่เปลี่ยนจากจ่ายขั้นต่ำเป็นจ่ายเดือนละ 5,000 บาท หนี้จะหมดเร็วขึ้นเกือบ 3 ปี และประหยัดดอกเบี้ยได้กว่า 5,000 บาท นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจ่ายมากกว่าขั้นต่ำถึงเป็นหัวใจของการแก้หนี้บัตรเครดิต
เป็นหนี้บัตรเครดิต แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?
อย่างไรก็ตาม เมื่อหนี้จากบัตรเครดิตเริ่มสร้างปัญหาให้กับชีวิตจึงต้องหาทางออกโดยด่วน นี่คือตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหา
1.หยุดใช้บัตรเครดิต
เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าที่ผ่านมาปัญหาหนี้สินเกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต วิธีแก้ไขที่ได้ผลที่สุด ก็คือ ยอมรับสภาพตัวเองแล้วก็หยุดใช้บัตรเครดิต จากนั้นหันมาใช้จ่ายด้วยเงินสดแทนและวางแผนจัดการแก้ปัญหาหนี้สินให้หมดโดยเร็ว
2.ทยอยจ่ายหนี้ให้เร็วที่สุด
บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 20% ต่อปี ที่สำคัญหากไม่จ่ายค่าบัตรเครดิตภายในวันที่กำหนดจะถูกคิดดอกเบี้ยจากวันที่รูดบัตรทันที โดยคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน ดังนั้น หากเลือกชำระแบบขั้นต่ำ 10% จะมีปัญหาเรื่องภาระดอกเบี้ยที่งอกเงยไปเรื่อยๆ เพราะสถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ย 2 ขั้น
ดังนั้น เมื่อหยุดใช้บัตรเครดิตแล้วก็ต้องเร่งจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่ยังค้างอยู่ให้หมดโดยเร็วที่สุด นั่นคือ จ่ายหนี้ให้ได้มากกว่าขั้นต่ำที่สถาบันการเงินกำหนด เช่น จากเดิมจ่ายหนี้ได้ขั้นต่ำ 10% ให้เพิ่มเป็นจ่ายหนี้ 20% เพื่อลดต้น ลดดอก
3. รวมหนี้เป็นก้อนเดียว
ถ้ามีหนี้กระจายหลายที่จนจำวันจ่ายไม่ไหว การรวมหนี้ หรือรีไฟแนนซ์คือการขอสินเชื่อใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่ามาปิดหนี้บัตรทั้งหมด แล้วเหลือผ่อนแค่ก้อนเดียว ค่างวดชัดเจน ระยะเวลาชัดเจน ถ้ามีบ้านที่ผ่อนอยู่ บางธนาคารยังให้รวมหนี้บัตรเข้ากับสินเชื่อบ้านได้ ซึ่งดอกเบี้ยจะต่ำกว่ามาก
ข้อควรระวังคือการรวมหนี้ไม่ได้ทำให้หนี้หายไป ถ้ายังรูดบัตรต่อ หนี้จะกลับมาเป็นสองเท่า และต้องเทียบค่าธรรมเนียมกับระยะเวลาผ่อนให้ดี เพราะค่างวดที่ต่ำลงอาจแลกกับดอกเบี้ยรวมที่สูงขึ้นถ้าผ่อนนานเกินไป
4.ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย
การควบคุมเรื่องการใช้จ่ายด้วยการหยุดซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น หยุดซื้อเสื้อผ้า หยุดช้อปไปทั่ว หยุดเที่ยวเฮฮา จากนั้นให้นำเงินที่เหลือไปชำระหนี้บัตรเครดิตด้วยการพยายามจ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลายคนอาจเข้าใจว่าบัตรเครดิตเป็นต้นตอของปัญหาหนี้สิน แต่ความจริงแล้วสาเหตุเกิดจากเจ้าของบัตรที่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่มีการวางแผนการใช้จ่าย ดังนั้น หากผู้ถือบัตรเครดิตใช้จ่ายอย่างมีสติ เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ก็จ่ายแบบเต็มจำนวน ย่อมไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
จ่ายหนี้บัตรเครดิตไม่ไหว มีมาตรการช่วยเหลืออะไรบ้าง?
ธปท. แบ่งความช่วยเหลือตามสถานะหนี้ ยิ่งติดต่อเจ้าหนี้เร็ว ทางเลือกยิ่งเยอะ
สถานะหนี้ | ทางเลือกที่ขอได้ |
ยังจ่ายปกติ หรือค้างชำระไม่เกิน 90 วัน | ขอแปลงยอดหนี้บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ผ่อนเป็นงวดเท่า ๆ กัน ขยายระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือรวมหนี้เข้ากับสินเชื่อบ้าน |
เป็นหนี้เสียแล้ว ค้างชำระเกิน 90 วัน | เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้โดยตรง หรือสมัครโครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM ซึ่งรวมหนี้บัตรจากหลายธนาคารให้ผ่อนก้อนเดียว ดอกเบี้ยต่ำ และผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี |
เวลาติดต่อเจ้าหนี้ ให้เตรียมเอกสารแสดงรายได้และภาระหนี้ให้พร้อม อธิบายตามจริงว่ารายได้ลดลงเพราะอะไร และบอกจำนวนที่จ่ายไหวต่อเดือน การเจรจาจะเร็วขึ้นมาก
เงื่อนไขของคลินิกแก้หนี้ทั้งเรื่องช่วงเวลาที่เป็นหนี้เสียและวงเงินมีการปรับเป็นระยะ ควรเช็กคุณสมบัติล่าสุดที่เว็บไซต์คลินิกแก้หนี้ก่อนสมัคร หรือโทรปรึกษาศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธปท. โทร 1213
ใช้บัตรเครดิตอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้
หลายคนเข้าใจว่าบัตรเครดิตคือต้นเหตุของปัญหา แต่ความจริงแล้วสาเหตุมาจากการใช้จ่ายเกินตัวและไม่มีการวางแผน ถ้าใช้บัตรอย่างมีสติ และจ่ายเต็มจำนวนทุกครั้งที่ครบกำหนด บัตรเครดิตจะไม่สร้างปัญหาเลย แถมยังได้ช่วงปลอดดอกเบี้ย ได้คะแนนสะสม และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ กลับมาด้วย
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่เพิ่งมีบัตรเครดิต หรือมีหลายใบแล้วไม่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิตจนทำให้การ
ใช้ชีวิตมีปัญหา ลองเอาวิธีการใช้บัตรเครดิตยังไงไม่ให้เป็นหนี้ไปลองใช้กันถูก ส่วนใครที่เป็นหนี้อยู่ลอง
เอาวิธีแก้ที่ SCB แนะนำไปปรับใช้เพื่อให้ภาระหนี้ค่อย ๆ ลดลง และปลดหนี้ได้ในที่สุด หวังว่าทุกคน
จะใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างมีสติ และไม่ใช้จนเกินตัว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต
จ่ายหนี้บัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ ได้ไหม?
จ่ายได้ และไม่ถือว่าผิดนัดชำระ แต่ไม่แนะนำ เพราะยอดที่จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับดอกเบี้ย เงินต้นลดช้ามาก เช่น หนี้ 50,000 บาท ดอกเบี้ย 16% ต่อปี ถ้าจ่ายแค่ขั้นต่ำ 8% จะใช้เวลาราว 44 เดือนกว่าจะหมด และเสียดอกเบี้ยรวมประมาณ 9,200 บาท แต่ถ้าจ่ายเดือนละ 5,000 บาท จะหมดใน 11 เดือน และเสียดอกเบี้ยเพียงประมาณ 4,000 บาท ถ้าจ่ายเกินขั้นต่ำได้ ควรจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ไม่จ่ายหนี้บัตรเครดิต ติดคุกไหม?
ไม่ติดคุก เพราะหนี้บัตรเครดิตเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา แต่ถ้าค้างชำระนาน เจ้าหนี้สามารถฟ้องศาลได้ และหากศาลพิพากษาแล้วยังไม่ชำระ เจ้าหนี้มีสิทธิ์ขอให้อายัดเงินเดือน หรือยึดทรัพย์สินมาชำระหนี้ รวมถึงประวัติค้างชำระจะอยู่ในเครดิตบูโร ทำให้ขอสินเชื่อในอนาคตได้ยาก ทางที่ดีที่สุดคือติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เริ่มจ่ายไม่ไหว
เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ ควรปิดใบไหนก่อน?
ให้จ่ายขั้นต่ำครบทุกใบก่อนเพื่อไม่ให้มีใบไหนค้างชำระ จากนั้นเลือกเทเงินที่เหลือไปที่ใบเดียว ถ้าต้องการประหยัดดอกเบี้ยรวมมากที่สุด ให้ปิดใบที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แต่ถ้าต้องการกำลังใจจากการเห็นหนี้หายไปเร็ว ให้ปิดใบที่ยอดน้อยที่สุดก่อน เมื่อปิดใบไหนได้แล้วควรยกเลิกบัตรใบนั้นไปเลย และถ้าหนี้กระจายหลายใบจนบริหารยาก การรวมหนี้เป็นก้อนเดียวด้วยสินเชื่อที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าก็เป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา
แหล่งอ้างอิง: www.consumer.ftc.gov, www.consumerfinance.gov