จากที่กล่าวมาข้างต้น คุณกอล์ฟได้ยกตัวอย่างจากโปรเจกต์ที่มีการนำเสนอไว้ดังนี้
หากต้องการทำซอฟต์แวร์จองรถบรรทุกสินค้าสำหรับบริษัทให้พร้อมใช้งานเร็วที่สุด ตัว Web Application จะตอบโจทย์ด้านความรวดเร็ว แต่หากต้องการให้ลูกค้าดาวน์โหลดและสามารถเข้าถึงระบบ GPS ได้ง่าย ก็สามารถเลือกเป็น Hybridge Application ได้
หากต้องการแพลตฟอร์มบริหารจัดการสวัสดิการต่างๆ ให้พนักงานเลือกได้เองจากงบประมาณที่บริษัทมี คุณกอล์ฟแนะนำเป็น Hybridge Application เพราะเหมาะกับการดาวน์โหลดบนมือถือและนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้ Performance มากนัก
ส่วนการทำแพลตฟอร์มที่ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากๆ ควรทำเป็น Native Application เพราะจะให้ Performance ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นช่วงเสนอ Idea & Concept ก็สามารถทำเป็น Web Application ได้
ปัจจุบันการพัฒนาซอฟต์แวร์ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาในการเขียนโค้ดเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพราะมี Framework เข้ามาช่วย ถ้าเปรียบกับการก่อกำแพงสร้างบ้าน การเขียนโค้ดก็คือการเริ่มก่ออิฐที่ละก้อนเพื่อทำกำแพง ส่วน Framework ก็คือกำแพงสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งาน สามารถยกมาประกอบตามจุดต่างๆ ได้ตามต้องการ ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์สะดวกและรวดเร็วขึ้น
การพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะเป็น Native Application, Web Application หรือ Hybridge Application จะมีภาษาที่เขียนและ Framework ที่ใช้แตกต่างกันไป ทั้งในส่วนของ Front End, Back End และส่วน Support ซึ่ง CTO จะเป็นผู้เลือกว่าควรใช้อะไรในการพัฒนาระบบ