คลองสุเอชสายนี้เชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแดง บริเวณคอคอดที่เมืองสุเอซ ประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นเส้นทางลัดของการเดินเรือจากฝั่งยุโรปไปเอเชีย The Suez Crisis หรือ สงครามอิสราเอล-อาหรับครั้งที่สอง หรืออีกชื่อคือ สงครามไซนาย ในอิสราเอล เป็นการบุกยึดครองอียิปต์ในปลายปี ค.ศ. 1956 โดยอิสาราเอล ตามมาด้วยอังกฤษและฝรั่งเศส จุดมุ่งหมายคือการควบคุมทางด้านตะวันตกของคลองสุเอซ และเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ที่ได้ถือสิทธิ์ว่าคลองนั้นให้กลายเป็นของรัฐ ภายหลังการสู้รบเริ่มต้นขึ้น ทั้งสามประเทศผู้ร่วมสงครามได้รับแรงกดดันทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต รวมทั้งสหประชาชาติ จนนำไปสู่การถอนกำลังโดยประเทศทั้งสามผู้รุกราน นับว่าเป็นความอับอายอย่างมากสำหรับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรทั้งสามประเทศต่างได้บรรลุเป้าหมายทางทหารแต่คลองกลับใช้การไม่ได้ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไอเซนฮาวร์ ได้ตักเตือนอังกฤษว่าไม่ควรจะเข้าไปบุกรุกและขู่ว่าจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการเงินของอังกฤษโดยการขายพันธบัตรเงินปอนด์ของที่สหรัฐถือไว้ออกไป อังกฤษต้องเผชิญกับความผันผวนของค่าเงินอย่างหนักจากนักเกร็งกำไรค่าเงิน ซึ่งตอนนั้นค่าเงินปอนด์ต่อดอลล่าห์สหรัฐอยู่ที่ 2.80 แต่ความผันผวนทำให้แทบไม่สามารถรักษาค่าเงินในระดับนั้นไว้ได้จนจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐเป็นเงิน $ 1.3 พันล้านเพื่อพยุงค่าเงินปอนด์เอาไว้ ส่วนฝรั่งเศสเองก็เผชิญกับความผันผวนและตกต่ำของค่าเงินเช่นกันจนต้องกูยืมเงินจำนวน $ 263.5 ล้านจากสหรัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ส่วนอียิปต์ก็ต้องกู้ยืมเงินจาก IMF ถึงสองครั้ง อิสราเอลก็เข้าเป็นสมาชิก IMF และต้องกู้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเช่นกัน นอกจากนั้น หลังสงครามครั้งนี้ความเป็นมหาอำนาจของอังกฤษได้ลดลงระดับลงจากเทียร์ 1 ไปสู่ เทียร์ 2
THE INTERNATIONAL DEBT CRISIS 1982
The international debt crisis ก่อตัวขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม 1982 และลากยาวไปจนถึงปี 1989 มีผลกระทบกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ในฝั่งยุโรปตะวันออกประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักคือ โปแลนด์ โรมันเนีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือประเทศแถบละตินอเมริกา สาเหตุของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วง 1960s-1970s เมื่อประเทศในแถบละตินอเมริกา ได้แก่ บลาซิล อาเจตินา และแม็กซิโก ได้กู้เงินจำนวนมหาศาลจาก International creditors หรือธนาคารเอกชน ซึ่งตอนนั้นมีเงินมหาศาลให้กู้และดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากได้เงินฝากจำนวนมากจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน จึงปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูกกับประเทศกำลังพัฒนาเพราะมองว่ามีศักยภาพและเศรษฐกิจกำลังเติบโตทั้งประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกและประเทศกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่ขอกู้เพื่อโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เนื่องจากในเวลานั้นประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น ธนาคารเอกชนจึงให้กู้โดยความยินดี โดยหลายประเทศใช้เงินกู้มากถึง 12% ของรายได้ของทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่จริงๆ โดยปกติประเทศกำลังพัฒนามักจะกู้เงินจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank หรือ IMF จะไม่กู้จากเจ้าหนี้ภาคเอกชน แม็กซิโกใช้รายได้จากน้ำมันในอนาคตเป็นหลักทรัพย์ในการกู้เงินเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ แต่ผลปรากฏว่าราคาน้ำมันดิ่งลงมากพร้อมกับเศรษฐกิจของแม็กซิโกที่ดิ่งลงเหว ในช่วงปี 1975และ 1982 หนี้ของธนาคารเอกชนที่มาจากประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 20% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าหนี้สูงถึง US$75 พันล้าน และเพิ่มสูงขึ้นเป็น $315 พันล้านในปี 1975 ในปี 1983 หนี้มีมูลค่ามากถึง 50% ของ GDP ของทั้งภูมิภาค และในที่สุดประเทศเหล่านี้ประกาศว่าไม่มีเงินจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งมีผลให้ปัญหาหนี้ยืดเยื้อมาจนถึงปี 1989
THE EAST ASIAN CRISIS 1997