เมื่อมะเร็งเข้ามาทักทาย สะดุดได้แต่ห้ามล้ม

ถ้านับเวลาถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปีเต็มแล้ว ที่ คุณตาล-ณัชชา พงษ์ภูริพัฒน์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ‘ฉันไม่ว่าง’ บอกลาโรคร้ายอย่าง ‘โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ที่เข้ามาพรากความสุขและทำให้ชีวิตของเธอต้องสะดุดจนแทบจะรับมือไม่ไหว

อย่างที่บอกกันว่า...โรคร้ายมักไม่มีสัญญาณเตือน

คุณตาลไม่ได้มีอาการแปลกประหลาดอะไรก่อนหน้า เช้าวันหนึ่งขณะที่อาบน้ำอยู่ เธอเจอก้อนแข็งๆ ลักษณะกลมๆ ปูดขึ้นบริเวณลำคอ จึงตัดสินใจปรึกษาเพื่อนที่เป็นหมอและไปตรวจ ตอนนั้นคิดว่า “อย่างมากสุดก็อาจจะเป็นแค่อาการต่อมทอนซินอักเสบ” แค่กินยาเดี๋ยวก็หาย แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นอย่างที่เธอคิด ตาลใช้เวลาตรวจหาสาเหตุ เข้าออกโรงพยาบาลนานถึง 4-5 เดือนเต็ม เป็นช่วงเวลาทรมานใจมาก เพราะไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร ทั้งกินยาก็แล้ว เจาะคอดูดเซลล์เอาไปเช็คก็แล้ว ก็ยังหาไม่เจอสักที ทางโรงพยาบาลจึงแนะนำให้ผ่าออกทั้งก้อน แต่ปัญหาคือเธอต้องเจอกับจ่ายค่ารักษาเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนบาท ทำให้ลังเลที่จะรักษาต่อ


“ระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราหมดเงินไปมหาศาล แต่ยังหาโรคไม่เจอ มันทรมานและหมดความเชื่อใจ” คุณตาลบอก

ในเมื่อลังเล ตาลจึงตัดสินใจมองหาโรงพยาบาลใหม่ และการย้ายสถานที่รักษาครั้งนี้ ทำให้เธอรู้เสียทีว่าก้อนประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอ เป็นผลพวงจากการป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ คุณตาลเข้ากระบวนการทำอัลตร้าซาวน์เจาะก้อนเนื้อ โดยทิ่มเข้าไปหลายๆ มุม เพื่อเพิ่มโอกาสให้เจอเซลล์ในก้อนเนื้อนั้นให้มากที่สุด


หลังจากนั้น 7 วัน คุณหมอนัดกลับมาฟังผล….


“ตอนนั้นเราชิลมาก ช่วงก่อนฟังผลยังไปเที่ยวเกาหลีกับเพื่อนอยู่เลย!”


แต่ถามว่าเผื่อใจไว้ไหม...คุณตาลไม่ปฏิเสธ เพราะดูจากตัวเลือกที่คุณหมอมีให้คร่าวๆ ก็น่าลุ้นอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบธรรมดา ก็เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือหนักสุดคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และแจ็กพอตก็หล่นตุ้บใส่ตาลก้อนโต เมื่อคุณหมอพูดว่า “คุณกำลังเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3”

ชีวิตก่อนพบโรคมะเร็ง

คุณตาลเริ่มเจอมะเร็งตอนอายุ 31 ปี ช่วงเวลานั้นเธอเป็นหญิงสาวในวัยสามสิบต้นๆ ที่ชีวิตดีคนหนึ่ง เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ทั้ง Grooming สถานที่อาบน้ำตัดขน รวมถึงโรงแรมสุนัข แมว และทำอาหารเสริมคอลลาเจน มีเวลาจัดการชีวิตเพราะไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร มีเงินเก็บ มีบ้าน มีรถ รู้สึกมั่นคงกับฐานะทางการงาน-การเงินของตัวเองอย่างมาก

ในช่วงนั้นคุณตาลใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เธอชอบท่องเที่ยว เมื่อชีวิตเริ่มอยู่ตัว จึงออกเดินทางไปท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ แต่เธอไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเท่าไรนัก นอนดึก ตื่นสาย ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารตามใจปาก ไม่สนว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ ถ้าอยากกินก็กินเลย โดยเฉพาะอาหารประเภทปิ้งย่าง รวมถึงอาหาร junk food ทั้งหลายที่เธอยกให้เป็นเมนูโปรดในดวงใจ

เผชิญหน้ากับมัน

“นี่เราเป็นมะเร็งหรอ..”


วินาทีแรกที่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง แถมเป็นหนักถึงขั้นที่ 3 คุณตาลไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนในละคร แต่รู้สึกจุกในอก สับสน และไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ ถึงแม้เธอจะบอกว่าตัวเป็นคนสนุกสนาน มองโลกในแง่ดี และพยายามจะไม่ดราม่ากับอาการเจ็บไข้ครั้งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัว เพราะเธอเป็นเสาหลักคนเดียวที่ทำงานหาเงินดูแลครอบครัว


“แต่ในเมื่อเป็นแล้ว-ก็ต้องรักษา”


ขั้นตอนการรักษา เริ่มจากการ ซีทีแสกนร่างกาย และเจาะไขสันหลัง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นระยะที่ 3 อยู่ในสเต็ปที่เชื้อยังไม่เข้าไขสันหลัง ไม่เข้าไขกระดูก หมอจึงวางแผนการรักษาโดยให้รับเคมีบำบัดหรือคีโม เป็นเวลาทั้งหมด 8 เดือน เดือนละ 2 รอบ ทุกๆ 15 วัน ให้ 1 ครั้ง ในลักษณะของการไปเช้า-เย็นกลับ วนลูปเช่นนี้ไปเรื่อยๆ


การรับคีโมครั้งแรก ทำให้คุณตาลรู้สึกแย่มาก ใจก็แย่ ร่างกายก็แย่ เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้


“เราปวดกระดูก ปวดตัวไปหมด ปวดถึงขนาดแค่อยากพลิกตัวก็ทำไม่ได้ ต้องใช้มืออีกมือช่วยจับแขนอีกข้างขึ้นมา ซึ่งการทำคีโมในครั้งแรก ทำให้ตาลรู้สึกท้อ เริ่มร้องไห้และตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมต้องเป็นเรา”


แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตาเห็นใจเธอหรืออย่างไร ดาร์บี้ & ดีเดย์ สุนัขพันธุ์ชิวาว่า 2 ตัว เข้ามาคลอเคลียตอนที่เธอร้องไห้อยู่ จนทำให้ตาลคิดได้ว่า “ฉันจะตายตอนนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็สู้ เพื่อจะได้อยู่เลี้ยงหมาไปนานๆ”


คุณตาลเล่าความน่าเศร้าของการเผชิญหน้ากับโรคร้ายให้ฟังอีกว่า ตั้งแต่เช้าตื่นมาจะเห็นผมร่วงเต็มหมอน เธอไม่อยากสระผมหรือหวีผมเลยเพราะผมจะร่วงเกลื่อนพื้น หรือบางครั้งได้กลิ่นอาหารก็รู้สึกอยากอาเจียน เพลีย ไม่มีแรง อยากนอนตลอดเวลา ยิ่งช่วงอาทิตย์แรกๆ เอาแต่พร่ำบอกตัวเองว่าฉันป่วย ฉันไม่สบาย ทำให้ยิ่งนอนจมอยู่กับเตียง จิตใจไม่แจ่มใส ไม่เอ็นจอยกับการกินหรือกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนั้นคุณตาลไม่รู้ว่ายิ่งใช้ชีวิตแบบนี้ ร่างกายยิ่งแย่ จึงใช้ชีวิตและคิดลบแบบนี้ไปเรื่อยๆ


จนวันหนึ่งแม่ทนไม่ไหว ฉุดให้เธอได้สติและปรับความคิดตัวเองด้วยคำพูดที่ว่า


“ถ้าอยากหายก็ต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง”

เอาชนะมะเร็ง

วิธีการเอาชนะมะเร็งของตาลไม่ได้ยากหรือซับซ้อน นอกจากพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์แล้ว เรื่องหัวใจก็สำคัญ เมื่อปรับความคิดให้รู้สึกดีกับตัวเองได้ ขั้นตอนต่อไปคือการรักตัวเองให้มากขึ้น คุณตาลเริ่มจากมองเรื่องใกล้ตัวให้มีคุณค่าและมีความสุขไปกับมัน เช่น

“วันนี้เราลุกขึ้นมาอาบน้ำ-ลุกมาแปรงฟันได้เอง โชคดีจัง”

”วันนี้อ้วกไป 3 รอบเอง แต่เมื่อวานอ้วกไป 5 รอบ หวังว่าพรุ่งนี้จะเหลือแค่ 2 รอบนะ”

”ผมร่วงเยอะมากก็ใส่วิกแล้วอยากเปลี่ยนทรงตอนไหนก็เปลี่ยนได้ทำได้หลายทรงด้วย”

ถึงแม้คนอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณตาลบอกว่านี่คือยาใจชั้นดีที่ผู้ป่วยทุกคนควรจะหยิบมาใช้ให้กำลังใจตัวเอง นอกเหนือจากจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้ว อีกปัญหาสำคัญคือการดูแลอารมณ์ของคนรอบข้าง

“วันที่รู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง ยังไม่รู้สึกลำบากใจเท่ากับการจะบอกพ่อแม่อย่างไรว่าเราเป็นมะเร็ง” คุณตาลบอกด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ

แน่นอนว่า ครอบครัวเป็นตัวแปรหลัก คุณตาลไม่มีพี่น้อง เป็นลูกสาวคนเดียวในบ้าน การป่วยด้วยโรคร้ายจึงเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเธอต้องพยายามรักษาความรู้สึกระหว่างตัวเองและพ่อแม่ให้ได้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “มะเร็งมันโอเค มันรักษาให้หายได้ ถ้าพ่อแม่สู้-ตาลก็จะมีแรงสู้ไปด้วยกัน” ตลอดเวลาที่รักษา คุณตาลจึงอดทน ไม่งอแง ไม่กล่าวโทษใคร ทำการรักษาไปตามที่คุณหมอบอก แม้ร่างกายจะไม่ค่อยมีพลัง แต่หัวใจต้องสดชื่น สดใส และเมื่อพ่อแม่เห็นว่าลูกสาวเข้มแข็ง พวกเขาก็จะได้มีกำลังใจและมีความหวัง

รับมืออย่างไรกับค่าใช้จ่ายมากมาย

‘มะเร็งไม่ได้กินแค่ร่างกาย มันเอาเงินเราไปด้วย’


บนโรคร้าย คุณตาลยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดี เพราะมะเร็งเข้ามาในช่วงจังหวะชีวิตไม่ได้ขัดสน ตอนนั้นเธอมีเงินในบัญชี มีรถ มีบ้าน แต่การป่วยไข้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้เงินเยอะ ตาลยอมรับว่าเงินเรือนล้านที่สะสมมาหายวับไปกับการทุ่มรักษาทั้งหมด


ตลกร้ายยิ่งกว่า คือ ระยะไม่ถึงปีเวลาก่อนจะตรวจเจอโรค เพื่อนสนิทชวนทำเธอประกันโรคร้ายด้วยกัน แต่คุณตาลก็ไม่ยอมทำ


ตอนนั้นยังเถียงกับเพื่อนอยู่เลย “บ้า ไม่เป็นหรอก ใครจะเป็นมะเร็งกันง่ายๆ” ชีวิตวัยทำงานที่กำลังสนุกสนาน คิดว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้อยู่บนความเสี่ยงใดๆ บวกกับความเสียน้อยเสียยากของตัวเอง ตาลจึงเลือกไม่ซื้อประกันที่ครอบคลุมโรคร้ายไว้ ซึ่งจากสถิติโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทยมีผู้ป่วยหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึงปีละแสนคน หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะกลับไปพูดกับตัวเองเมื่อ 4 ปีก่อนว่า “เอาอะไรมามั่นใจ คิดว่าจะไม่ป่วย”


คุณตาลยังบอกอีกว่า “ตอนนั้นเบี้ย ประกันโรคร้ายแรง ก็ไม่ได้สูงมากมาย ถ้าทำไว้ อย่างน้อยก็มีเงินก้อนสำรอง ช่วยดูแล ทำให้อุ่นใจอีกทาง จะได้ไม่ต้องรู้สึกทุกอย่างหายไปกับตาเหมือนตอนนี้ ”


ถึงแม้จะรู้สึกเสียดายเงินที่เคยสะสมมา แต่เธอก็ไม่ได้อยากนอนกอดเงินแล้วตายไป ในเมื่อป่วยก็ต้องรักษา เธอยังอยากใช้ชีวิต เพื่อออกไปเจอ-ออกไปทำอีกหลายอย่างตามที่ฝันไว้ แล้วค่อยๆ สร้างทุกอย่างใหม่ขึ้นอีกครั้ง

มะเร็งสอนให้รู้ว่า…

วันนี้คุณตาลหายป่วย กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง แถมยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะมะเร็งสอนให้รู้ว่า..เวลาทุกนาทีมีความหมาย

“การที่เราป่วยเป็นมะเร็งมันก็ดีนะ (หัวเราะ) เขาสอนให้เรารู้ว่า ต่อไปนี้ควรจะใช้ชีวิตอย่างไร”

จากหญิงสาวที่เคยคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ จึงใช้ชีวิตสุดโต่ง และไม่เคยมองหาสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่อยากทำมาก่อน มะเร็งทำให้ตาลมีเป้าหมายใหม่ในชีวิต จากเดิมที่เคยคิดว่าจะต้องรวย มีเงินเป็น 10 ล้าน แต่สุดท้ายชีวิตก็เรียนรู้ว่าการมีเงินไม่ได้มีความสุขเท่ากับการมีสุขภาพที่ดี

“มะเร็งทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ และคิดว่าวันนี้เราจะอยู่เพื่ออะไร”

ก่อนหน้านี้คุณตาลเคยฟุ่มเฟือย ด้วยธุรกิจที่ไปได้ดี ทำให้บ้าคลั่งของแบรนด์เนม เธอเคยมีความสุขกับการมีกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าราคาแพง แต่หลังการป่วยไข้ครั้งนี้ เธอเลือกไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม หันมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายมากขึ้น บางอย่างไม่มีก็ได้ และอีกเคล็ดลับที่ใช้ฟื้นฟูจิตใจต่อสู้กับมะเร็งจนหาย คือการปล่อยวางและใช้ชีวิตช้าๆ

“วันข้างหน้าไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราอาจจะกลับไปป่วยอีกครั้งก็ได้ แล้วถ้ายังใช้ไร้สติอยู่ ก็คงไม่ได้ ดังนั้นอะไรที่เตรียมพร้อมได้ก็ควรจะเตรียมไว้”  คุณตาลบอก

เพราะเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่การเป็นโรคแล้วรับมือกับมันได้เป็นลาภที่ประเสริฐกว่า

เรื่อง : รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

ภาพ : พรภวิษย์ โพธิ์สว่าง