ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
13-06-2566
การสร้างความมั่งคั่งเพื่อส่งต่อความมั่นคงให้กับคนรุ่นหลังเป็นเป้าหมายสูงสุดของหัวหน้าครอบครัวหลายๆ คน แต่ทราบไหมว่าหากไม่มีการวางแผนที่ดี ทรัพย์สินที่ตั้งใจมอบให้ล้ำค่าอาจกลายเป็น "ภาระก้อนโต" ของลูกหลานได้ เนื่องจากกฎหมายควบคุมเรื่องภาษีมรดก และภาษีมรดกที่ดินมีข้อกำหนดที่ชัดเจน และมีบทลงโทษหากจัดการไม่ถูกต้อง บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพย์สิน วิธีคิดภาษี และเทคนิคการส่งต่อมรดกอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดกัน
ใครมีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก?
ตามกฎหมายผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีไม่ใช่ผู้ให้ (เจ้ามรดก) แต่คือ "ผู้รับมรดก" ที่ได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมกันเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้รับมรดกที่มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่บุคคลสัญชาติไทย บุคคลธรรมดาสัญชาติต่างด้าวแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายคนเข้าเมือง หรือนิติบุคคลสัญชาติไทยที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก
ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเท่าไหร่?
อัตราการจัดเก็บภาษีจากการรับมรดก จะพิจารณาจาก "ความสัมพันธ์" ระหว่างเจ้ามรดก และผู้รับมรดก โดยจะคิดภาษีเฉพาะ ส่วนที่มูลค่ามรดกเกิน 100 ล้านบาท ขึ้นไปเท่านั้น โดยแบ่งอัตราดังนี้
ทรัพย์สินประเภทใดต้องเสียภาษีมรดก?
ไม่ใช่ทรัพย์สินทุกอย่างที่จะถูกนำมาคำนวณภาษี แต่กฎหมายระบุทรัพย์สิน 5 ประเภทหลักที่ต้องนำมาคิดมูลค่าเพื่อเสียภาษีมรดก ได้แก่
ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก?
ทรัพย์สินบางประเภท หรือการรับมรดกบางรูปแบบจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เพื่อสนับสนุนการทำประโยชน์แก่สังคม และศาสนา ได้แก่
มีค่าลดหย่อน หรือข้อยกเว้นอื่นใดที่ช่วยลดภาระภาษีมรดกได้อีกบ้าง?
ข้อยกเว้นที่สำคัญที่สุด และถือเป็นจุดลดหย่อนหลักคือ "เกณฑ์มูลค่า 100 ล้านบาทแรก" กฎหมายจะไม่นำมูลค่ามรดกในส่วน 100 ล้านบาทแรกมารวมคำนวณภาษี นอกจากนี้หากเจ้ามรดกมีหนี้สินที่ยังค้างชำระอยู่ และหนี้สินนั้นผูกพันอยู่กับกองมรดก ผู้รับมรดกสามารถนำมูลค่าหนี้สินดังกล่าวมาหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินมรดกก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษีได้
การวางแผนโอนทรัพย์สินก่อนเสียชีวิต ช่วยลดภาษีมรดกได้อย่างไร?
วิธีที่นิยมใช้กันมากในการลดหย่อนภาษีคือการทยอยโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานตั้งแต่ตอนที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ เพราะการโอนทรัพย์สินขณะมีชีวิตจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายภาษีมรดก แต่อยู่ภายใต้กฎหมาย "ภาษีการให้โดยเสน่หา" ซึ่งมีเกณฑ์ยกเว้นภาษีที่แยกต่างหาก ช่วยให้สามารถกระจายทรัพย์สินออกไปทีละน้อยในแต่ละปีเพื่อไม่ให้มูลค่ากองมรดกสุดท้ายเกิน 100 ล้านบาท
การให้โดยเสน่หา (Gift) แตกต่างจากการรับมรดกอย่างไร และมีภาษีที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
ประกันชีวิตมีบทบาทในการวางแผนภาษีมรดกได้อย่างไร?
ประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือทางการเงิน (Financial Tool) ที่ทรงพลังมากในการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง เนื่องจาก "เงินสินไหมทดแทนจากการประกันชีวิต" ที่จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์หลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิต กฎหมายไม่ถือว่าเป็นมรดก จึงไม่นำมารวมคำนวณภาษีมรดก ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานยังสามารถนำเงินสดก้อนนี้มาใช้เป็นสภาพคล่องในการจ่ายภาษีมรดกเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เช่น ที่ดิน หรือหุ้น ออกมาได้โดยไม่ต้องจำใจขายทอดตลาด
ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการ และชำระภาษีภายในเมื่อใด?
เมื่อผู้รับมรดกได้รับทรัพย์สินมรดกที่มีมูลค่าสุทธิเกิน 100 ล้านบาท จะต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมรดก (ภ.ม.60) และชำระภาษีให้เสร็จสิ้นภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกในส่วนที่เกินมูลค่านั้นมา โดยยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่
หากไม่ชำระภาษีมรดกตามกำหนด จะมีบทลงโทษอย่างไร?
หากผู้รับมรดกจงใจหลีกเลี่ยง หรือไม่ยอมชำระภาษีมรดกภายในกำหนดเวลา 150 วัน จะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่ค่อนข้างรุนแรงดังนี้
วางแผนส่งต่อมรดก และบริหารภาษีอย่างชาญฉลาดกับ SCB
การส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นให้สมบูรณ์แบบ และประหยัดภาษีที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ในวันเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว และการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินล้ำค่ากลายเป็นความเดือดร้อนเรื่องภาษีของลูกหลานในอนาคต
SCB พร้อมเป็นที่ปรึกษา และช่วยคุณวางแผนส่งต่อมรดกอย่างมีกลยุทธ์ เริ่มต้นวางแผนเพื่อความอุ่นใจของครอบครัววันนี้ เพื่อให้ทุกหยาดเหงื่อที่คุณสร้างมา ส่งถึงมือคนที่คุณรักได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก
Q: หากได้รับที่ดินมรดกจากพ่อมูลค่า 80 ล้านบาท และได้จากแม่อีก 50 ล้านบาทในปีเดียวกัน ต้องเสียภาษีมรดกหรือไม่?
A: ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เนื่องจากกฎหมายพิจารณาเกณฑ์มูลค่า 100 ล้านบาทแยกตาม "เจ้ามรดกแต่ละราย" ไม่นำมารวมกัน ในกรณีนี้ได้รับจากคุณพ่อ 80 ล้านบาท (ไม่เกิน 100 ล้าน) และได้รับจากคุณแม่ 50 ล้านบาท (ไม่เกิน 100 ล้าน) ทรัพย์สินทั้งสองส่วนจึงได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด
Q: คำถามยอดฮิต โอนที่ดินมรดก เสียภาษีเท่าไหร่ และแตกต่างจากการซื้อขายที่ดินทั่วไปอย่างไร?
A: การโอนที่ดินมรดก (หลังเจ้าของเสียชีวิต) จะเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มรดก ณ กรมที่ดินเพียง ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน (หากโอนให้ผู้สืบสันดานหรือบุพการี) และจะเสียภาษีมรดกที่ดินก็ต่อเมื่อมูลค่าที่ดินส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทในอัตรา 5% ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายที่ดินทั่วไปที่จะต้องเสียค่าโอน 2% ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่ามาก
Q: หากไม่มีเงินสดพอจ่ายภาษีมรดกก้อนใหญ่ สามารถขอผ่อนชำระกับกรมสรรพากรได้หรือไม่?
A: สามารถทำได้ กฎหมายภาษีมรดกเปิดโอกาสให้ผู้รับมรดกสามารถยื่นคำขอ "ผ่อนชำระภาษี" ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยหากผ่อนชำระเสร็จสิ้นภายใน 3 ปีแรก จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือน) แต่หากผ่อนชำระในปีที่ 4 และ 5 จะต้องเสียเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนดในส่วนที่ผ่อนผันนั้น
แหล่งอ้างอิง: www.ey.com, www.oecd.org