ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
16-03-2569
ROE คืออะไร? เจาะลึกความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของหุ้นก่อนลงทุน
หากมีความคิดจะลงทุนกับหุ้น แน่นอนว่าทุกคนต้องการผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งการจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ‘ROE’ หรือ Return on Equity ซึ่งในบทความนี้จะพามาทำความรู้จักว่า ROE คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และมีสูตรการคำนวณ ROE อย่างไร เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุนกัน
ROE คืออะไร?
Return on Equity หรือ ROE คือ อัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ประกอบไปด้วยกำไรสุทธิ (Net Profit) และส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงความสามารถในการสร้างกำไรจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้
การคำนวณ ROE ออกมาเป็นอัตราส่วน (%) จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสาย Value Investment ซึ่งอัตรา ROE ที่ดีนั้น จะอยู่ที่ ROE ไม่น้อยกว่า 15% หากทำการคำนวณออกมาแล้ว ตัวเลข ROE อยู่ในช่วง 15% ขึ้นไป ในเบื้องต้นก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนนั่นเอง
สูตรการคำนวณ ROE คืออะไร?
การที่จะรู้อัตราส่วนผลตอบแทน (ROE) ได้ จะต้องมีการคำนวณก่อน โดยในการคำนวณ ROE สูตรที่ใช้จะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่ สูตรการคำนวณ ROE แบบพื้นฐาน และการคำนวณวิเคราะห์ในเชิงลึก ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้
สูตร ROE พื้นฐาน (Basic Formula)
สูตรคำนวณ ROE แบบพื้นฐาน (Basis Formula) คือ (กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น) x 100 = ROE (%)
ตัวอย่าง
บริษัท A
กำไรสุทธิ (Net Profit) อยู่ที่ 1,800,000 บาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) อยู่ที่ 10,000,000 บาท
เมื่อคำนวณออกมาเป็นค่า ROE จะได้ (1,800,000 / 10,000,000) x 100 = 18%
ดังนั้น บริษัท A จะมีค่า ROE อยู่ที่ 18% นั่นเอง
DuPont Analysis - การวิเคราะห์ ROE เชิงลึก
การคำนวณ ROE แบบ DuPont Analysis จะเป็นการวิเคราะห์เชิงลึก ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนทราบที่มาของ ROE ได้ดียิ่งขึ้น โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้
Net Profit Margin x Asset Turnover x Equity Multiplier = ROE
(กำไรสุทธิ / ยอดขาย) x (ยอดขาย / ทรัพย์สิน) x (ทรัพย์สิน / ส่วนของผู้ถือหุ้น) = ROE
ตัวอย่าง
บริษัท A
กำไรสุทธิ (Net Profit) อยู่ที่ 1,800,000 บาท
ยอดขาย (Sales) 12,000,000 บาท
ทรัพย์สิน (Assets) 15,000,000 บาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) อยู่ที่ 10,000,000 บาท
จะได้เป็น (1,800,000 / 12,000,000) x (12,000,000 / 15,000,000) x (15,000,000 x 10,000,000) = 18%
เมื่อคำนวณ ROEแบบเชิงลึกแล้ว ยังได้ค่า ROE ไม่น้อยกว่า 15% ก็จะถือว่าหุ้นของบริษัทนี้คุ้มค่าแก่การลงทุนนั่นเอง
องค์ประกอบของ ROE คืออะไร? (DuPont Model)
เนื่องจากการคำนวณ ROE ก่อนลงทุนหุ้นนั้น ควรที่จะมีการคำนวณเชิงลึก (DuPont Analysis) เพราะจะทำให้ทราบว่าค่า ROE ที่สูงนั้นมาจากทรัพย์สินผู้ถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ หรือมีการกู้ยืมหนี้มาสูง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนเปลี่ยนไปได้ ดังนั้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของ ROE ตาม DuPont Model ซึ่งประกอบไปด้วยดังนี้
Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ)
Net Profit Margin หรือ อัตรากำไรสุทธิ จะมาจากการนำ กำไรสุทธิ (Net Profit) มาหารกับ ยอดขาย (Sales) ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วเหลือตัวเลขเท่าไหร่ จะหมายความว่าบริษัทนั้น ๆ สามารถคุมต้นทุนได้ดี จนมีกำไรถึง N บาท
ตัวอย่าง
บริษัท A
กำไรสุทธิ (Net Profit) อยู่ที่ 1,800,000 บาท
ยอดขาย (Sales) 12,000,000 บาท
เมื่อนำมาคำนวณ Net Profit Margin จะได้เป็น 1,800,000 / 12,000,000 = 15%
ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุกการขาย 100 บาท บริษัท A จะได้กำไรถึง 15 บาท
Asset Turnover (อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม)
อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์รวม มาจากการนำ ยอดขาย (Sales) มาหารกับ ทรัพย์สิน (Assets) เพื่อดูว่ายอดขายที่ได้คุ้มค่ากับการบริหารจัดการทรัพย์สินโดยรวมหรือไม่
ตัวอย่าง
บริษัท A
ยอดขาย (Sales) 12,000,000 บาท
ทรัพย์สิน (Assets) 15,000,000 บาท
เมื่อนำมาคำนวณ Asset Turnover จะได้เป็น 12,000,000 / 15,000,000 = 0.8
เท่ากับว่า ทุกการใช้ทรัพย์สินไป 1 บาท บริษัทจะได้กลับมา 0.8 บาท โดยยิ่งตัวเลขของ Asset Turnover ยิ่งใกล้ 1 หรือเกิน 1 จะถือว่าดี
แต่ในการดู Asset Turnover จะเหมาะกับธุรกิจที่มีกำไรต่อชิ้นต่ำ เน้นการขายออกเร็ว ขายได้เยอะ (High Volume) เช่น ธุรกิจค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการที่มีการจำกัดที่นั่ง
ในธุรกิจประเภทนี้ จะส่งผลดีต่อนักลงทุนในแง่ของการดู Asset Turnover ได้ เพราะถ้าตัวเลขนี้เริ่มลดลงเมื่อเทียบจากปีก่อน ๆ แปลว่าสินค้าเริ่มค้างสต๊อก หรือจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านลดลงนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ไม่เหมาะแก่การดูตัวเลข Asset Turnover เพียงอย่างเดียวคือ ธุรกิจที่มีกำไรต่อชิ้นสูง และใช้เงินลงทุนมหาศาล เช่น ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และสินค้า Luxury เพราะทรัพย์สินที่ใช้จะค่อนข้างมาก ทำให้ได้ค่า Asset Turnover ต่ำ
ดังนั้นหากจะลงทุนหุ้นในธุรกิจประเภทนี้ ให้ดูที่ค่า Ner Profit Margin เป็นหลัก และไม่ควรนำค่า Asset Turnover ของธุรกิจประเภทนี้ไปเทียบกับ Asset Turnover ของธุรกิจค้าปลีกในการตัดสินใจลงทุน เพราะอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้
Equity Multiplier (อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)
อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น จะเป็นการนำ ทรัพย์สิน (Assets) มาหารด้วย
ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งจะบ่งบอกถึงอัตราการกู้ยืมเงินมาใช้ขยายการเติบโตของธุรกิจ
ตัวอย่าง
บริษัท A
ทรัพย์สิน (Assets) 15,000,000 บาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) อยู่ที่ 10,000,000 บาท
เมื่อคำนวณ Equity Multiplier จะได้เป็น 15,000,000 / 10,000,000 = 1.5
เท่ากับว่า บริษัท A ได้ทำการกู้ยืมเงินมา 1.5 เท่าจากทรัพย์สินส่วนตัว ถ้าตัวเลข Equity Multiplier เท่ากับ 1.0 จะหมายความว่าใช้ทรัพย์สินส่วนตัวล้วน ๆ ไม่มีการกู้ยืมมาเพิ่ม
สำหรับการดูค่า Equity Multiplier เพื่อประกอบการลงทุนนั้น หากค่า Equity Multiplier สูง หมายความว่าบริษัทมีการกู้ยืมมาสูงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินส่วนตัว ข้อดีคือถ้าธุรกิจทำกำไรได้สูง ผลตอบแทนของหุ้นก็สูงตามไปด้วย แต่ข้อเสียคือความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะหากกำไรตก หรือดอกเบี้ยในการกู้ยืมสูงขึ้น บริษัทจะมีแนวโน้มผิดนัดชำระ
ดังนั้น หากต้องการลงทุนในธุรกิจที่มีค่า Equity Multiplier สูง ควรเลือกลงทุนหุ้นในธุรกิจที่มีรายได้คาดการณ์แน่นอน เช่น โรงไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์
ขณะเดียวกัน หากค่า Equity Multiplier ต่ำ ก็จะหมายความว่าบริษัทนั้น ๆ มีอัตราการกู้ยืมน้อย ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวเป็นหลัก ข้อดีของการลงทุนในบริษัทที่ค่า Equity Multiplier ต่ำคือ ความเสี่ยงน้อย เพราะฐานการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแรง แต่ก็อาจจะให้ผลตอบแทนไม่หวือหวานัก เน้นการลงทุนแบบปลอดภัย
ROE สูงดีเสมอไปหรือไม่?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเลือกลงทุนกับบริษัทที่ค่า ROE สูงมาก ๆ จะดีหรือไม่ คำตอบคืออาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนดีเสมอไป จึงควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ดังนี้
กรณีที่ ROE สูงเกินจริง
หากค่า ROE สูงเกินจริง อาจมีแนวโน้มว่าบริษัทมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อคำนวณค่า Equity Multiplier ร่วมแล้วตัวเลขค่อนข้างสูง ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำผิดปกติ หรือมีกำไรพิเศษ เช่น การขายทรัพย์สิน
การดู ROE ย้อนหลัง 5 ปี เพื่อเห็นแนวโน้ม
เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนแม่นยำ และลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด นักลงทุนควรดู ROE ย้อนหลัง 5 ปี เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม
เปรียบเทียบ ROE กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
นอกจากการดู ROE ย้อนหลัง 5 ปีแล้ว นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROE กับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อดูว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการบริหารจัดการเงินได้ดีกว่าในสภาพเศรษฐกิจแต่ละปี และแนวโน้มผลตอบแทนที่จะได้จากการปั้นกำไรของธุรกิจนั้น ๆ เป็นต้น
ตัวอย่างการใช้ ROE วิเคราะห์หุ้น
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองมาดูตัวอย่างการใช้ ROE วิเคราะห์หุ้นในธุรกิจค้าปลีก A และ B ดังนี้
ตัวชี้วัด (DuPont) | หุ้นบริษัท A | หุ้นบริษัท B |
Net Profit Margin | 10% | 4% |
Asset Turnover | 2 | 1 |
Equity Multiplier | 1.0 | 5.0 |
ถึงแม้ว่าโดยรวมแล้ว ROE ของทั้งสองบริษัทจะได้ 20% เท่ากัน แต่จากตารางจะเห็นได้ว่าบริษัท A มีอัตราส่วนกำไร ความคุ้มค่าในการจัดการทรัพย์สินที่มากกว่าบริษัท B และยังไม่มีอัตราการกู้ยืมด้วย ดังนั้น หากจะเลือกลงทุน หุ้นบริษัท A จะมีความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งในเรื่องอัตราผลตอบแทน และความเสี่ยงต่ำอีกด้วย
อัตราส่วนทางการเงินอื่นที่ควรใช้ร่วมกับ ROE
นอกจากใช้ ROE ในการตัดสินใจเลือกลงทุนแล้ว ยังมีอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ที่ควรใช้พิจารณาร่วมกันอีก ดังนี้
D/E Ratio (อัตราส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)
D/E Ratio คือ อัตราส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น โดยจะใช้สูตร หนี้สิน หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น โดยดูเบื้องต้นง่าย ๆ คือ ถ้าค่า D/E น้อยกว่า 1 คือมีจำนวนหนี้น้อยกว่าทรัพย์สินของตัวเอง แต่ถ้าค่า D/E มากกว่า 2 คือค่อนข้างมีการกู้หนี้จำนวนมาก อาจจะมีความเสี่ยงในการลงทุน
ROA (Return on Assets)
การคำนวณ ROA จะเป็นการดูความสามารถในการบริหารทรัพยากรทั้งหมดที่มีของบริษัท ก็คือทรัพย์สินส่วนตัว และเงินกู้ โดยจะใช้สูตร (กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม) × 100 โดยหากได้ค่า ROA ต่ำมาก ๆ เมื่อเทียบกับ ROE ก็อาจมีแนวโน้มว่ากำไรที่ได้มาจากการกู้ยืมเงินทุน ไม่ได้มาจากทรัพย์สินส่วนตัวของบริษัทเท่าไรนัก
P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไร)
อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E Ratio จะเป็นการนำ ราคาหุ้น มาหารด้วย กำไรต่อหุ้น ซึ่งจะช่วยนักลงทุนประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในหุ้นนั้น ๆ โดยหากหุ้นมีค่า ROE สูง แต่ค่า P/E ต่ำ ก็หมายความว่าหุ้นมีความน่าสนใจ แต่ถ้าค่า ROE และค่า P/E สูงทั้งคู่ ก็อาจเป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นเริ่มเห็นถึงความคุ้มค่าของหุ้นตัวนี้ ทำให้ราคาการซื้อหุ้นจะสูงขึ้นตามไปด้วย
NPM (Net Profit Margin)
Net Profit Margin จะช่วยแสดงถึงประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนให้กลายเป็นกำไร โดยจะใช้สูตร (กำไรสุทธิ / รายได้) × 100 หากหุ้นตัวไหนที่มีค่า Net Profit Margin สูง อาจหมายความว่าบริษัทนั้น ๆ เป็นเจ้าตลาด หรือมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนดี เพราะถึงแม้ยอดขายจะเท่าเดิม แต่กำไรมากขึ้น ก็ทำให้ Margin สูงขึ้นได้
Dividend Yield
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ใช้เพื่อพิจารณาว่าบริษัทมีแนวโน้มใช้เงินไปกับอะไร สูตรการคำนวณคือ (เงินปันผล / ราคาหุ้น) × 100 โดยบริษัทที่มีค่า ROE สูง กระแสเงินสดก็จะสูงตามไปด้วย การจ่ายปันผลก็จะดี แต่หากไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย ก็จะต้องดูแนวโน้มว่าบริษัทเก็บเงินส่วนนั้นไปขยายกิจการต่อที่จะส่งผลดีต่อผลตอบแทนหุ้นในอนาคต หรือบริษัทเก็บไว้ใช้หนี้ เป็นต้น
ความแตกต่างระหว่าง ROE และ ROA
ROE คือ อัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ในขณะที่ ROA จะวัดความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรของบริษัท ดังนั้นหากค่า ROE สูงมาก แต่ค่า ROA ต่ำ ก็อาจเป็นไปได้ว่าบริษัทได้กำไรมาจากการกู้ยืมเป็นหลัก ไม่ได้มาจากทรัพย์สินส่วนตัว ดังนั้นการเลือกลงทุนที่ดี หุ้นตัวนั้น ๆ ควรมีค่า ROA และค่า ROE ไปในทิศทางเดียวกัน
วิธีหาข้อมูล ROE และงบการเงิน
อาจมีหลายคนสงสัยว่า นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่างบการเงินของบริษัทที่ต้องการลงทุนหุ้นมีเท่าไหร่ ปัจจุบันนักลงทุนสามารถดูงบการเงินของบริษัทได้จากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
แต่ถ้าหากยังไม่มีข้อมูลสรุปออกมาและคำนวณให้แล้วชัดเจน นักลงทุนสามารถอ่านงบการเงินฉบับเต็ม เพื่อนำไปหา ROE ได้ตามขั้นตอนดังนี้
เมื่อเจอข้อมูล 2 ส่วนนี้ ก็สามารถนำไปคำนวณ ROE ตามสูตรได้ หรือถ้าไม่ต้องการคำนวณเอง ก็สามารถใช้เครื่องมือช่วยคำนวณ ROE อัตโนมัติได้ เช่น เว็บไซต์ SETSMART, แอปพลิเคชัน Streaming, โปรแกรมสแกนหุ้น Tradingview, Finnomena และ Jitta เป็นต้น
สรุปเกี่ยวกับการใช้ ROE ลงทุนอย่างมืออาชีพ
จะเห็นได้ว่า ค่า ROE สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างดี แต่เพื่อให้การลงทุนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าสูงสุด อาจต้องพิจารณาองค์ประกอบเชิงลึกต่าง ๆ อย่าง Net Profit Margin, Asset Turnover และ Equity Multiplier ร่วมด้วย พร้อมทั้งดูความสามารถในการบริหารทรัพย์สินของบริษัทและเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำในการเลือกลงทุนมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE
ROE ที่ดีสำหรับหุ้นเติบโต (Growth Stock) ควรอยู่ระดับไหน?
หุ้นเติบโตอาจมี ROE ไม่สูงมากในช่วงแรก เพราะนำกำไรไปขยายกิจการต่อเนื่อง แต่หาก ROE ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนว่าธุรกิจเริ่มใช้เงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากกว่าการดูตัวเลขปีเดียว
ทำไมบางบริษัท ROE ลดลง แต่ราคาหุ้นยังขึ้นได้?
เพราะตลาดอาจมองไปที่ “อนาคต” มากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน เช่น บริษัทกำลังลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้กำไรระยะสั้นลดลง แต่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต นักลงทุนจึงยังให้มูลค่าเพิ่มกับหุ้นตัวนั้น
ROE ใช้กับหุ้นธนาคารหรือบริษัทการเงินได้ดีหรือไม่?
ใช้ได้ แต่ต้องตีความต่างจากธุรกิจทั่วไป เพราะธุรกิจการเงินมีโครงสร้างหนี้สูงเป็นปกติ ทำให้ Equity Multiplier สูงโดยธรรมชาติ จึงควรดู ROE ควบคู่กับ NPL, Coverage Ratio และ ROA เสมอ