คู่มือการยื่นภาษีคริปโต ฉบับมือใหม่ รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนปิดรอบปีภาษี


ในรอบปีที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาคึกคักและฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนหลายท่านเริ่มมีกำไรจากการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการเทรดผ่านแพลตฟอร์มในไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือการใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผลกำไร สิ่งที่ต้องเตรียมตัวควบคู่กันไปคือความเข้าใจเรื่องภาษีคริปโต เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการเรื่องการยื่นภาษีคริปโตได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา 

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจภาพรวมของภาษีคริปโตล่าสุด ตั้งแต่ประเภทของกิจกรรมที่ต้องนำมาคำนวณรายได้ วิธีการคิดต้นทุนที่สรรพากรยอมรับ ไปจนถึงหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับรายได้จากต่างประเทศ เพื่อช่วยให้คุณบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมั่นใจและก้าวข้ามทุกความซับซ้อนในรอบปีภาษีนี้

 

เช็กลิสต์ 3 รายได้คริปโตที่ต้องยื่นภาษี เทรด-ขุด-ฝาก แบบไหนไม่โดนย้อนหลัง?

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะมาตรการยกเว้นภาษี Capital Gains สำหรับการเทรดบน Exchange ไทยช่วงปี 2568-2572 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 พ.ศ. 2568 การทำความเข้าใจประเภทรายได้จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนภาษีคริปโต

เพื่อให้คุณยื่นภาษีคริปโตได้อย่างถูกต้องและได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยสรุปกลุ่มรายได้ที่สรรพากรจับตามองได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

รายได้จากส่วนต่างกำไร เทรดแบบไหนได้รับยกเว้น และแบบไหนต้องยื่น?

การทำกำไรจากการซื้อมาขายไป (Capital Gain) คือหัวใจหลักของนักลงทุน ซึ่งในปัจจุบันมีเกณฑ์ภาษีคริปโตล่าสุดที่แบ่งแยกชัดเจนเพื่อส่งเสริมตลาดในไทย ดังนี้ 

  • กำไรจากการเทรดใน Exchange ไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป กำไรจากการขายคริปโตผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตในไทย ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี)
  • กำไรจากการแลกเปลี่ยนเหรียญ หรือเทรดเว็บนอก หากมีการแลกเปลี่ยน (Crypto-to-Crypto) หรือเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศแล้วนำกำไรกลับเข้าไทย รายส่วนนี้ยังคงต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ตามเกณฑ์เดิม

รายได้จากการขุด เริ่มนับภาษีที่จุดไหน และคำนวณต้นทุนอย่างไร?

สำหรับ "สายขุด" (Mining) กรมสรรพากรวางหลักเกณฑ์ไว้ว่าความรับผิดทางภาษีจะยังไม่เกิดในทันทีที่ได้เหรียญมา แต่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณมีการ "จำหน่าย จ่าย โอน" เหรียญนั้นออกไป

  • จุดเกิดรายได้ 
    เมื่อคุณขายเหรียญที่ขุดได้ ให้ถือว่าราคาขายทั้งหมดคือรายได้พึงประเมิน
  • การจัดการต้นทุน 
    โดยทั่วไปสรรพากรจะให้ถือว่าเหรียญที่ขุดได้มี "ต้นทุนเป็นศูนย์" ยกเว้นกรณีที่คุณมีหลักฐานค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ตามจริง ซึ่งต้องเตรียมเอกสารไว้อย่างรัดกุม

รายได้จากการแสวงหาประโยชน์ การฝากและปล่อยกู้ (Staking & Lending)

กิจกรรมที่สร้าง Passive Income อย่างการ Staking เพื่อรับ Reward หรือการ Lending เพื่อรับดอกเบี้ย โดยมีการจัดหมวดหมู่ภาษีที่แตกต่างจากการเทรดทั่วไปนั่นเอง

  • ประเภทเงินได้
    ผลตอบแทนที่ได้รับเป็นเหรียญเพิ่มขึ้นมา ถูกจัดเป็นผลประโยชน์จากการถือครอง (ตามมาตรา 40(4)(ซ))
  • วิธีคิดมูลค่า
    คุณต้องบันทึกมูลค่าของเหรียญเป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับเหรียญนั้นเข้ากระเป๋า และนำยอดรวมตลอดทั้งปีมาสรุปเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า

 

สรุปรายได้ทางเลือกจากการรับเหรียญฟรีและการลงทุนใน NFT

นอกจากการเทรดและการขุดแล้ว ยังมีรายได้อีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลซึ่งนักลงทุนมักสงสัยว่าต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะการได้มาซึ่งสินทรัพย์ในรูปแบบพิเศษที่ต้องใช้ความละเอียดในการบันทึกข้อมูลเพื่อการยื่นภาษีคริปโตให้ครบถ้วน

  • เกณฑ์การรายงานรายจาก Airdrop และ Fork ของคริปโตเคอร์เรนซี
    เมื่อคุณได้รับเหรียญฟรีจากกิจกรรมทางการตลาดหรือที่เรียกว่า “Airdrop” รวมถึงการได้รับเหรียญใหม่ที่เกิดจากการแยกตัวของบล็อกเชนหรือ “Fork” มูลค่าของเหรียญที่ได้รับมาในขณะนั้นถือเป็นเงินได้ทันที 

    โดยหลักการสำคัญ คือคุณต้องบันทึกมูลค่าของเหรียญเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ วันที่เหรียญนั้นโอนเข้ามาในกระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณ เพื่อนำไปรวมเป็นรายได้พึงประเมินประจำปีตามเกณฑ์ภาษีคริปโตล่าสุดที่กำหนดให้ทุกการได้มาซึ่งสินทรัพย์มีมูลค่าทางภาษี
  • หมวดหมู่ภาษีสำหรับการซื้อขาย NFT และการทำกำไรจากงานศิลปะดิจิทัล
    ปัจจุบันการซื้อขาย “NFT” หรือ Non-Fungible Token ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ดังนั้นหากคุณเป็นนักสะสมหรือนักลงทุนที่ขาย NFT แล้วมีส่วนต่างกำไรเกิดขึ้น 

    กำไรส่วนนั้นจะถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ) เช่นเดียวกับการเทรดเหรียญคริปโตทั่วไป ซึ่งคุณต้องเตรียมข้อมูลต้นทุนและราคาขายให้ชัดเจนเพื่อคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง


 

ภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการใช้คริปโตเคอร์เรนซีชำระค่าสินค้าหรือบริการ

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนหลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เพราะการนำคริปโตไปใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในชีวิตประจำวัน กรมสรรพากรมองว่ากิจกรรมนี้คือการ "จำหน่าย" สินทรัพย์ดิจิทัลออกไปอย่างหนึ่ง 

ดังนั้นหากมูลค่าของเหรียญ ณ วินาทีที่คุณนำไปชำระค่าสินค้ามีราคาสูงกว่าต้นทุนที่คุณได้เหรียญนั้นมา ผลต่างที่เกิดขึ้นจะถูกนับเป็นกำไรจากการโอนสินทรัพย์พึงประเมินทันที 

ซึ่งกำไรส่วนนี้เองที่คุณมีหน้าที่ต้องนำมาสรุปเพื่อรวมคำนวณในการยื่นภาษีคริปโต ประจำปีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ภาษีคริปโตล่าสุด เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบย้อนหลังจากการใช้จ่ายผ่าน Wallet ต่าง ๆ

 

กลยุทธ์การคำนวณกำไรและวิธีการจัดการต้นทุนคริปโตอย่างมืออาชีพ

เมื่อเราทราบแล้วว่ากิจกรรมแบบไหนบ้างที่นับเป็นรายได้ ขั้นตอนต่อมาที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนประวัติการเทรดที่มีจำนวนมากให้กลายเป็นตัวเลขที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เพื่อให้การยื่นภาษีคริปโตของคุณแม่นยำและช่วยประหยัดภาษีให้ได้มากที่สุด มาดูเทคนิคเหล่านี้ไปพร้อมกันเลย

ขั้นตอนและวิธีการคำนวณกำไร หรือ ขาดทุน จากการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี 

หลักการเบื้องต้นที่คุณต้องทำ คือการนำราคาขายหักลบด้วยราคาต้นทุนที่ซื้อมาและค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fee) หากผลลัพธ์ออกมาเป็นบวกจะถือว่าคุณมีกำไรที่ต้องเสียภาษี แต่หากผลออกมาเป็นลบจะถือว่าขาดทุน 

โดยคุณต้องทำการรวบรวมประวัติการทำธุรกรรม (Transaction History) จากทุก Exchange มาสรุปยอดรวมของกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีภาษีนั้น ๆ เพื่อหาตัวเลขที่แท้จริงที่จะนำไปรายงานต่อกรมสรรพากร

รูปแบบการคิดต้นทุนที่สรรพากรยอมรับสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี 

การคิดต้นทุนถือเป็นส่วนที่หลายคนสับสนที่สุด โดยเกณฑ์ภาษีคริปโตล่าสุด อนุญาตให้ใช้วิธีที่สากลยอมรับได้ 2 รูปแบบหลักตามความเหมาะสมของพอร์ตการลงทุน ได้แก่

  • วิธีเข้าก่อนออกก่อน (First-In, First-Out หรือ FIFO)
    เหรียญที่คุณซื้อมาก่อนจะถูกนับว่าขายออกไปก่อน เหมาะสำหรับช่วงตลาดขาขึ้นเพราะจะทำให้ต้นทุนที่ถูกนำมาคิดเป็นราคาเก่าที่มักจะต่ำกว่า
  • วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)
    เป็นการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญทุกตัวที่คุณมีอยู่ในพอร์ตทุกครั้งที่มีการซื้อเพิ่ม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกและไม่ต้องการแยกบันทึกตามล็อตที่ซื้อ

 

อัตราภาษีที่ใช้กับการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีและหน้าที่การจ่าย 

รายได้จากคริปโตเมื่อคำนวณกำไรออกมาแล้ว จะถูกนำไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ ของคุณ เช่น เงินเดือน หรือรายได้จากฟรีแลนซ์ เพื่อเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าซึ่งมีตั้งแต่ 5% ไปจนถึงสูงสุดที่ 35% ขึ้นอยู่กับฐานรายได้รวมในปีนั้น ๆ 

นอกจากนี้ หากคุณถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% ในบางรายการ คุณสามารถนำจำนวนภาษีที่ถูกหักไปแล้วมาใช้เครดิตหักลบออกจากยอดภาษีสุดท้ายที่ต้องจ่ายจริงได้ด้วยเช่นกัน

 

เงื่อนไขการนำผลขาดทุนจากการเทรดมาหักลดหย่อนกำไร 

ข่าวดีสำหรับนักลงทุน คือหากคุณเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย คุณสามารถนำรายการที่ขาดทุนมาหักลบกับรายการที่กำไรภายในปีภาษีเดียวกันได้ เพื่อให้เหลือเพียงกำไรสุทธิที่แท้จริงในการนำไปคำนวณภาษี ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดภาระทางภาษีลงได้อย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม สิทธินี้จะไม่ครอบคลุมถึงผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ขออนุญาตในไทย

 

ขั้นตอนการยื่นภาษีและเอกสารสำคัญที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อม

เมื่อคุณคำนวณกำไรสุทธิออกมาได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการนำตัวเลขไปรายงานให้ถูกต้องตามระบบภาษีไทย ซึ่งมีรายละเอียดเรื่องเวลาและหลักฐานที่ต้องระวังเป็นพิเศษเพื่อให้การยื่นภาษีคริปโตของคุณผ่านไปได้อย่างราบรื่น

 

การใช้แบบฟอร์มและการกำหนดเวลายื่นภาษีคริปโต

สำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย คุณต้องทำการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 (กรณีมีรายได้จากคริปโตหรือหลายประเภท) หรือ ภ.ง.ด. 91 (กรณีมีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว) โดยช่วงเวลาในการยื่นภาษีออนไลน์จะเปิดให้ทำรายการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 8 เมษายนของปีถัดไป 

การยื่นให้ทันตามกำหนดเวลาจะช่วยให้คุณเลี่ยงค่าปรับกรณีล่าช้าได้ โดยแนะนำให้รวบรวมข้อมูลให้เสร็จสิ้นภายในช่วงต้นปีเพื่อให้มีเวลาตรวจสอบความถูกต้องก่อนยื่นแบบจริง

 

รายการเอกสารที่ต้องจัดเก็บไว้เพื่อรับรองความถูกต้องในการยื่นภาษี

การเก็บหลักฐานถือเป็นปราการด่านสำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาการตรวจสอบย้อนหลัง โดยเอกสารที่คุณควรจัดเตรียมและเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ได้แก่ 

  • รายงานประวัติการซื้อขาย (Transaction History) หรือ ไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากทุก Exchange ที่คุณเคยใช้งาน
  • ไฟล์สรุปการคำนวณกำไรขาดทุนรายเหรียญ หรือ ข้อมูลสรุปยอดกำไร-ขาดทุนที่ทำขึ้นเองหรือสรุปจากเครื่องมือช่วยคำนวณ
  • หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในกรณีที่เคยถูกหักภาษีไว้ 15% จากการทำธุรกรรมบางประเภท
  • บันทึกค่าธรรมเนียม ข้อมูลค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fee) หรือค่าธรรมเนียมโอนเหรียญที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ซึ่งการมีเอกสารที่โปร่งใสจะช่วยให้คุณตอบคำถามสรรพากรได้ชัดเจนหากมีการขอข้อมูลเพิ่มเติม

แนวทางการรายงานเงินได้จากการเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ

ตามหลักเกณฑ์ภาษีคริปโตล่าสุด เงินได้ที่เกิดขึ้นจากการเทรดบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป หากคุณนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปีเดียวกันกับที่เกิดรายได้หรือปีถัดไป คุณมีหน้าที่ต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 

โดยคุณควรศึกษาและเก็บหลักฐานราคาแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอนเงินกลับเข้าไทยให้ดี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการรายงานรายได้ให้ถูกต้องและครบถ้วนตามกฎหมายไทย

 คำเตือน: การโอนคริปโตจากกระเป๋าต่างประเทศเข้า Exchange ไทยเพื่อขาย ยังมีความคลุมเครือทางกฎหมายและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อน

 

เกราะป้องกันนักลงทุน กฎหมายและข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม

ในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวให้พร้อมตามหลักกฎหมายไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดภาษี แต่ยังเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณในระยะยาว นี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจก่อนลงทุน

  • ผลกระทบและบทลงโทษหากไม่ยื่นภาษีคริปโตเคอร์เรนซี
    การละเลยหน้าที่ในการยื่นภาษีสำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการเจตนาปกปิดข้อมูลรายได้ ถือเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เนื่องจากกรมสรรพากรมีระบบการตรวจสอบข้อมูลผ่าน Exchange และเทคโนโลยีบล็อกเชนที่แม่นยำ 

    หากมีการตรวจสอบพบความผิดปกติภายหลัง คุณจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามประมวลรัษฎากร ดังนี้ 
  • เงินเพิ่ม (Surcharge)
    กรณีที่ไม่ได้ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา คุณจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (หรือเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของยอดภาษีที่ต้องชำระ โดยนับตั้งแต่พ้นกำหนดเวลายื่นแบบจนถึงวันที่ชำระภาษีจริง (เงินเพิ่มนี้จะไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ)
  • เบี้ยปรับ (Penalty)
    กรณีที่คุณยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือไม่ยื่นแบบเลย ทำให้ต้องมีการประเมินภาษีเพิ่มเติม คุณอาจถูกสั่งให้เสียเบี้ยปรับตั้งแต่อัตรา 0.5 เท่า ถึง 2 เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของกรณี เช่น ยื่นแบบไม่ครบถ้วน หรือเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
  • ค่าปรับอาญา (Criminal Penalty)
    สำหรับกรณีที่เจตนาไม่ยื่นแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือแจ้งข้อความเท็จเพื่อลดหย่อนภาษีโดยมิชอบ คุณอาจถูกดำเนินคดีทางอาญา ซึ่งมีโทษทั้งการปรับและการจำคุกตามประมวลรัษฎากร

    การยื่นภาษีอย่างโปร่งใสตั้งแต่ต้นเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด เพราะกฎหมายยังมีช่องทางสำหรับการ "ของดหรือลดเบี้ยปรับ/เงินเพิ่ม" ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือความผิดพลาดที่ไม่ได้เจตนา 
    หากคุณเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ดีที่สุด
  • ค่าลดหย่อนและการยกเว้นภาษี
    แม้รายได้จากคริปโตจะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน แต่กฎหมายก็มีช่องทางให้คุณบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะมาตรการยกเว้นภาษีกำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เทรดผ่าน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2572 ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องนำกำไรส่วนนี้มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

    แต่สำหรับกำไรจากการทำกิจกรรมอื่น เช่น Staking หรือ Yield Farming ก็ยังคงใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานตามที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าเบี้ยประกัน หรือเงินบริจาค ตามเงื่อนไขปกติ
  • สถานะทางภาษีของ Stablecoin
    หลายคนเข้าใจผิดว่าเหรียญอย่าง USDT หรือ USDC คือ "เงินสดดิจิทัล" ที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในทางกฎหมายและมุมมองของสรรพากร Stablecoin ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง ที่มีความผันผวนของราคา (แม้จะน้อย) 

    ดังนั้น ทุกครั้งที่คุณเทรดหรือนำ Stablecoin ไปใช้ชำระค่าสินค้า ผลต่างของมูลค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ได้มา จะถือเป็นกำไรที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นเดียวกับ Bitcoin หรือ Ethereum นั่นเอง
  • จุดเริ่มต้นและการบังคับใช้ของกฎหมายภาษีคริปโตในไทย
    กฎหมายภาษีคริปโตเคอร์เรนซีในไทยมีการปรับปรุงและบังคับใช้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา 

    ซึ่งเป็นการวางรากฐานการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้จากการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับต่างๆ เพื่อให้แนวปฏิบัติมีความชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี
  • การบริจาคคริปโตเคอร์เรนซีต้องเสียภาษีหรือไม่
    การบริจาคเหรียญคริปโตในเชิงภาษีจะถูกมองว่าเป็นการ "จำหน่ายหรือโอน" สินทรัพย์ออกไป ซึ่งหากมูลค่าของเหรียญ ณ วันที่บริจาคสูงกว่าต้นทุนที่คุณซื้อมา ผลต่างนั้นอาจถือเป็นกำไรที่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้พึงประเมิน 

    อย่างไรก็ตาม หากคุณบริจาคผ่านระบบ e-Donation ให้กับองค์กรสาธารณกุศลที่กรมสรรพากรกำหนด คุณสามารถนำมูลค่าเหรียญนั้นไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย การเก็บเอกสารหลักฐานการโอนและใบอนุโมทนาบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อให้การหักลดหย่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส

 

การจัดการภาษีคริปโตเคอร์เรนซีไม่ใช่เรื่องน่ากังวล หากเตรียมพร้อมด้วยการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเข้าใจหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง การสร้างความโปร่งใสตั้งแต่วันนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่ ที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) เพื่อรับบริการวางแผนที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของครอบครัวได้อย่างครบวงจร

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องการยื่นภาษีคริปโตเคอร์เรนซี

Q : เทรดผ่าน Exchange ต่างประเทศ ต้องนำรายได้มาเสียภาษีในไทยหรือไม่? 

A : ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 หากนำกำไรจากการเทรดบนแพลตฟอร์มต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 

การวางแผนภาษีคริปโตโดยจดบันทึกราคาแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอนเงินกลับไทยถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้การรายงานรายได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ของกรมสรรพากร

Q : หากเทรดแล้วขาดทุน สามารถนำมาลดหย่อนหรือหักลบภาษีได้หรือไม่? 

A : ทำได้เฉพาะการเทรดผ่าน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทยเท่านั้น โดยสามารถนำผลขาดทุนมาหักลบกับกำไรจากการเทรดคริปโตได้ภายในปีภาษีเดียวกัน 

เพื่อให้เหลือเพียงกำไรสุทธิในการคำนวณภาษี ซึ่งช่วยลดภาระทางภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สิทธินี้จะไม่ครอบคลุมถึงผลขาดทุนจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ

Q : Stablecoin เช่น USDT หรือ USDC ถือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่? 

A : ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย หากนำไปเทรดจนเกิดกำไรหรือนำไปใช้ชำระค่าสินค้าจนมีส่วนต่างจากต้นทุน ถือเป็นรายได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณในการยื่นแบบภาษีออนไลน์ ไม่ต่างจาก Bitcoin ดังนั้นควรบันทึกข้อมูลทุกธุรกรรมเพื่อป้องกันปัญหาการตรวจสอบย้อนหลัง
 
แหล่งอ้างอิง: https://www.expattaxthailand.com/cryptocurrency-tax-thailand/
 แหล่งอ้างอิง:
 https://www.nishimura.com/en/knowledge/publications/20250701-113956