Vision is Your Why

เรื่อง: นครินทร์ วนกิจไพบูลย์


เงยหน้ามองฟ้า วิสัยทัศน์คือดาวเหนือของพวกเรา


Hi-Light:

  • ‘วิสัยทัศน์’ คือเข็มทิศบอกทางที่คุณกำลังจะไป มันคืออนาคตที่บริษัทคุณมุ่งหวังสูงสุด มันคือแพสชั่นที่ทำให้คุณตื่นเต้นและขนลุกซู่ และมันคือเนื้อแท้ของการมีอยู่ขององค์กรของคุณบนโลกนี้
  • งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าพนักงานที่เข้าใจวิสัยทัศน์ขององค์กรจะมีส่วนร่วมและ ‘อิน’ กับองค์กรถึง 68 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าค่าเฉลี่ย 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการมีส่วนร่วมมากกว่าย่อมหมายถึงประสิทธิภาพที่มากกว่าตามมา


“หลายบริษัทล้มเหลวไม่ใช่เพราะตัดสินใจพลาด ตรงกันข้าม พวกเขาตัดสินใจได้ดี แต่ช้าไปต่างหาก”


ชายหนุ่มศีรษะเกลี้ยงเกลาคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ เขายังบอกอีกด้วยว่าเวลาต้องตัดสินใจอย่ามัวแต่รอข้อมูลที่แน่นอนถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะมันเป็นไปไม่ได้และช้าเกินไป คุณต้องกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะล้มเหลวบนพื้นฐานที่คำนวณมาแล้วว่าล้มแล้วจะไม่เจ็บตัว ไม่ล่มจม ไม่พังพินาศ


คำถามก็คือแล้วเราควรตัดสินใจโดยยึดหลักการอะไร?

วิสัยทัศน์หรือ Vision คือคำตอบของเขา


ผู้ชายคนนี้คือเจฟฟ์ เบโซร์ Jeff Bezos มนุษย์ที่รวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน มีมูลค่าทรัพย์สินราว 5 ล้านล้านบาท (จีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านล้านบาท)


ช่วงปี 1995-1997 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่อย่าง Amazon กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรงนี้ถูกปรามาสว่าคงไม่อาจเติบโตไปมากกว่านี้ เบโซส์ในวัยห้าวเป้ง 30 ต้น ๆ กลับมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น เขาเขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้น โชว์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ว่า อีคอมเมิร์ซคืออนาคต!


“พรุ่งนี้ Online commerce จะยกระดับขั้นตอนการค้นหาสินค้าด้วยกลยุทธ์ Personalization หรือการตอบโจทย์เจาะจงเฉพาะบุคคล”

วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแม่นยำนี้คือตัวแปรหลักในการตัดสินใจที่รวดเร็วของเขา เขาเลือกลงทุนระยะยาวกับบริษัทที่มีความเป็นผู้นำสูง มากกว่าธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น เขาเลือกลงทุนสร้าง ‘โครงสร้าง’ เพื่อขยายฐานลูกค้าโดยมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะยังคงเลือกซื้อของกับ Amazon มากเช่นเดิม เขาเลือกสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงมากกว่าการตลาดเพื่อยอดขายชั่วคราว


วิสัยทัศน์ทำให้เขารู้ว่าอะไร ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ สำหรับองค์กร


ข้ามจาก Seattle ศูนย์บัญชาการของ Amazon ไปมหาวิทยาลัย Pennsylvania เด็กหนุ่มไหล่กว้างผู้เกิดที่แอฟริกาใต้กำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรดีหลังเรียนจบ แต่ไม่ว่าจะฝันเฟื่องเรื่องใด เขามักจะได้ข้อสรุปเหมือนเดิมคือ อินเทอร์เน็ต พลังงานที่ไม่มีวันหมด และอวกาศ เป็นสามสิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในหลายปีข้างหน้า มันเป็นตลาดที่เขาสามารถสร้างอิมแพกอันยิ่งใหญ่ได้ เขาสาบานจะเดินสร้างงานทั้งสามด้านนี้


เขาคืออีลอน มัสก์ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX, Tesla, Solar City อันลือลั่น วิสัยทัศน์ที่มาก่อนกาลของเขาชัดตั้งแต่วัยหนุ่มแล้วว่าไม่ได้อยากรวยเฉย ๆ แต่ไล่ตามแผนการอันยิ่งใหญ่มาตลอด “ผมไม่อยากเป็นเหมือนพวกมาทีหลัง ตามกระแส หรือแค่ฉวยโอกาส ผมไม่ใช่นักลงทุน ผมชอบทำให้เทคโนโลยีเป็นจริง ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับอนาคต”


กระโดดข้าม Time zone จากสหรัฐฯ มาที่ย่านเพลินจิต กลางกรุงเทพฯ ผมกำลังนั่งสบนัยน์ตาสีฟ้าของ Ben King ผู้อำนวยการ Google ประจำประเทศไทย เขาพูดถึงความสำคัญของ ‘วิสัยทัศน์ที่กล้าหาญ’ ด้วยสำเนียงอังกฤษ-ออสเตรเลีย


“คุณจำเป็นจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญในระยะยาว มันจะเป็นวิสัยทัศน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือถูกร่างขึ้นในช่วงรายไตรมาสหรือครึ่งปีไม่ได้ เราจำเป็นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทีม สำหรับผมในฐานะผู้นำ ผมให้ความสำคัญ ทุ่มเทเวลา และพลังงานไปกับการครุ่นคิดว่าอะไรคือมุมมองระยะยาว เป้าหมายใดที่เราต้องการจะไปให้ถึง และต้องการจะไปอยู่ ณ จุดนั้น”


10x Thinking หรือการคิดใหญ่ 10 เท่า คือหัวใจที่ทำให้ Google สร้างสรรค์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้ครั้งแล้วครั้งเล่า


นี่คืออานุภาพของ ‘วิสัยทัศน์’ มันคือเข็มทิศบอกทางที่คุณกำลังจะไป มันคืออนาคตที่บริษัทคุณมุ่งหวังสูงสุด มันคือแพสชั่นที่ทำให้คุณตื่นเต้นและขนลุกซู่ และมันคือเนื้อแท้ของการมีอยู่ขององค์กรของคุณบนโลกนี้


ไม่มีบริษัทที่ประสบความสำเร็จไหนบนโลกโดยไม่มีวิสัยทัศน์ นี่คือตัวอย่างวิสัยทัศน์ขององค์กรระดับโลก 

Amazon

"To be earth's most customer-centric company; to build a place where people can come to find and discover anything they might want to buy online.”


Space X

“Revolutionise space technology, with the ultimate goal of enabling people to live on other planets.”


Google

“to provide access to the world's information in one click.”


Starbucks

“To inspire and nurture the human spirit – one person, one cup and one neighborhood at a time.”


Facebook

“Give people the power to build community and bring the world closer together.


หรืออย่างของสำนักข่าว THE STANDARD ของผมเองก็คือ

“สถาบันข่าวที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารในแนวทางสร้างสรรค์ เพื่อให้ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ผู้คน อันนำไปสู่จุดมุ่งหมายสำคัญคือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม”


จะเห็นได้ว่าวิสัยทัศน์คือเรื่องของความฝัน อนาคต เป้าหมายสูงสุด มันคือสิ่งที่องค์กรมุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงโลก


วิสัยทัศน์ต่างกับภารกิจ (Mission) ตรงที่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการกระทำในปัจจุบัน และต่างจากเป้าหมาย (Goal) คือมันไม่จำเป็นต้องวัดผลได้หรือมีระยะเวลาแน่นอน


ทำไมวิสัยทัศน์จึงสำคัญ? งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าพนักงานที่เข้าใจวิสัยทัศน์ขององค์กรจะมีส่วนร่วมและ ‘อิน’ กับองค์กรถึง 68 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าค่าเฉลี่ย 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการมีส่วนร่วมมากกว่าย่อมหมายถึงประสิทธิภาพที่มากกว่าตามมา


สำหรับผม วิสัยทัศน์คือดาวเหนือ มันคือเข็มทิศที่ทำให้รู้ว่าผมจะนำพาองค์กร (และตัวเอง) ไปทางไหน ทุกครั้งที่เราล้ม เราท้อ เราผิดหวัง เราก้มหน้าก้มตาทำงานจนกลัวว่าจะหลงทาง เราจะเงยหน้าขึ้นมามองดาวเหนือเพื่อตอกย้ำว่า “นี่เรามาถูกทางแล้วนะ” หรือหากเงยหน้ามองแล้วพบว่าทิศทางที่เรากำลังไปสวนทางกับแสงดาวเหนือนั้น ก็จงรีบกลับลำ แล้วปรับหางเสือให้ตรงกับดาวเหนือของเรา


การไม่มีดาวเหนือเป็นของตัวเอง ก็เหมือนคนหลงทาง ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือบางครั้งเราทุ่มเทพลังกายและพลังใจลงไปมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่าเราเดินวนกลับมาที่เดิม


เงยหน้ามองฟ้า และหาดาวเหนือของคุณให้เจอครับ