ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
22-06-2569
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติสูงและความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของไทยจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากเมียนมายังคงพึ่งพาพลังน้ำและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะที่พลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่อย่างแสงอาทิตย์และลมยังมีสัดส่วนไม่สูงมากนัก จึงสะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างพลังงาน ซึ่งบทความนี้จะขอกล่าวถึงภาพรวมตลาดพลังงาน แนวโน้มสำคัญ รวมถึงโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
ภาพรวมตลาดพลังงานของเมียนมา
ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานของเมียนมายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานน้ำเป็นหลัก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าประกอบด้วยพลังน้ำราว 51% ก๊าซธรรมชาติราว 41% พลังงานแสงอาทิตย์ราว 4% และที่เหลือเป็นถ่านหินและดีเซลในสัดส่วนจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่ยังมีสัดส่วนต่ำและมีศักยภาพในการเติบโตสูง
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 9,100–14,542 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ส่งผลให้รัฐบาลเมียนมาเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมีความพยายามเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงไฟฟ้ายังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ทำให้โซลูชันแบบ Off-grid และ Community-based Renewable Energy เริ่มได้รับความสนใจ และเป็นหนึ่งในโอกาสใหม่ที่มีศักยภาพในระยะต่อไป
ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของเมียนมา
เมียนมามีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานสะอาดจำนวนมาก ได้แก่ พลังน้ำที่มีศักยภาพมากกว่า 100 กิกะวัตต์ พลังงานลมประมาณ 33.83 กิกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 26.96 กิกะวัตต์
แม้ปัจจุบันพลังน้ำจะเป็นฐานหลักของระบบพลังงาน แต่แนวโน้มใหม่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมากำลังผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงการโซลาร์จำนวน 11 โครงการ รวมกำลังผลิตกว่า 1,026 เมกะวัตต์ รวมถึงการลงนามความร่วมมือโครงการพลังงานลมหลายโครงการรวมกว่า 4,558 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ภาคพลังงานหมุนเวียนยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น เป้าหมายให้พลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังน้ำ) มีสัดส่วน 11% หรือประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มเป็น 17% หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากต่างประเทศ
ปัจจัยสนับสนุนการลงทุน
ตลาดพลังงานหมุนเวียนในเมียนมาได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่
- การสนับสนุนจากภาครัฐ
รัฐบาลมีความพยายามใช้มาตรการสนับสนุนการลงทุนบางส่วน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอุปกรณ์หรือโครงการบางประเภท ขณะที่กลไกด้านราคาและมาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
- ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงเป้าหมายการเข้าถึงไฟฟ้า 100% ภายในปี 2030 เป็นแรงผลักให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
- ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ทั้งแสงอาทิตย์ ลม และแหล่งน้ำ ล้วนสามารถพัฒนาเป็นพลังงานได้ในต้นทุนที่แข่งขันได้
โอกาสสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย เมียนมามีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่
ความท้าทายที่ต้องพิจารณา
• ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและนโยบาย
• ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบส่งไฟฟ้า
ทั้งนี้ นักลงทุนควรประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และพิจารณาความร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ
ตลาดพลังงานหมุนเวียนของเมียนมายังมีสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ จึงสะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
สำหรับนักลงทุนไทย เมียนมาจึงไม่เพียงเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)
โอกาสในตลาดนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถบริหารความเสี่ยงด้านนโยบายและข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการมองหาโอกาสในการเติบโตระยะยาวได้อย่างมีกลยุทธ์
ลูกค้าที่สนใจประกอบธุรกิจใน CLMV หรือประเทศเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong Subregion: GMS) ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ธนาคารไทยพาณิชย์มีสาขาต่างประเทศที่พร้อมจะดูแลและให้บริการ สนใจติดต่อ https://www.scb.co.th/en/corporate-banking/international-network
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก: ธนาคารไทยพาณิชย์เมียนมา www.scbmm.com
ข้อมูลอ้างอิง