ปากีสถาน.... มีอะไรให้เที่ยว?

เรื่องโดย: ภู เมฆพิพัฒน์

 

แทบทุกคนที่พอรู้ว่าผมจะไปเยือนดินแดนชื่อไม่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย จะมีคำถามพร่างพรูออกมามากมาย ส่วนใหญ่หนักไปในทางไม่เห็นด้วย อาจเพราะชื่อเสียงที่เคยได้ยินผ่านสื่อต่างๆ ไล่ตั้งแต่ประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยเอามากๆ ไปจนถึงข่าวคราวสถานการณ์ความไม่สงบที่มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

 

ยังไม่นับว่าการเดินทางไปเยือนปากีสถานสำหรับคนไทยอาจจะยุ่งยากอยู่ซักเล็กน้อย โดยเฉพาะการขอวีซ่า (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำให้มันยุ่งยากทำไม) เริ่มจากกรอกแบบฟอร์มที่ดาวน์โหลดจากเทีเว็บสถานฑูตฯ พร้อมด้วยพาสปอร์ตกับเอกสารปึกใหญ่หอบหิ้วไปยื่นที่สถานฑูตปากีสถานที่ซอยนานา ถ้าเอกสารครบก็ต้องเดินออกไปโอนเงินค่าวีซ่าที่ธนาคารตรงปากซอย แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาสถานฑูตเพื่อรับใบเสร็จรับเงินและใบนัดรับวีซ่าอีกที ซึ่งปกติจะใช้เวลา 3 วันทำการ

 

ทั้งหมดนี้ต้องไปด้วยตัวเองเท่านั้น มอบอำนาจให้ใครไปทำแทนไม่ได้.... ยุ่งมั้ย... ถามใจเธอดู?

 

แต่เมื่อเพื่อนร่วมทริปอีก 2 คนยืนยันเป็นมั่นเหมาะถึงความมุ่งมาดปรารถนาในการเดินทาง ตั๋วเครื่องบินและวีซ่าก็พาเราลัดฟ้าสู่เทือกเขาคาราโครัมในเย็นวันหนึ่งก่อนลมหนาวแรกของปี 2559 จะพัดผ่านเข้ามา

 

การเดินทางในปากีสถาน นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถไปด้วยตนเองได้ ต้องใช้บริการเอเย่นต์ทัวร์ที่โน่นออกหนังสือรับรองให้เราใช้เป็นเอกสารประกอบไปยื่นขอวีซ่า เพื่อนผมส่ง email ไปถึง Altaf เอเย่นต์ทัวร์ที่ปากีสถานให้ช่วยจัดโปรแกรมการเดินทางให้ แจ้งไปว่ามีเวลากี่วัน, มีเงื่อนไขอะไรบ้าง, ความต้องการเป็นยังไง, ฯลฯ ทางโน้นจะส่งโปรแกรมให้เราดูพร้อมค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีทั้งแบบแพ็กเกจเหมาหมดค่ารถค่าน้ำมันค่าไกด์ค่าโชเฟอร์ค่ากินค่านอนค่าใบอนุญาต พูดง่ายๆ ว่าไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊ง หรือจะเป็นแบบบุฟเฟต์ รวมทุกอย่างยกเว้นค่ากิน คือ หากินกันเองก็ได้ ต่อรองกันจนพอใจแล้วก็ยืนยันตามนั้น เตรียมเงินสดไปจ่ายทีเดียวที่โน่นเลย เมื่อไปถึงก็ต้องพึ่งเอเย่นต์ตลอดทริป จะเดินทางไปไหนต้องมีการขออนุญาต มีใบ Permit แสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจตามจุดต่างๆ ผมกับเพื่อนๆ มีรถขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมโชเฟอร์และไกด์พาเราตะลอนไปตามโปรแกรมที่วางไว้ ซึ่งโดยรวมแล้วก็เป็นไปตามโปรแกรมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

สำหรับผู้ที่อยากจะไปสัมผัสปากีสถานบ้าง พอจะสรุปจากประสบการณ์ตรงมาได้ประมาณนี้

  1. ปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมที่ค่อนข้างเคร่งครัด โดยเฉพาะในหัวเมืองรอบนอก บนท้องถนนจะเต็มไปด้วยผู้ชาย พ่อค้าวาณิช แรงงานล้วนเป็นเพศชายทั้งสิ้น ผู้หญิงจะอยู่แต่ในบ้าน จะมีให้เห็นในที่สาธารณะบ้างก็มักคลุมหน้าเห็นแต่ดวงตาคมโต หรือเป็นเพียงเด็กหญิงก่อนโตเป็นสาวเดินไปโรงเรียนเท่านั้น

  2. คนปากีฯ โดยเฉพาะเพศชายและเด็กๆ เป็นมิตรมากกกกก ยิ้มแย้มทักทายตลอดที่พบเจอ และส่วนใหญ่จะชอบเป็นนายแบบ มักขอให้ถ่ายรูปให้เมื่อเห็นกล้องในมือนักท่องเที่ยว

  3. ปากีสถานจริงๆ แล้วเป็นประเทศสวยงามและสงบพอสมควร ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่ได้ยินข่าวคราวบ่อยๆ ผมว่าดีไม่ดี ยังดูน่าไว้วางใจกว่าหลายๆ เมืองแถบบ้านเราเสียด้วยซ้ำ

  4. เด็กๆ หนุ่มๆ ปากีฯ โดยเฉพาะทางตอนเหนือหน้าตาหล่อเหลา เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของฝรั่ง+แขก+จีน(นิดๆ) ให้นึกถึงหน้าจอห์นนี่ แอนโฟเน่ตอนหนุ่มๆ หรือมาริโอ เมาเร่อ ที่คมเข้มขึ้นและเติมไรขนลากยาวตั้งแต่จอนลงไปถึงคางกับเหนือริมฝีปาก

  5. เด็กๆ สาวๆ ปากีฯ ทางเหนือก็ไม่แพ้กัน ให้นึกถึงหน้าพิ้งกี้ สาวิกา ที่นี่เดินชนทุกสามเสาไฟฟ้า (แต่หากโตเป็นสาวเต็มวัยแล้วความงามของหล่อนจะซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้า)

  6. ทางตอนเหนือหนาวมาก ผมไปเขตที่เรียกว่า "กิลกิต-บัลติสถาน" อยู่ทางเหนือสุดติดชายแดนจีน อินเดีย และอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ยังอยู่ท่ามกลางวงล้อมของ “ยักษ์ใหญ่” บิ๊กเบิ้มทั้งสามของเอเชีย ได้แก่ เทือกเขาหิมาลัย, เทือกเขาฮินดูกุส และเทือกเขาคาราโครัม

  7. ช่วงปลายตุลาคมที่ไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง จะพบเห็นใบไม้เปลี่ยนสีตลอดทาง ฟ้าโปร่ง อากาศหนาว เข้านอนในอุณหภูมิต่ำกว่าสิบองศาฯ ทุกคืน ตื่นมามีไอเย็นๆ ออกจากปากทุกเช้า ผู้คนที่นี่นิยมออกมานั่งผึ่งแดดจัดๆ ทั้งวันแบบไม่กลัวยูวี

  8. ค่าเงินโดยประมาณ 1 บาท = 3 รูปี (PKR) ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียที่ 1 บาท = 2 รูปี (INR) สามารถแลกเงินได้ที่สนามบินหรือธนาคารบางแห่ง (ให้ไกด์แนะนำได้)

  9. ผู้คนที่นั่นยังใช้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย จับจ่ายซื้อของกันในตลาดหรือร้านขายของชำเล็กๆ จึงนิยมใช้เงินสด บัตรเครดิต/เดบิต จะเริ่มเป็นที่นิยมในเมืองใหญ่หรือตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เท่านั้น

  10. ใครที่รู้สึกว่าเป็น "คนไม่สำคัญ" ในเมืองไทย มานี่รับรองคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นเซเลบ ขึ้นทันใด ทุกวันจะมีคนมาขอถ่ายรูปผมอย่างน้อย 4-5 คน บ้างมาขอเซลฟี่ บ้างมาขอจับไม้จับมือแล้วให้เพื่อนถ่ายรูปให้ ที่ฮาสุดคือ วันเดินทางกลับ ผมให้โชเฟอร์จอดรถเพื่อถ่ายรูปวิวแม่น้ำระหว่างทาง พี่น้องแขกที่นั่งปิคนิกกันแถวนั้นร่วมยี่สิบชีวิตทิ้งวงอาหารวิ่งกรูกันเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย พี่คนนั้นมีกีตาร์ก็เอามายัดใส่มือให้เป็นพร็อพ น้องคนนี้เอาแว่นดำมาให้สวม  ถึงขั้นมีพี่คนนึงต้องตั้งตนเป็นผู้จัดการคอยจัดคิวคนเข้าแถวมาถ่ายรูปกับผมเลยทีเดียว

  11. ฤดูท่องเที่ยวที่ดีที่สุดทางตอนเหนือ ว่ากันว่าเป็นช่วงหน้าร้อน เดือน เม.ย. - ก.ค. แต่อุณหภูมิก็ยังคงเย็นกว่าบ้านเราแน่นอน

  12. ด้วยความเคร่งครัดในวิถีมุสลิม ชายหญิงที่มิใช่สามีภรรยาไม่ควรอยู่ด้วยกันสองต่อสอง  ในขณะที่ไกด์ท้องถิ่นล้วนเป็นเพศชาย  ทำให้การเดินทางโดยลำพังของนักท่องเที่ยวหญิงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  สาวใดอยากลุยเดี่ยวลองหาเพื่อนไปด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี  อีกอย่าง... กางเกงยาวแค่คืบหรือกระโปรงสั้นๆ ทิ้งไว้ที่เมืองไทยเถอะนะ

  13. มีสายการบินเจ้าเดียวบินจากเมืองไทยไปปากีสถาน คือ การบินไทย บินเกือบ 5 ชั่วโมง ไปถึงดึก จะนอนสนามบินหรือเข้าไปนอนในอิสลามาบัดแล้วค่อยเดินทางต่อไปกิลกิตก็ได้ ขากลับถึงเมืองไทยหกโมงเช้า และเวลาที่โน่นช้ากว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง

  14. ตอนไปแทบทุกมื้อกินแต่แกงไก่ขลุกขลิกๆ ข้าวสวย (เม็ดร่วนๆ ยาวๆ) แกงผักข้นๆ กับแป้งเป็นแผ่นๆ จะเรียกจาปาตีหรือนานก็แล้วแต่ แต่เชื่อเถอะ... มันดีกว่าอาหารอินเดียมากกกก

 

15. คาราโครัมไฮเวย์เป็นไฮเวย์ที่สูงที่สุดในโลก (จากระดับน้ำทะเล) เชื่อมระหว่างจีนกับปากีสถาน ระยะทางรวมประมาณ 1,400 กม.

 

16. ไฟฟ้าในปากีสถาน ยังไม่เสถียร หลายโรงแรมไฟฟ้า (รวมทั้งสัญญาณไวไฟ) ไม่พอใช้ และเปิดปิดไฟเป็นเวลา บางที่ไม่มีน้ำอุ่นอาบ

 

17. ที่นั่นฝุ่นค่อนข้างเยอะ เข้าใจว่าไม่มีคนกวาดถนนเหมือนบ้านเรา ใครแพ้ฝุ่นควันควรพกหน้ากากกันฝุ่นไปด้วยก็ดีครับ

 

18. ถึงจะมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรประมาท ปฏิบัติตามคำแนะนำของไกด์อย่างเคร่งครัด โดยส่วนตัวผมจะซื้อประกันการเดินทางทุกครั้งเมื่อไปต่างประเทศ และขอแนะนำให้ซื้อกัน เชื่อเถอะ.... มันไม่คุ้มหรอกถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น แลกกับเงินไม่กี่ร้อยบาท ที่สำคัญจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายในภายหลังว่า “รู้งี้ ซื้อประกันการเดินทางซะก็ดี”

 

ทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้มาชวนเชื่อให้รีบเก็บกระเป๋าขอวีซ่าไปเที่ยวปากีสถาน เพียงแต่สรุปจากประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสมา 7-8 วัน ประเทศนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนที่รักการท่องเที่ยวแบบสมบุกสมบันอยู่ซักหน่อย แต่ยืนยันว่ามันก็ไม่ถึงกับลำบากมากมาย (ผมเจอก๊วนคนไทยวัยเกษียณจับกลุ่มไปเที่ยวกันเองด้วย) เมื่อแลกกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตระการตากับความเป็นมิตรของผู้คนที่ได้พบเจอ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะต้องหาโอกาสกลับไปเยือนอีกครั้ง.... แน่นอน.