เที่ยวรอบโลกได้สบาย มีเงินใช้ไม่มีวันหมด

ลองมาคิดเล่นๆ กันดีกว่าว่า.. ถ้าเรานั่งไทม์แมชชีนไปในอนาคตได้ เราอยากเห็นตัวเราตอนเกษียณอายุเป็นอย่างไร แบบแรก เราเห็นตัวเราที่นอนป่วยอยู่บ้านอุดอู้ไม่ได้ออกไปไหนเลย หรือแบบที่สอง มองเห็นตัวเราที่แข็งแรงกำลังเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกอย่างมีความสุข ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นดูภูเขาฟูจิ บินโฉบดูไนแองการา หรือบินลัดฟ้าเลาะป่าอเมซอน หลายคนคงรีบยกมือบอกว่าอยากเป็นแบบที่สองเพราะดูเข้าท่ากว่าแบบแรกตั้งเยอะ
 

แต่ความฝันได้เที่ยวรอบโลกนี้มันต้องใช้เงินด้วยนะ ใครที่ดูกระเป๋าตังค์แล้วยังไม่รู้ว่าเงินจะพอประทังชีวิตได้มั้ย หรือแค่เที่ยวอาเซียนก็ไม่รู้จะได้ไปครบมั้ย อย่าเพิ่งถอดใจในความใฝ่ฝันที่จะมีเงินและได้เที่ยวรอบโลก ขอให้ทุกคนรักษาความฝันเอาไว้ แล้วเอามันมาเป็นเป้าหมายในการบริหารเงินกันดีกว่า!
 

เรามาตั้งความฝันกันเถอะว่า “ตอนที่เราเกษียณไม่ได้ทำงานแล้ว เราจะเที่ยวรอบโลกแบบมีเงินใช้สบายๆ ไม่มีวันหมดกันได้ยังไงดี”


ขอแนะนำวิธีเตรียมเงินล่วงหน้าสำหรับการเที่ยวรอบโลกแบบไร้กังวลด้วย "เทคนิคเก็บเงิน 2 กระเป๋า" โดยเราต้องแบ่งเงินเป็น กระเป๋าใบที่ 1 กระเป๋าเงินเพื่อการดำรงชีวิต (Money Bag for Daily Life) และ กระเป๋าใบที่ 2 กระเป๋าเงินเพื่อท่องเที่ยวและความสุขในวัยเกษียณ (Money Bag for Explore the World and Happiness) ซึ่งในอนาคตเราควรมีเงินทั้งสองกระเป๋านี้ อย่างน้อยเราจะได้มีเงินใช้ในชีวิตแน่นอน ไม่ขัดสน และมีเงินใช้เที่ยวแบบสบายๆ ไปพร้อมกัน เพื่อชีวิตเกษียณที่สมบูรณ์

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “เดินเกมก่อนย่อมได้เปรียบ” เรื่องเงินก็เช่นกัน “ใครออมก่อนได้เปรียบ” ยิ่งเรารีบออมเงินเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งมีสิทธิ์รวยมากกว่าคนที่ออมช้า ยกตัวอย่างเช่น นายเวียร์ ไหวตัวทันว่าควรเริ่มออมในกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งลงทุนเพียงแค่เดือนละ 5,000 บาท โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี พอนายเวียร์อายุ 60 ปี เขามีสิทธิ์ได้เงินรวมประมาณ 9,700,000 บาทเลยทีเดียว! แค่ทยอยเก็บทีละนิด บั้นปลายได้เงินเกือบ10 ล้านบาท รู้งี้ต้องรีบออมไวๆ
 

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง เพื่อนนายเวียร์ชื่อนายตั๊ก กว่าจะมาออมเงินก็อายุ 40 ปีแล้ว  แม้ว่านายตั๊กจะอยากเลียนแบบการออมของนายเวียร์และยังทุ่มเงินออมเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งมากกว่านายเวียร์ถึงเท่าตัว แต่ระยะเวลาการออมที่ช้ากว่า 10 ปี ทำให้นายตั๊กตอนอายุ 60 ปี มีสิทธิ์ได้เงินรวมแค่ 6,800,000 บาท  ตัวเลขต่างจากนายเวียร์ตั้งเกือบ 3 ล้านบาท คราวนี้ลองคิดดู เราอยากเป็นแบบนายเวียร์หรือนายตั๊ก?


ถ้าเราอยากมีชีวิตบั้นปลายที่ดี แปลว่าต้องรีบออมตั้งแต่วันนี้เลย จะอายุกี่ขวบกี่ปีก็ต้องรีบออม และนอกจากออมเร็วแล้ว ต้องออมให้ถูกที่ ไม่ใช่เอาเงินไปเก็บในบัญชีออมทรัพย์อย่างเดียว เพราะดอกเบี้ยที่ได้นั้นน้อยนิด นอกจากนี้เราควรเพิ่มจำนวนเงินออมให้มากขึ้นทุกปีด้วย เช่น ปีนี้ออมเดือนละ 5,000 บาท ปีหน้าควรออมเดือนละ 5,100 บาท เพื่อเร่งอัตราให้เงินในทั้งสองกระเป๋ามีเพิ่มมากขึ้นไปอีก ช่วยให้ความฝันของเราเป็นจริงได้เร็วขึ้น และไม่ต้องมาลำบากในตอนท้ายอีกด้วย

แล้วในทางปฏิบัติเราควรจะออมเงินสำหรับทั้ง 2 กระเป๋ายังไงดี? ขอแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นออมเงิน 5% จากรายได้ของเรา เอาไว้ในกองทุนรวม RMF (Retirement Fund) เป็นกระเป๋าเงินเพื่อดำรงชีวิต และเริ่มออมเงินอีก 5% จากรายได้ (% ตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้  แต่ไม่ควรต่ำกว่าเลขที่แนะนำไว้) สำหรับ 5% หลัง ให้แบ่งเก็บไว้ในกองทุนรวม LTF (Long-Term Fund) เป็นกระเป๋าเงินเพื่อท่องเที่ยวและความสุข โดยข้อดีของ 2 กองทุนรวมนี้คือ เป็นการสร้างวินัยให้เราออมทุกๆ ปี และเค้าก็ตั้งเงื่อนไขในการขายกองทุนที่ซับซ้อน ทำให้เราหมุนเงินออกมาใช้ลำบากกว่ากองทุนรวมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น กองทุน RMF เค้าอนุญาตให้ขายออกตอนเราอายุ 55 ปีเท่านั้น ส่วน LTF ก็ต้องถือกองทุนไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าเป็นกุศโลบายของกองทุนที่สนับสนุนให้เรามีเงินออมใช้ยามบั้นปลายชีวิตโดยไม่ถอนออกมาใช้ง่ายเกินไปนั่นเอง นอกจากนี้ทั้งสองกองทุนยังมีของแถมเป็นสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีอีกด้วย  ลดภาษีได้ก็เหมือนมีเงินออมเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

แค่รู้จักแบ่งออมเงินเป็น 2 กระเป๋าตั้งแต่วัยทำงาน เริ่มออมตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อชีวิตที่สุขสบายในวันข้างหน้า แถมยังมีเงินไว้เที่ยวรอบโลกทำตามความฝันได้อย่างไร้กังวล แต่อย่าลืมอีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเตรียมเงิน นั่นก็คือ การเตรียมสุขภาพ ควรดูแลรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ กินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้มีทั้งเงิน ทั้งแรง และความสุข ใช้เวลาอย่างมีคุณค่าไปเที่ยวรอบโลกได้อย่างสบายกายและสบายใจ