ตกงาน “กะทันหัน” รับมืออย่างไรดี!?

มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มักโหยหาอิสระ โดยที่ยังคงมีอิสระทางการเงิน แต่ที่ต้องยอมอดทน ผจญรถติด โหมงานหนักก็เพราะเราและครอบครัวยังต้องกินต้องใช้ ไหนจะหนี้สินรุงรังที่ไปก่อไว้ไม่ว่าด้วยความจำเป็นหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เราจึงยังต้องการหลักประกันความมั่นคงทางด้านการเงินที่แน่นอน


แต่ชีวิตจริงไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์ เมื่อวันดีคืนร้ายบริษัทมีนโยบายเลิกจ้างและหยิบยื่นสภาพตกงานมาให้โดยไม่ทันตั้งตัว เราจะเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้อย่างไร 


อันดับแรก ตั้งสติ สูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ  เราไม่ได้ทำอะไรผิด ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปกับการดราม่า เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ


ลองดูปฏิทินว่าเราถูกแจ้งข่าวร้ายก่อนถึงวันเลิกจ้างนานแค่ไหน ส่วนใหญ่จะได้รับแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน คือให้เป็นเวลาทำใจซะมากกว่า คงไม่มีใครตั้งตัวได้ในเดือนเดียว อันนี้มนุษย์เงินเดือนรู้ดีเพราะเผลอแป๊บๆ ใบแจ้งหนี้สินงวดใหม่ก็วนเวียนส่งมาให้รกหูรกตาอีกแล้ว แต่หากเราได้รับแจ้งเลิกจ้างแบบกะทันหันจริงๆ เช่น ไม่กี่วัน หรือรับเงินเดือนแล้วก็ส่งจูบอำลาให้เลย จำไว้ว่านอกจากเงินเดือนเดือนนั้นๆ ที่บริษัทต้องจ่ายเราตามปกติแล้ว เราจะต้องได้ค่าตกใจเป็นเรทเงินเดือนเดือนล่าสุดของเราเพิ่มอีก 1 เดือนด้วย


จากนั้นรีบย้อนอดีตไปเช็กด่วนจี๋เลยว่า เราทำงานที่บริษัทนี้มากี่ปีแล้ว โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้

  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

*ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2555

อันนี้เราควรคำนวณไว้ก่อน เพื่อไปรีเช็กกับฝ่ายบุคคลของบริษัทหรือกับนายจ้าง ว่าเขาจ่ายให้เราครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ เรื่องเงินชดเชยในส่วนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับหากต้องออกจากงานโดยไม่มีความผิด


ขั้นตอนต่อไป สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลังจากที่เราถูกเลิกจ้าง นายจ้างก็จะยุติการจ่ายเงินสมทบให้กับเราหรือเท่ากับสมาชิกกองทุนของเราได้สิ้นสุดลง ซึ่งในเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้เรามีทางเลือกในการจัดการเงินก้อน 3 ทางเลือกด้วยกัน

  1. ออกจากการเป็นสมาชิก (คล้ายๆ ปิดบัญชีธนาคารนั่นเอง) โดยเราจะได้รับเงินจากกองทุนเต็มจำนวน (ประกอบด้วยเงินที่เราถูกหักจากเงินเดือนเข้ากองทุน เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบ และผลประโยชน์ที่งอกเงย) อันนี้หลายคนที่ทำงานมานานๆ ถึงขั้นตาโตกับเงินก้อนที่จะได้รับ แต่อย่าลืมว่าเงินในส่วนนี้จะต้องถูกนำไปคำนวณภาษีของปีนั้นด้วย เพราะถือเป็นรายได้ของเรา แต่ทางออกที่จะช่วยไม่ให้ต้องรับภาระทางภาษีหนักเกินไปคือแบ่งเงินที่ได้มาบางส่วนไปซื้อกองทุนหรือประกันชีวิตประเภทที่ลดหย่อนภาษีได้ นอกจากเงินที่ได้มาจะไม่หายสาบสูญยังอาจงอกเงยหรือได้ความคุ้มครองตามมาอีกต่างหาก
  2. คงเงินก้อนนี้ไว้เพื่อรออายุครบ 55 ปี หรือเพื่อรอโอนย้ายเงินไปอยู่กับนายจ้างใหม่ ในกรณีที่คิดว่าเราน่าจะหางานใหม่ได้ภายในเวลาไม่นาน โดยมีค่าธรรมเนียมในการคงสภาพปีละ 500 บาท แต่มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องแบกรับภาระด้านภาษี อายุสมาชิกยังคงสภาพต่อเนื่อง และเงินในกองทุนยังถูกนำไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
  3. ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่เลว นั่นคือการโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปลงทุนต่อเนื่องในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (PVD for RMF) (โดยเราสามารถเช็กกองทุนที่บริษัทจ่ายเงินสมทบอยู่ว่าเป็นของธนาคารใดได้ที่ใบสรุปกองทุนที่เราได้กันช่วงปลายปีของทุกปี หรือเช็กได้ที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท) ข้อดีของวิธีนี้ก็คือเราไม่ต้องรับภาระทางภาษี สำคัญคือไม่ต้องลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องเหมือน RMF ทั่วไป สามารถแช่เงินก้อนไว้ได้เลย แต่ในเมื่อมันเป็น RMF ประเภทหนึ่งเราจึงต้องถือครองไปจนอายุ 55 ปี จึงจะมีสิทธิ์ถอนออกมาใช้ได้


ทางเลือกที่แนะนำมานั้นก็เพื่อให้รีบตัดสินใจแล้วแจ้งฝ่ายบุคคลหรือนายจ้างตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นเขาอาจดำเนินการลาออกจากสมาชิกให้เราไปซะ


จัดการบริหารเงิน 2 ก้อนได้แล้วก็มาดูกันว่าประกันสังคมที่เราโดนหักกันอยู่ทุกเดือนนั้น ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เราอย่างไรบ้าง


หลักเกณฑ์ที่จะทำให้เรามีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคมกรณีว่างงานมีอยู่ว่าเราจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน และจะต้องอยู่ในสภาพว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป อันนี้ถ้าเราหางานใหม่ไม่ทัน เราย่อมได้สิทธิรับเงินชดเชยแน่นอน แต่หากมีงานทำต่อเนื่องทันทีหลังจากว่างงาน จะไม่ได้เงินชดเชยในส่วนนี้

จากนั้นให้รีบไปขึ้นทะเบียนว่างงานของสำนักงานจัดหางานผ่านอินเทอร์เน็ตที่ https://empui.doe.go.th/auth/index ภายในเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดสัญญาจ้าง จะทำให้เราได้รับประโยชน์จากเงินทดแทนกรณีว่างงาน โดยเขาจะนับให้ตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน


เมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จแล้วให้พิมพ์เอกสารที่ได้ซึ่งก็คือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน หรือ สปส. 2-01/7 ออกมา แล้วตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่สะดวก (สำนักงานเขตไหนก็ได้) โดยสามารถดูรายละเอียดสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ต่างๆ ใกล้บ้านได้ที่ https://www.sso.go.th/ หรือจะสอบถามทุกปัญหาคาใจจากสายด่วนกระทรวงแรงงานที่ โทร. 1506 ก็ได้เช่นกัน


เมื่อเลือกพื้นที่ที่เราจะไปยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนจากการว่างงานได้แล้ว มีเอกสารที่ต้องนำติดตัวไปดังนี้

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน หรือ สปส. 2-01/7 ที่พิมพ์ออกมาตอนขึ้นทะเบียนว่างงานในเว็บไซต์ (สำคัญมากต้องถือติดไป ห้ามไปหาเอาดาบหน้า)
  • หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือ สปส. 6-09 อันนี้ก็สามารถพิมพ์ออกมาได้ตอนขึ้นทะเบียนเช่นกัน แต่ถ้าลืมพิมพ์สามารถขอได้ที่สำนักงานประกันสังคม
  • หนังสือเลิกจ้าง (อย่าลืมขอจากฝ่ายบุคคลหรือนายจ้างก่อนออกจากงานด้วย ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีไว้จะเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมว่าเราไม่ได้เต็มใจตกงานนะ)
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ที่มองเห็นชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ประกันตนชัดเจน

*ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม


หลังจากที่เรายื่นเอกสารเสร็จแล้วจะมีจดหมายนัดให้มารายงานตัวเดือนละครั้ง เป็นจำนวน 6 ครั้ง (เดือนละครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน) โดยสามารถรายงานตัวได้ก่อนวันนัดหมาย 7 วัน และหลังวันนัดหมาย 7 วัน หากลืมรายงานตัวเดือนใดอาจจะทำให้เราไม่ได้ค่าชดเชยในเดือนนั้นได้


หากเราถูกเลิกจ้าง ประกันสังคมจะชดเชยให้ถึง 6 เดือน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเดือนล่าสุด โดยมีฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น เราได้รับเงินเดือน 10,000 เราจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาท แต่หากเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จะได้รับเดือนละ 7,500 บาท เป็นต้น


สำหรับใครที่ตกงานอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ก็จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ด้วย โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม หรือทางเฟซบุ๊ก สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน (https://www.facebook.com/ssofanpage)


ระหว่างนี้เราก็สามารถลุยหางานต่อไปได้ หรือหาความรู้เพิ่มเติมระหว่างว่างงาน แต่อย่าชิลเกินไปจนเงินที่ได้มาหมดเกลี้ยง แบ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้สอยและแบ่งออมไว้บ้าง ถือเป็นโอกาสอันดีในการได้เงินก้อนมาต่อยอดหรือเก็บออม อ้อ แต่ก็ไม่แนะนำให้เทโครมไปใช้หนี้สินหรือลงทุนซะจนหมด แบบนั้นอันตรายเกินไป งานสมัยนี้หายาก อาจใช้เวลานานกว่าที่คาด เพราะฉะนั้นต้องคิดก่อนใช้ดีๆ


เปลี่ยนนิสัยให้กลับมาทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่วันแรกที่ว่างงาน (จริงๆ ควรทำทุกวันจะดีมาก) ดูแลสุขภาพเพื่อชาร์จพลังงานให้เต็มก่อนไปลุยกับงานใหม่ และสุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาทุกคน