เก็บเงินไม่ได้ซักที เพราะทัศนคติแบบนี้หรือเปล่า?

ในโลกนี้มีทฤษฎีมากมายที่พูดถึงวิธีการออม การบริหารเงิน การลงทุน และเรื่องราวเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ แต่ปัจจุบันมีทฤษฎีน้องใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายมาพักใหญ่แล้วจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้านทั่วโลก นั่นคือ กฎแห่งแรงดึงดูด ซึ่งเป็นการอธิบายปมปัญหาและพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงด้านการเงินของคนเราในมุมมองทางจิตวิทยา


กฎแห่งแรงดึงดูดพูดถึงแนวคิดที่ว่าความเชื่อด้านบวกและด้านลบของคนเราเป็นสิ่งที่ดึงดูดประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบมาสู่ชีวิต ความคิดของเราจึงส่งผลต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ และความมั่งคั่งของตัวเราเองได้ เช่น หากคุณมีความเชื่อว่าต้องมีเงินถึงจะต่อยอดเงินได้ หรือการจะร่ำรวยได้เป็นเรื่องยาก ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต หรือแม้แต่ขณะนี้ คุณอาจกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน


ความรู้สึกข้างต้นเป็นความรู้สึกด้านลบ และมักเป็นตัวการที่ฉุดรั้งไม่ให้คุณใช้เงินไปกับการลงทุนหรือแม้แต่บริหารเงินอย่างชาญฉลาด คุณจึงมักลงเอยที่การดิ้นรนเรื่องการเงินอยู่ตลอดเวลา เพราะความคิดด้านลบต่อเงินจะส่งให้คุณกลายเป็นคนที่ขาดแรงจูงใจที่จะหาเงิน, มีแนวโน้มที่จะขี้เกียจบริหารเงิน, มีเงินไม่ได้ต้องหาเรื่องให้ตัวเองใช้จ่ายจนไม่เหลือเก็บ, ขาดแรงจูงใจในการหาเงินเพิ่มแม้จะมีช่องทางหารายได้เสริมก็ตาม เป็นต้น


ตลอดชีวิตที่ผ่านมาคุณย่อมเคยได้รับอิทธิพลเรื่องเงินๆ ทองๆ ผ่านคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบตัวมาบ้างไม่มากก็น้อย เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะคืบคลานเข้ามาฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และความเชื่อเรื่องความมั่งคั่ง และกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของการกระทำที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ จริงอยู่ว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อ เพราะทั้งสามสิ่งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยจิตใต้สำนึก แต่จิตใต้สำนึกเองก็เป็นตัวผลักดันคนเราสู่ความสำเร็จเช่นกัน เรื่องนี้จึงเกี่ยวโยงกับการเงินและความมั่งคั่งอย่างไม่ต้องสงสัย กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การยอมรับและเข้าใจทัศนคติที่คุณมีต่อเงินว่าจิตใต้สำนึกของคุณมีผลต่อความคิด ความรู้สึก และความเชื่อที่ทำให้คุณปฏิเสธลู่ทางที่จะเอาเงินไปลงทุนต่อยอดให้ได้ผลประโยชน์งอกเงย

แล้วคุณจะหยุดแบบแผนความคิดลบๆ นั้นยังไงดี


หลักการพื้นฐานในการทำงานของกฎแรงดึงดูดคือโฟกัสไปที่มุมบวกเพื่อดึงดูดพลังบวกเข้าสู่ชีวิต ซึ่งเราจะนำมาปรับใช้ในเรื่องการเงินได้ดังต่อไปนี้


เทคนิค 1 : ลองนั่งลงสบายๆ ในมุมเงียบๆ ที่จะไม่มีใครมารบกวน แล้วทบทวนถึงความรู้สึกไม่ดีทั้งหลายที่คุณมีต่อเงินที่ผุดขึ้นมาในความคิด ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณมีทัศนคติด้านลบต่อเงิน เช่น

  • “ฉันมีเงินเก็บไม่พอ”
  • “ถ้าเกิดฉันโดนลูกค้าเบี้ยวล่ะ”
  • “ถ้าธุรกิจของฉันเกิดเจ๊ง”
  • “ถ้าเกิดฉันกู้เงินมาลงทุนไม่ได้”
  • “ฉันจะมีปัญญาจ่ายหนี้สินต่างๆ ไหม”

เทคนิคนี้จะทำให้คุณมองเห็นความกังวลและทัศนคติลบๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินที่ซ่อนอยู่ได้ชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้รู้เท่าทันความคิดนั้น ก่อนที่มันจะส่งผลต่อกระทบมาถึงคุณ


เทคนิค 2 : ปล่อยวางความกังวลถึงปัญหาทางการเงินทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาในความคิด แล้วเปลี่ยนเป็นมองหาข้อดีในตัวเองและสิ่งรอบข้างที่จะเป็นประตูสู่การนำพาเงินเข้ามาสู่ชีวิตหรือเสริมสร้างกำลังใจให้คุณได้ เช่น

  • “ฉันมีการศึกษา”
  • “ฉันมีครอบครัวเป็นกำลังใจ”
  • “ฉันยังมีงานทำ”
  • “ถึงจะเป็นหนี้แต่ฉันก็มีบ้านไว้อยู่อาศัย”
  • “ฉันยังมีเรี่ยวแรงในการทำงานหาเงิน”
  • “ฉันจะติดต่องานด้วยความสุภาพเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ”
  • “ฉันจะตั้งใจทำทุกงานที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างดีที่สุด”

เทคนิคนี้เป็นการย้ายโฟกัสจากการคิดวนเวียนถึงแต่ปัญหาไปสู่ทางออกของปัญหาและลู่ทางในการหาเงินเพิ่ม


เทคนิค 3 : เมื่อหยุดหมกมุ่นอยู่แต่ปัญหาเรื่องการเงินและหนี้สิน (เทคนิค 1) มองหาข้อดีในตัวเองและจากสถานการณ์ปัจจุบัน (เทคนิค 2) แล้ว ก็ต้องมองเรื่องการเงินอย่างเป็นมิตรโดยการบอกตัวเองซ้ำๆ ด้วยรูปประโยคประมาณนี้ เช่น

  • “ฉันมีสิทธิ์จะมีเงินเก็บ”
  • “เงินเป็นสิ่งจำเป็น”
  • “เงินช่วยให้ชีวิตฉันดีขึ้น”
  • “ฉันรู้สึกดีมากกับการมีเงินในบัญชี”
  • “เงินกับการดำเนินชีวิตของฉันสอดคล้องกันอย่างเหลือเชื่อ”
  • “ฉันสามารถรวยได้”

เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นและมีกำลังใจว่าคุณสามารถบริหารการเงินได้ด้วยตัวเอง และปัญหาด้านการเงินไม่ใช่ปัญหาที่ไร้ทางแก้ไข


เช่นเดียวกับทุกเรื่องในชีวิตที่ล้วนมีมุมบวกและมุมลบ ซึ่งถ้าคุณมองเห็นมุมบวกจากปัญหาต่างๆ ที่ต้องพบพานแล้ว ก็ย่อมทำให้คุณผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้โดยไม่ทุกข์จนเกินไป แต่การปรับทัศนคติในเรื่องเงินนี้คุณต้องรู้สึกเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการหลอกตัวเองด้วยคำพูดไปซะ แล้วปัญหาเดิมๆ ก็จะกลายเป็นไม่หายไปไหน


เมื่อคุณกำจัดความคิดด้านลบที่มีต่อเงินไปได้บ้าง คุณจะมองเห็นลู่ทางการหาเงินและเก็บออม และเมื่อคุณเริ่มเห็นเงินที่เพิ่มพูนหรือหนี้สินที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม คุณก็จะเริ่มมองว่าเงินเป็นเรื่องที่คุณบริหารได้ เพียงเท่านี้ก็เป็นก้าวแรกง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจเรื่องการเงินและมองเรื่องการเก็บเงินในมุมบวกได้แล้ว