"แม่" ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จคนดัง

"แม่"  “มาเดร”  "มามอง”   “มาม้า”   "มามี้"   "อุมมี"  "ออมม่า"  "โอก้าซัง"   หลากหลายภาษา   หลากหลายคำพูด  ที่ใช้เรียกผู้หญิงคนนึง  คนที่พาเรามาสู่โลกนี้  คนที่รักเรามากกว่าใคร    คนที่เคียงข้างเวลาที่เราลำบาก  คนที่เชื่อมั่นในตัวเรา   คนที่เราคิดถึงมากที่สุดในยามปวดใจ  คนที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษเหนือใคร  เหมือนเช่นพวกเขาเหล่านี้ที่ได้พูดถึง   "อีแม"  "มาเธอร์   "มัวร์”  ของพวกเขาว่า  มีส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในอาชีพจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

บารัค โอบามา (Barack Obama)

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงคุณแม่ของเขาว่า "What is best in me, I owe to her," ผู้หญิงที่ผลักดัน สร้างรากฐานและสร้างแรงบันดาลใจให้เขาประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำโลกก็คือคุณแม่ของเขา แอน ดันแฮม (Ann Dunham) ผู้ให้กำเนิดเขาเมื่อเธอมีอายุเพียง 18 ปี และต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เมื่อพ่อของเขาแยกทางไปเมื่อโอบามามีอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ


แอน ดันแฮม จบการศึกษาปริญญาตรี โท และเอกสาขามานุษยวิทยา ผู้หญิงอเมริกันผิวขาวที่ไม่กลัวที่จะแตกต่าง เธอแต่งงานกับพ่อของโอบามา ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติผิวดำจากเคนยา ซึ่งคู่รักต่างสีผิวยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมยุคนั้น


โอบามา เล่าถึงแม่ของเขาว่า  เธอเป็นแม่ที่แตกต่างจากแม่คนอื่นๆ ในยุคนั้นอยู่หลายเรื่อง เขาเล่าว่าแม่ของเขาเป็นผู้ที่รักการผจญภัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และมักตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม และในเรื่องที่คนทั่วๆ ไปยึดถือ เขาเล่าต่อว่าเมื่อเขาอายุได้ 12 ปี เธอเลี้ยงดูเขาแบบเพื่อน แต่ก็มีบทบาทของแม่ไปด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมือนกับแม่คนอื่นๆ ซึ่งทำให้เขาเรียนรู้ว่า  ความรักไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่ตายตัว ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขทำให้เขามีกำลังใจที่จะผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ “นั่นเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากแม่” ในขณะเดียวกัน แอนมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ลูกชายของเธอประสบความสำเร็จ เธอปลุกให้โอบามาตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อสอนหนังสือให้เขาก่อนจะไปโรงเรียน ซึ่งโอบามากล่าวว่าทั้งหมดทำให้เขามีการศึกษาที่ดี และเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง


“เธอเดินทางท่องโลก เธอทำงานในชนบทที่ห่างไกล เธอช่วยผู้หญิงที่ด้อยโอกาสให้พวกเธอมีจักรเย็บผ้า มีอาหาร มีการศึกษา เพื่อให้พวกเธอมีที่ยืนบนโลกที่มุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้”  โอบามาเล่าถึงคุณแม่หัวใจฮิปปี้ของเขา ผู้หญิงที่แตกต่าง ผู้หญิงที่ตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ของสังคม ผู้หญิงที่เข้มแข็ง และรักการทำงานเพื่อสังคมและคนยากไร้  ตัวตนที่ชัดเจนและวิธีการเลี้ยงดูลูกในแบบของ แอน ดันแฮม มีบาทบาทสำคัญมากที่ทำให้บารัค โอบามา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นผู้นำโลก “ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่เคยมีตอนไหนเลยที่ผมจะไม่รู้สึกว่าผมเป็นคนพิเศษ” โอบามากล่าว

อีลอน มัสก์  (Elon Musk)

เมย์ มัสก์ คุณแม่คนสวยของ อีลอน มัสก์ เมย์นางแบบและนักโภชนาการปัจจุบันในวัย 70 ปี แต่ยังสวยไม่สร่าง   ไม่แปลกใจเลยว่าอีลอน ได้ความหล่อมาจากใคร ^_^   เมย์ มัสก์ ต้องเลี้ยงดูลูกทั้ง 3 คนเพียงลำพังหลังจากแยกทางกับสามีเมื่อเธออายุ 31 ปี   ในตอนนั้น อีลอนซึ่งเป็นลูกชายคนแรกอายุไม่ถึง 10 ขวบ


หลังจากหย่ากับพ่อของอีลอน เมย์ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก  ไม่ได้สุขสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ เธอต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูกทั้ง 3 คน   เธอเล่าว่าต้องทำงาน 5 งานพร้อมๆ กัน ทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัย สอนหนังสือเรื่องโภชนาการ สอนเรื่องการเป็นนางแบบโดยที่ตัวเธอก็รับถ่ายแบบด้วย และเป็นที่ปรึกษาด้านโภชนาการ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัว  “ฉันต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ฉันต้องหาเงินซ่อมหลังคาบ้านที่เราอยู่ และต้องหาเงินมาซื้ออาหารสำหรับเรา 4 คน”  ในช่วงเวลาที่ต้องเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวให้กับลูกซึ่งยังเล็กทั้ง 3 คน เธอเล่าต่อว่า “ฉันจำได้ว่ามีวันหนึ่งที่ฉันร้องไห้เมื่อลูกคนหนึ่งทำนมหก ฉันร้องไห้เพราะในวันนั้นฉันไม่มีเงินพอที่จะซื้อนมกล่องใหม่ให้ลูกๆ ได้ ”


จุดเริ่มต้นในการก่อร่างธุรกิจของมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับโลกอย่างอีลอน เริ่มต้นที่เมย์ มัสก์ แม่ของเขาให้เงิน 10,000 เหรียญดอลล่าสหรัฐ เพื่อเริ่มต้นธุรกิจก่อตั้งบริษัท Zip2 ในช่วงก่อตั้งธุรกิจเธอยังช่วยลูกชายทั้งสองทำงานด้วยการช่วยถ่ายเอกสาร  ช่วยจัดหาของใช้ของกิน 


4 ปีหลังจากที่เมย์ช่วยลงทุนในการก่อตั้ง Zip2 บริษัทก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มถึง 307 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐจากการถูกซื้อ หลังจากนั้นอีลอนใช้เงินส่วนหนึ่งจากการขาย Zip2  มาก่อตั้งบริษัท X.com ซึ่งต่อมากลายเป็น PayPal ในปัจจุบัน


เมย์กล่าวว่า เธอหวังว่าอีรอนจะเรียนรู้วิธีการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าจากเธอ และดูเหมือนว่าเขาได้ซึมซับสิ่งนั้นจากแม่ของเขา บางวันเขาใช้เงินเพียง 1 ดอลล่าสำหรับเป็นค่าอาหาร

ทอมัส  แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Ediso)

เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกัน  เป็นหนึ่งในผู้ที่คิดริเริ่มนำหลักการของการผลิตจำนวนมากและกระบวนการประดิษฐ์ มาประยุกต์รวมกัน  เอดิสัน เขามักถูกเขาใจผิดว่าเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟเป็นคนแรก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เขาเป็นบุคคลแรกที่มีการจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟจากนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 20 คนที่เป็นคนคิดค้นหลอดไฟ และสามารถนำมาทำธุรกิจได้


เอดิสันเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเจนเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก แต่กว่าจะมาเป็นนักประดิษฐ์ที่เป็นตำนานหลายๆ คนอาจไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพและยังถูกครูที่โรงเรียนหาว่าเป็นเด็กสมองขี้เลื่อยและต้องออกจากโรงเรียน แต่ผู้ที่ไม่ยอมแพ้และผลักดันให้การศึกษากับเขาจนประสบความสำเร็จก้องโลกก็คือคุณแม่ของเขา แนนซี่ เอดิสัน


เมื่อยังเด็ก เอดิสันมีปัญหาติดเชื้อที่หูจนซึ่งทำให้เขามีปัญหาในการฟังและแทบจะหูหนวก   เมื่อโตขึ้น พอเข้าโรงเรียนด้วยความที่เอดิสันมีนิสัยสนใจในสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เนื้อหาในตำรา สิ่งที่เขาสนใจถามครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ครูสอน แต่เป็นเรื่องนอกตำรา ทำให้ครูไม่ค่อยพอใจและมองว่าเขาเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง หัวขี้เลื่อย สอนยาก เมื่อคุณแม่ของเขาทราบเรื่องจึงไปคุยกับครู และสุดท้ายเธอตัดสินใจสอนหนังสือให้ลูกของเธอเองที่บ้าน หลังจากเรียนที่บ้านกับคุณแม่ได้ 3 เดือนเท่านั้น เอดิสันเจอหนังสือนอกเวลาเล่มหนึ่งซึ่งมีภาพและเนื้อหาการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้อ่านทดลองเองได้   เขาจึงมีความสนใจที่จะทำการทดลองในหนังสือ พ่อและแม่ของเขาจึงสร้างห้องใต้ดินเพื่อให้เอดิสันได้ทำการทดลองต่างๆ และเขาก็ได้ทำการทดลองมากมายในห้องใต้ดินนั้น ในโฮมสคูลที่สอนโดยแม่ของเขาเอง   การศึกษาและทดลองด้วยตัวเองเป็นระบบการศึกษาที่เขาใช้มาตลอดชีวิต ปัจจุบันเขาถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "100 คนที่สำคัญที่สุดในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา"

โจวเหวินฟะ  (Chow Yun Fat)

หากเอ่ยถึงชื่อ  “โจวเหวินฟะ”  น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักซุปเปอร์สตาร์ระดับตำนานชาวฮ่องกงคนนี้  โจวก้าวสู่วงการบันเทิงฮ่องกงเมื่ออายุ 18  ปี  ไต่เต้าจากบทเล็กๆ  จนกระทั่งได้รับบทสำคัญในละครโทรทัศน์ชุด  “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้”  จากนั้นมาชื่อของโจวก็ไม่เคยห่างหายไปจากวงการบันเทิงฮ่องกงและเอเชีย  ด้วยฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยม


ในปี 1991 หนังเรื่อง The Killer ที่โจวแสดงก็ไปสะดุดตากับนักวิจารณ์หนังฝั่งตะวันตก จนทำให้โจวได้รับข้อเสนอให้ไปร่วมงานกับสตูดิโอฝั่งฮอลลีวู้ด และกลายเป็นที่รู้จักของแฟนๆ  หนังไปทั่วโลก


ตลอดระยะเวลากว่า  40 ปีที่อยู่ในวงการบันเทิง  แม้ว่าจะมีชื่อเสียงเงินทองมากมาย แต่โจวก็ไม่เคยเปลี่ยน  เขายังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแบบคนทั่วไป  มีคนเห็นเขาใช้ระบบขนส่งสาธารณะอยู่บ่อยๆ   เขาบอกว่าไม่คิดจะมีรถยนต์เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ   และแม้จะเคยเป็นนายแบบเสื้อสูทแบรนด์ดัง  แต่ชีวิตส่วนตัวเขายังคงสวมสูทธรรมดาเวลาออกงาน  แถมยังใช้โทรศัพท์มือถือตกรุ่นอีกต่างหาก   การที่นักแสดงระดับตำนานเลือกใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา  ไม่ฟุ้งเฟ้อ แน่นอนว่าที่มาของอุปนิสัยที่สมถะนี้เกิดจากการหล่อหลอม บ่มเพาะให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตนั่นก็คือคุณแม่  “โจวชานไลฟ่ง”


โจวเหวินฟะ  มักจะยกย่องแม่อยู่เสมอว่า “แม่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจผมตลอดมา ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร”  สมัยก่อนนั้นแม่ต้องเลี้ยงดูลูกทั้ง 4 คน ทำให้ต้องทำงานหนักหลายอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ  ตั้งแต่งานทำความสะอาด  จนถึงการขายของเล็กๆ น้อยๆ  อย่างติ่มซำริมถนน  ความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความรักที่แม่มอบให้กับลูกๆ   ทำให้โจวถึงกับเอ่ยปากว่า "ใครที่ไม่รักแม่ผม  ก็ไม่สมควรได้รับความรักจากผมเช่นกัน"  ด้วยความวิริยะอุตสาหะเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่เป็นคนดีของสังคม แม่ของโจวเหวินฟะ  ได้รับการยกย่องให้เป็นแม่ดีเด่นฮ่องกงในปี 2008  อีกด้วย