วิธีต่อยอดเงินได้จากการทำรีไฟแนนซ์

คนที่เคยซื้อบ้านหรือคอนโด น่าจะเคยได้ยินคำว่า “รีไฟแนนซ์บ้าน” กันมาบ้าง แต่หากใครไม่รู้จัก ก็ควรหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้บ้าง เพราะมันคือสุดยอดวิธีที่จะช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายประจำอย่าง “ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน” ได้มากทีเดียว

 

ถ้าจะทำความรู้จักกันแบบง่ายๆ รีไฟแนนซ์บ้าน คือ การขอลดดอกเบี้ยบ้านจากธนาคารแห่งใหม่ หลังจากผ่านช่วงเวลาหนึ่งของการผ่อนชำระกับธนาคารเดิม เพราะส่วนมากธนาคารจะให้ดอกเบี้ยต่ำในช่วง 1-3 ปีแรก และหลังจากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว หรือ MLR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้คนซื้อบ้านมีภาระดอกเบี้ยมากขึ้น

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นคนซื้อบ้านก็ต้องหาวิธีที่จะลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ โดยติดต่อธนาคารใหม่เพื่อขอทำรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการย้ายภาระหนี้สินจากธนาคารเดิม ไปสู่ธนาคารใหม่ที่ได้ดอกเบี้ยต่ำกว่านั่นเอง ซึ่งการทำรีไฟแนนซ์สามารถประหยัดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ได้ถึง 1-2% ต่อปีทีเดียว ลองคิดดูว่า...ถ้ายอดคงเหลือของเงินกู้ก่อนทำรีไฟแนนซ์ คือ 5 ล้านบาท หากประหยัดดอกเบี้ยได้ 2% ต่อปี ในหนึ่งปีจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นถึง 100,000 บาท หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงเดือนละ 8,333 บาท!!

 

การทำรีไฟแนนซ์นอกจากจะทำให้ผู้ที่ซื้อบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยบ้าน จ่ายค่างวดบ้านน้อยลงแล้ว เงินส่วนต่างจากการผ่อนชำระรายเดือนก็สามารถนำไปต่อยอดด้วยเทคนิคต่างๆ ที่มีประโยชน์ ดังนี้



1. ต่อยอดแผนการเกษียณด้วย RMF

ในเมื่อการผ่อนบ้านมักจะใช้ระยะเวลานาน และแผนการเกษียณก็เป็นเป้าหมายการเงินในระยะยาวของทุกคน การประหยัดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน หากจะนำมาต่อยอดทั้งที ต้องมีประโยชน์หลายด้านเกิดขึ้น และหนึ่งในวิธีการต่อยอดที่ได้ประโยชน์สูงที่สุดก็คือ การซื้อ RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) ทุกปี


การซื้อ RMF ยังได้ผลประโยชน์ทั้งด้านการลงทุนเพิ่มผลตอบแทนที่มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลาย และการประหยัดภาษี โดยที่ RMF สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ หรือไม่เกิน 500,000 บาท เรียกได้ว่า...กำไรทั้งการผ่อนบ้าน กำไรทั้งภาษี แถมยังมีโอกาสกำไรจากการลงทุนอีก คุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับวิธีนี้!!!


2. ต่อยอดด้วย LTF เพิ่มโอกาสทำกำไร

การลงทุนใน LTF (กองทุนรวมหุ้นระยะยาว) ก็มีข้อดีไม่ต่างจากการลงทุนใน RMF เพราะได้ทั้งผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี และมีโอกาสทำกำไรจากการลงทุนอีกด้วย เพียงแต่ว่า LTF มีความเสี่ยงที่สูงกว่าเพราะเน้นการลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีโอกาสทำกำไรระยะสั้นได้เรื่อยๆ


3. ต่อยอดด้วยการออมในหุ้น หรือกองทุนรวม ด้วยวิธี DCA

หนึ่งในวิธีการออมที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว คือ ออมเงินในหุ้นหรือกองทุนรวมด้วยวิธี Dollar Cost Average (DCA)


DCA เป็นวิธีการลงทุนด้วยการซื้อหุ้น/กองทุนรวม ที่เลือกไว้โดยไม่สนใจว่าราคา ณ ตอนนั้นจะสูงหรือต่ำ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการลงทุนเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

 

4. ซื้อประกัน ช่วยแบ่งเบายามเกิดเหตุไม่คาดฝัน

การขอเงินกู้ซื้อบ้าน ธนาคารอาจจะให้ผู้ขอกู้ทำประกันชีวิต ซึ่งข้อดีคือ ช่วยให้เรามีทุนประกันคุ้มครองครอบคลุมกับยอดเงินกู้ที่ธนาคารจะให้ เพื่อในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิดกับชีวิตของเรา ครอบครัวของเราจะมีเงินทุนสำหรับผ่อนชำระต่อไปได้


แต่การทำประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว จะไม่ครอบคลุมการแบ่งเบาภาระยามเจ็บไข้ได้ป่วย  ยิ่งถ้าไม่มีสวัสดิการจากภาครัฐหรือบริษัทติดตัวไว้ เงินค่ารักษาพยาบาลเราต้องจ่ายเองทั้งหมด


นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราควรมีทั้งประกันชีวิต และประกันสุขภาพติดตัวไว้ซักฉบับ โดยเงินที่ประหยัดได้จากการทำรีไฟแนนซ์ สามารถนำมาต่อยอดความคุ้มครองให้กับชีวิตและสุขภาพของเราได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนับวันจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงที่มีโอกาสสูญเสียทรัพย์สินมากมายเพื่อการรักษา บางคนถึงกับต้องขายบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับตัวเอง หรือคนในครอบครัว


เห็นมั้ยว่าการแบ่งเงินมาซื้อประกันให้ตนเองและคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าอยากอยู่กับบ้านที่เราผ่อนมาด้วยน้ำพักน้ำแรงไปตลอดชีวิต ก็ควรมีเกราะป้องกัน ผลักภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปให้บริษัทประกัน นำเงินก้อนเล็กไปแลกเงินก้อนใหญ่ ซึ่งถือว่าคุ้มไม่เบา


เห็นเทคนิคการจัดการเงินจากการทำรีไฟแนนซ์ไปหลายวิธี หวังว่าผู้ที่กำลังผ่อนบ้านอยู่คงได้ไอเดียไปต่อยอดจัดการกับเงินที่มีได้หลากหลายขึ้น ดังนั้นถ้าประหยัดเงินจากการผ่อนบ้านได้เมื่อไหร่ อย่าลืมนำวิธีดีๆเหล่านี้ไปต่อยอดกันนะ !