ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
31-03-2569
การมีบ้านเป็นของตัวเองคือหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของใครหลายคน แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ปัญหารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะกู้คนเดียวจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความฝันนั้นดูห่างไกลออกไป การกู้ร่วมซื้อบ้านจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มวงเงินกู้ให้สูงขึ้นแล้ว ยังช่วยกระจายภาระการผ่อนชำระให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกู้ร่วมไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำชื่อมาใส่ในสัญญาเท่านั้น แต่ยังมีภาระผูกพันทางกฎหมายและความรับผิดชอบทางการเงินที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ
การกู้ร่วมซื้อบ้าน คืออะไร?
การกู้ร่วมซื้อบ้าน คือ การยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยร่วมกันตั้งแต่ 2–3 คน ซึ่งมักเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน โดยสถาบันการเงินจะนำรายได้และความสามารถในการผ่อนชำระของทุกคนมาคำนวณรวมกัน ช่วยเพิ่มฐานรายได้สุทธิ ทำให้มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อและวงเงินกู้สูงขึ้นกว่าการกู้เพียงลำพัง
ทั้งนี้ ผู้กู้ร่วมทุกคนถือเป็นลูกหนี้ร่วม มีสิทธิและความรับผิดชอบต่อหนี้สินเท่าเทียมกัน หากผู้กู้รายใดไม่สามารถชำระหนี้ได้ อีกฝ่ายยังคงต้องรับผิดชอบตามสัญญาจนครบถ้วน จึงควรพิจารณาการกู้ร่วมอย่างรอบคอบในฐานะภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว
ใครบ้างที่สามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้?
การกู้ร่วมมีเงื่อนไขสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วม โดยผู้กู้ร่วมจะต้องมีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดหรือทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งออก ดังนี้
คู่สมรส (จดทะเบียน / ไม่จดทะเบียน)
คู่สมรสเป็นกลุ่มที่สถาบันการเงินให้การยอมรับมากที่สุด หากมีการจดทะเบียนสมรสสามารถใช้ทะเบียนสมรสเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ได้ทันที แต่สำหรับคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (รวมถึงคู่รัก LGBTQ+) ควรเตรียมหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ เช่น หลักฐานการอยู่อาศัยร่วมกันระยะยาว สัญญาเช่าบ้านหรือคอนโดที่มีชื่อทั้งสองฝ่าย หลักฐานการโอนเงินหรือค่าใช้จ่ายร่วมกันเป็นประจำ รวมถึงเอกสารทางการเงินที่สะท้อนถึงการวางแผนอนาคตร่วมกัน เช่น การออมเงินหรือการลงทุนร่วม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
ซึ่งในปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น โดยอาจต้องใช้หลักฐานอื่นประกอบ เช่น บัญชีสถาบันการเงินที่เปิดร่วมกัน ภาพถ่ายงานแต่งงาน หรือเอกสารการเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีเจตจำนงในการสร้างครอบครัวร่วมกันจริง
พ่อแม่ ลูก หรือเครือญาติ
การกู้ร่วมในลักษณะเครือญาติมักเป็นการร่วมกันระหว่างพ่อแม่กับบุตร หรือพี่น้องที่มีนามสกุลเดียวกัน หากเป็นเครือญาติที่มีนามสกุลต่างกัน เช่น พี่น้องคนละนามสกุลเนื่องจากการสมรส จะต้องแสดงหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ เช่น ทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรเพื่อยืนยันว่าเป็นสายเลือดเดียวกันจริง
ทั้งนี้ สถาบันการเงินมักพิจารณาอายุของผู้กู้ร่วมประกอบด้วย โดยเฉพาะหากให้พ่อแม่กู้ร่วม ระยะเวลาการผ่อนอาจสั้นลงตามเกณฑ์อายุเกษียณของผู้กู้
ข้อดีของการกู้ร่วมซื้อบ้าน
การตัดสินใจกู้ร่วมมีประโยชน์ในทางการเงินหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
ข้อจำกัดและความเสี่ยงของการกู้ร่วม
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การกู้ร่วมก็มีข้อจำกัดที่ควรระวังก่อนตัดสินใจกู้ร่วมเช่นกัน
คุณสมบัติผู้กู้ร่วมที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาในการกู้ร่วม มีอะไรบ้าง?
นอกจากความสัมพันธ์ที่สถาบันการเงินจะใช้ในการพิจาณาในการกู้ร่วมซื้อบ้านแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทางสถาบันการเงินพิจารณาร่วมด้วย ดังนี้
รายได้รวมของผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วม
สถาบันการเงินจะประเมินรายได้ที่มั่นคงและตรวจสอบที่มาได้ เช่น เงินเดือนโบนัส หรือรายได้จากธุรกิจ โดยจะนำมารวมกัน เพื่อดูว่าหลังจากหักภาระหนี้ทั้งหมดแล้ว เหลือเงินเพียงพอที่จะผ่อนชำระค่างวดในแต่ละเดือนหรือไม่
ประวัติเครดิตทางการเงินของทุกคน
ผู้กู้ร่วมทุกคนต้องมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี หากคนใดคนหนึ่งมีประวัติการค้างชำระหนี้ หรือติดสถานะที่แสดงถึงปัญหาทางการเงิน มีโอกาสสูงมากที่จะถูกปฏิเสธ
อายุและระยะเวลาผ่อน
สถาบันการเงินจะพิจารณาระยะเวลาการผ่อนโดยยึดตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยกว่า ในบางกรณีหรืออาจพิจารณาจากผู้กู้หลักที่มีรายได้สูงที่สุด โดยส่วนใหญ่มักกำหนดให้รวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาผ่อนแล้วไม่เกิน 65-70 ปี
ภาระหนี้เดิม (DTI)
Debt-to-Income Ratio หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ สถาบันการเงินจะคำนวณหนี้ทั้งหมดของผู้กู้ทุกคน เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถ หากรวมกับค่างวดบ้านใหม่แล้วเกินกว่า 40-60% ของรายได้รวม อาจทำให้วงเงินที่ได้รับน้อยลง
เอกสารที่ต้องใช้ในการกู้ร่วม มีอะไรบ้าง?
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้การพิจารณากู้ร่วมเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น
4 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจกู้ร่วมซื้อบ้าน มีอะไรบ้าง?
ก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญากู้ร่วมซื้อบ้าน ควรพิจารณาข้อควรรู้อย่างรอบคอบ ดังต่อไปนี้
1. คุยและตกลงเรื่องภาระผ่อนให้ชัดเจน
ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนจ่ายค่างวดคนละเท่าไหร่ จะเปิดบัญชีร่วมเพื่อหักเงินอัตโนมัติหรือไม่ และหากคนใดคนหนึ่งเกิดปัญหาทางการเงินชั่วคราวจะมีแผนสำรองอย่างไร การตกลงกันตั้งแต่วันที่ความสัมพันธ์ยังดีอยู่จะช่วยลดปัญหาในอนาคตได้
2. วางแผนทางการเงินระยะยาว
การซื้อบ้านคือภาระผูกพัน 20-30 ปี ต้องมั่นใจว่ารายได้ของทุกคนมีความเสถียรเพียงพอ และควรมีการทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้กู้คนใดคนหนึ่ง ภาระหนี้จะไม่ตกเป็นภาระหนักของคนที่เหลือ
3. ทำความเข้าใจสัญญาและเงื่อนไข
ผู้กู้ร่วมต้องรู้ว่าตนเองมีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้างในทางกฎหมาย รวมถึงการระบุชื่อในกรรมสิทธิ์หลังโฉนดว่าจะเป็นชื่อร่วมของทุกคนหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการทำธุรกรรมหรือการขายในอนาคต
4. คิดถึงสถานการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต
ควรมีแผนสำรองรองรับกรณีที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเลิกรา การเสียชีวิต หรือการย้ายไปทำงานต่างจังหวัด โดยควรพูดคุยและวางแผนล่วงหน้าในกรณีการถอนชื่อ หรือการขายทรัพย์สินในแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างเป็นระบบและลดความสับสนในอนาคต
กู้ร่วมแล้ว ในอนาคตสามารถเลิกกู้ร่วมได้ไหม?
สามารถทำได้ แต่มีเงื่อนไขค่อนข้างเข้มงวด โดยผู้กู้ที่เหลือต้องแสดงให้สถาบันการเงินเห็นว่าสามารถผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดได้เพียงลำพัง ซึ่งเรียกว่าการประเมินใหม่ (Re-qualify) โดยมักทำผ่านการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่หรือปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเดิม สถาบันการเงินจะประเมินรายได้อีกครั้ง
หากไม่ถึงเกณฑ์ก็อาจไม่อนุญาตให้ถอนชื่อออก นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ค่าประเมินราคา และค่าธรรมเนียม–ภาษี ณ กรมที่ดินในกรณีมีการโอนกรรมสิทธิ์
วางแผนการกู้ร่วมซื้อบ้านอย่างมืออาชีพ
การกู้ร่วมซื้อบ้านเป็นอีกก้าวหนึ่งของการสร้างชีวิตที่มั่นคง และช่วยให้บ้านในฝันอยู่ใกล้แค่เอื้อม สิ่งที่ควรมีควบคู่กันเสมอคือความเชื่อใจและวินัยทางการเงิน เพราะนี่คือสัญญาระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของทุกคน การพูดคุยกันให้ชัดเจน ประเมินความเสี่ยงร่วมกันตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การกู้บ้านครั้งนี้เต็มไปด้วยความสบายใจ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่เดินไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ก่อนตัดสินใจกู้ อย่าลืมวางแผนสินเชื่อให้รอบคอบ ตั้งแต่การคำนวณความสามารถในการผ่อน เลือกเงื่อนไขที่เหมาะกับรายได้ ไปจนถึงการเตรียมแผนสำรองในอนาคต เพราะการเริ่มต้นที่ดีวันนี้ จะทำให้บ้านหลังนี้เป็นพื้นที่แห่งความสุขไปได้อีกยาวนาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้ร่วมซื้อบ้าน
1. หากผู้กู้ร่วมมีรายได้ต่างกันมาก จะมีผลต่อการอนุมัติหรือไม่?
มีผล เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาความมั่นคงของรายได้แต่ละคน หากผู้กู้หลักมีรายได้สูงและมั่นคง จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ แม้ผู้กู้ร่วมรายอื่นมีรายได้ต่ำกว่า
2. สามารถเพิ่มผู้กู้ร่วมภายหลังได้หรือไม่?
โดยทั่วไปทำได้ยาก ต้องทำเรื่องรีไฟแนนซ์หรือขอสินเชื่อใหม่ เพราะสัญญาเดิมจะต้องถูกประเมินใหม่ทั้งหมด จึงควรวางแผนผู้กู้ร่วมตั้งแต่ต้น
3. หากผู้กู้ร่วมเสียชีวิต ต้องดำเนินการอย่างไรกับหนี้บ้าน?
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขประกันสินเชื่อและสถานะทายาท หากไม่มีประกันคุ้มครอง ผู้กู้ที่เหลือยังต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด และอาจต้องทำเรื่องโอนสิทธิผ่านกฎหมายมรดก