ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
30-04-2569
ภาระดอกเบี้ยบ้านถือเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่กินเวลายาวนานนับหลายสิบปี โดยเฉพาะเมื่อพ้นช่วง 3 ปีแรกไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยมักจะปรับตัวสูงขึ้นตามเงื่อนไขของธนาคาร ทำให้ยอดเงินงวดที่ผ่อนชำระไปในแต่ละเดือนถูกหักเป็นค่าดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น เมื่อเป็นแบบนี้ การมองหาแนวทางเพื่อลดภาระดังกล่าวอย่างการทำ "Retention" จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายรายเดือนแล้ว ยังช่วยให้ปิดบัญชีเงินกู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Retention คืออะไร มีความแตกต่างจากการรีไฟแนนซ์อย่างไร และควรเลือกช่วงเวลาไหนในการรีเทนชั่น
รู้จักการทำรีเทนชั่น (Retention) คืออะไร?
การเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม หรือที่เรียกว่า "รีเทนชั่น (Retention)" คือวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วสำหรับผู้ที่ต้องการลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน หลังจากที่ผ่อนชำระมาครบระยะเวลาตามสัญญา เช่น 3 ปีขึ้นไป ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น โดยธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ของลูกค้า หากลูกค้ามีการชำระหนี้ที่ดี ก็มีโอกาสที่จะได้รับการอนุมัติลดดอกเบี้ย
ข้อดีของการ Retention คือ ความสะดวกสบายและไม่ต้องยื่นเอกสารใหม่ทั้งหมด เพราะธนาคารมีข้อมูลและประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าอยู่แล้ว ทำให้การอนุมัติไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินดี ไม่ว่าจะเป็นผู้กู้เดิม หรือแม้กระทั่งกรณีที่มีผู้กู้ร่วม ก็สามารถขอลดดอกเบี้ยบ้านได้ หากธนาคารยินดีพิจารณาคำขอ
ขั้นตอนการทำ Retention โดยทั่วไปมีอะไรบ้าง?
โดยขั้นตอนการทำ Retention ปกติแล้วมีขั้นตอนดังนี้
ข้อดีของ Retention คืออะไร?
การเลือกใช้วิธีรีเทนชั่นแทนการขอ Refinance มีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
Refinance คืออะไร?
การรีไฟแนนซ์ (Refinance) เป็นทางเลือกที่สำคัญในการบริหารจัดการหนี้สิน โดยการขอสินเชื่อใหม่จากธนาคารอื่นเพื่อปิดยอดหนี้จากธนาคารเดิม ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว แม้จะมีความซับซ้อนในขั้นตอนเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็เปิดโอกาสให้ได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม ช่วยประหยัดทั้งดอกเบี้ยและค่างวดต่อเดือน
ขั้นตอนและเอกสารที่ต้องใช้
การรีไฟแนนซ์เปรียบเสมือนการยื่นกู้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้นขั้นตอนและเอกสารจึงมากกว่าการขอลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิม
การเตรียมเอกสาร
ขั้นตอนการดำเนินการ
ข้อดีของ Refinance คืออะไร?
เปรียบเทียบ Retention vs Refinance ต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกนี้สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยหลักดังต่อไปนี้
| Retention (รีเทนชั่น) | Refinance (รีไฟแนนซ์) |
ธนาคาร | ขอลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิม | เปลี่ยนมาขอลดดอกบ้านกับธนาคารแห่งใหม่ |
เอกสาร | ใช้น้อย เพราะธนาคารเดิมมีฐานข้อมูล ไม่ต้องพิสูจน์รายได้ใหม่ | ใช้เอกสารมากกว่าการรีเทนชั่น เพราะเหมือนเป็นการขอเริ่มกู้ใหม่ |
ค่าใช้จ่าย | ต่ำ หรืออาจไม่มีเลย | สูง เช่น ค่าประเมิน, ค่าจดจำนอง 1%, ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ |
อัตราดอกเบี้ย | ปรับลดลงแต่ส่วนใหญ่อาจสูงกว่าการทำรีไฟแนนซ์เล็กน้อย | มีโอกาสได้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นที่ต่ำกว่า |
วงเงินกู้เพิ่ม | ส่วนใหญ่ไม่สามารถขอเพิ่มได้ | สามารถขอวงเงินกู้เพิ่ม (Top-up) ได้ตามราคาประเมิน |
ระยะเวลาดำเนินการ | ประมาณ 1-2 สัปดาห์ | ประมาณ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป |
ค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้ก่อน Refinance มีอะไรบ้าง?
ถึงแม้ว่าการรีไฟแนนซ์จะเสนอดอกเบี้ยที่น่าสนใจ แต่ผู้กู้ควรคำนวณค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าการประหยัดดอกเบี้ยจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไปล่วงหน้า
ค่าประเมินหลักทรัพย์
เมื่อย้ายไปธนาคารใหม่ ธนาคารจำเป็นต้องประเมินมูลค่าปัจจุบันของบ้านเพื่อกำหนดวงเงินกู้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร
ค่าจดจำนอง
เป็นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้แก่กรมที่ดินในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ เช่น วงเงิน 3 ล้านบาท ต้องจ่ายค่าจดจำนอง 30,000 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดในการรีไฟแนนซ์
ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
อาจประกอบด้วยค่าอากรแสตมป์ (0.05% ของวงเงินกู้), ค่าธรรมเนียมการปล่อยกู้ของธนาคารใหม่ (ถ้ามี) และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ต้องโอนย้ายหรือทำใหม่
การคำนวณความคุ้มค่า
หากกำลังตัดสินใจระหว่างการรีไฟแนนซ์หรือการ Retention บ้าน ลองพิจารณาโดยการลองคำนวณความคุ้มค่าด้วยตัวเองก่อนเบื้องต้นดังนี้
สมมุติว่าตอนนี้ยอดหนี้บ้านคงเหลือ 2,500,000 บาท ผ่อนเดือนละ 22,000 บาท ดอกเบี้ย 3.50% แต่ปีที่ 4 ดอกเบี้ยปรับขึ้นเป็น 5.25%
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้การคำนวณดอกเบี้ย สามารถคิดคำนวณได้เป็น
“หาก Retention จะเป็น (2,500,000 x 4.85% x 30) / 365 = 10,113.70 บาท แต่ถ้ารีไฟแนนซ์จะได้ดอกเบี้ยบ้านเป็น (2,500,000 x 3.00% x 30) / 365 = 6,164.38 บาท”
หมายเหตุ: การคำนวณนี้ใช้สูตรง่าย ๆ โดยเงินต้นจะลดลงทุกปี ทำให้ดอกเบี้ยในแต่ละเดือนต่างกัน
เมื่อไรควรทำ Retention และเมื่อไรควร Refinance
การเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาพการเงินของผู้กู้เป็นหลัก โดยควรปัจจัยที่ผู้กู้ควรใช้ในการพิจารณาว่าจะเลือกขอลดดอกเบี้ยบ้านด้วยวิธีไหนดีนั้นมีดังนี้
กรณีดอกเบี้ยไม่แตกต่างกันมาก
หากธนาคารเดิมเสนออัตราดอกเบี้ยรีเทนชั่นที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ของธนาคารใหม่เพียงเล็กน้อย เช่น ต่างกัน 0.2-0.3% การทำ Retention คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้กู้ เพราะเมื่อหักลบกับค่าธรรมเนียมและค่าจดจำนอง 1% ของการรีไฟแนนซ์แล้ว การอยู่ธนาคารเดิมอาจประหยัดเงินได้มากกว่าและไม่ต้องวุ่นวายเรื่องเอกสาร
กรณีดอกเบี้ยแตกต่างชัดเจน
ในกรณีที่ธนาคารใหม่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำพิเศษ จนทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยห่างจากที่เดิมเกินกว่า 0.5-1.0% แม้จะต้องเสียค่าจดจำนอง 1% แต่ระยะเวลา 3 ปีที่ได้รับดอกเบี้ยถูกลงจะช่วยประหยัดเงินต้นและดอกเบี้ยได้เป็นหลักแสนบาท กรณีนี้การรีไฟแนนซ์จะคุ้มค่ากว่า
ช่วงเวลาที่เหมาะสม (หลัง 3 ปี)
โดยปกติสัญญาเงินกู้บ้านจะมีเงื่อนไขห้ามปิดบัญชีก่อนกำหนด (Prepayment Penalty) ภายใน 3 ปีแรก หากดำเนินการก่อนจะเสียค่าปรับประมาณ 3% ของยอดเงินกู้คงเหลือ ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มเจรจาหรือยื่นเรื่องคือ 1-2 เดือนก่อนจะครบกำหนด 3 ปี
ดูจากยอดหนี้คงเหลือ
หากยอดหนี้คงเหลือเหลือน้อยกว่า 1 ล้านบาท การรีไฟแนนซ์อาจไม่คุ้มค่าเนื่องจากค่าธรรมเนียมคงที่ต่าง ๆ จะคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ ในกรณีนี้การทำรีเทนชั่นมักจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
วิธีคำนวณความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง การวิเคราะห์เชิงตัวเลขจะช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงได้ชัดเจนที่สุด
เปรียบเทียบดอกเบี้ยใหม่กับเก่า
ให้ดูอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี (Average Rate) ของทั้งสองทางเลือก อย่ามองแค่ดอกเบี้ยปีแรกที่อาจจะต่ำเป็นพิเศษแต่จะปรับสูงขึ้นในปีที่ 2 และ 3 ให้นำยอดหนี้คงเหลือมาคูณกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพื่อหาค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยรวมใน 3 ปีข้างหน้า
คำนวณระยะเวลาคืนทุนจากค่าใช้จ่าย
หากเลือกรีไฟแนนซ์ ให้นำค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ค่าจดจำนอง, ค่าประเมิน ฯลฯ) หารด้วยจำนวนเงินดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ต่อเดือน ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนเดือนที่คุณต้องถือครองทรัพย์สินนั้นเพื่อให้คุ้มทุน หากคุณมีแผนจะขายบ้านในเร็ว ๆ นี้ การรีไฟแนนซ์อาจไม่คุ้มค่า
มองภาพระยะยาว ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยปีแรก
การคำนวณที่ถูกต้องควรพิจารณาไปถึงเงินต้นที่ลดลงด้วย ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าไม่ได้ช่วยแค่ลดค่างวด แต่ช่วยให้เงินงวดที่จ่ายไปเท่าเดิมนั้นถูกนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยในเดือนถัด ๆ ไปลดลงแบบทวีคูณ (Compound Effect)
Retention กับ Refinance เลือกแบบไหนคุ้มกว่ากัน?
ความคุ้มค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีใดวิธีหนึ่งที่ดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับยอดประหยัดจริง หากให้ความสำคัญกับความสะดวก ไม่ต้องการเสียเงินค่าจดจำนอง และพอใจกับส่วนลดดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม การเลือกทำ retention ก็ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
แต่หากประเมินแล้วว่าการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารใหม่ไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญอะไร ที่สำคญเมื่อลองคำนวณเบื้องต้นดูแล้วพบว่าการย้ายไปขอลดดอกเบี้นบ้านกับธนาคารแห่งใหม่ช่วยประหยัดได้มากกว่า และมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ดี ก็สรุปได้เลยว่าการทำรีไฟแนนซ์อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ข้อควรรู้และข้อควรระวังของการขอลดดอกเบี้ยบ้าน มีอะไรบ้าง?
ไม่ว่าการลดดอกเบี้ยจะทำได้ทางใดก็ตาม ควรศึกษารายละเอียด ข้อควรรู้ต่าง ๆ ก่อนขอลดดอกเบี้ยบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเงินในอนาคต
เงื่อนไขสัญญาเดิม (ค่าปรับปิดก่อนกำหนด)
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้พ้นระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาเดิมแล้วหรือยัง โดยปกติคือ 3 ปี หากทำการปิดยอดก่อนกำหนดเพื่อรีไฟแนนซ์ จะต้องเสียค่าปรับประมาณ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งมักจะเป็นจำนวนเงินที่สูงจนไม่คุ้มกับการได้ดอกเบี้ยใหม่
โปรโมชันที่มีระยะเวลา
โปรโมชันดอกเบี้ยต่ำมักจะมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย เช่น ต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) หรือต้องผูกบัญชีชำระค่างวดอัตโนมัติ ควรศึกษาเงื่อนไขเหล่านี้ให้ครบถ้วน เพราะอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง
ผลกระทบต่อระยะเวลาผ่อน
การรีไฟแนนซ์อาจมีการเสนอให้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไปเพื่อให้ค่างวดต่อเดือนดูน้อยลง ซึ่งในความเป็นจริงอาจทำให้ยอดรวมดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาเพิ่มมากขึ้นหากไม่มีการโปะเงินต้นเพิ่ม ดังนั้นควรเลือกคงระยะเวลาผ่อนเท่าเดิม หรือสั้นลงหากสภาพคล่องทางการเงินเอื้ออำนวย
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนติดต่อธนาคารขอ Retention
การเตรียมความพร้อมจะช่วยให้กระบวนการเจรจาขอ Retention กับธนาคารเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
6 ขั้นตอนขอลดดอกเบี้ยบ้านแบบง่าย ๆ ใช้ได้ทั้งการรีไฟแนนซ์และรีเทนชั่น
ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกรีเทนชั่นหรือรีไฟแนนซ์ ลองเอา 6 ขั้นตอนการขอลดดอกเบี้ยบ้านนี้ไปปรับใช้ตามได้ง่าย ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการขอลดดอกเบี้ยบ้านได้อย่างราบรื่น
ขอลดดอกเบี้ยบ้าน อีกหนึ่งทางเลือกในการลดภาระหนี้บ้านที่มีประสิทธิภาพ
จะเห็นได้ว่าการเข้าใจ Retention ว่าคืออะไร และสามารถนำมาเปรียบเทียบความคุ้มค่ากับการรีไฟแนนซ์เป็นทักษะสำคัญในการบริหารการเงินส่วนบุคคลสำหรับคนมีบ้านที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยลดภาระการชำระหนี้บ้านในแต่ละเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และไม่ว่าจะเลือกการ Retention บ้านเพื่อความสะดวก หรือรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ดีกว่า สิ่งสำคัญคือต้องเลือกทางที่เหมาะสมกับแผนการเงินระยะยาว การขอลดดอกเบี้ยบ้านไม่ยาก แค่เริ่มศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลอย่างรอบคอบ บ้านในฝันก็จะกลายเป็นทรัพย์สินที่เบาลงได้เร็วขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retention (รีเทนชั่น)
Retention สามารถทำได้มากกว่า 1 ครั้งหรือไม่?
สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร โดยบางธนาคารอาจเปิดโอกาสให้ลูกค้ายื่นขอลดดอกเบี้ยได้อีกครั้งเมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ทุก 2–3 ปี หากลูกค้ามีประวัติการชำระหนี้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง
หากเคยค้างชำระค่างวดบ้าน จะยังสามารถขอ Retention ได้หรือไม่?
อาจทำได้ แต่โอกาสในการอนุมัติอาจลดลง เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง หากมีประวัติค้างชำระหรือจ่ายล่าช้า ธนาคารอาจไม่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมากนัก
การทำ Retention ส่งผลต่อเครดิตบูโรหรือไม่?
โดยทั่วไปการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมไม่ได้ส่งผลเสียต่อข้อมูลเครดิตบูโร เพราะไม่ได้เป็นการกู้ใหม่ เพียงแต่เป็นการปรับเงื่อนไขสัญญาเดิมเท่านั้น
หากมีผู้กู้ร่วม ต้องได้รับความยินยอมทุกคนในการทำ Retention หรือไม่?
โดยปกติแล้ว หากมีผู้กู้ร่วมในสัญญาเงินกู้ ธนาคารอาจต้องให้ผู้กู้ทุกคนรับทราบหรือร่วมลงนามในเอกสารปรับเงื่อนไขสัญญา เพื่อยืนยันการยอมรับอัตราดอกเบี้ยใหม่
แหล่งอ้างอิง:
https://moneyexpo.net/money-tips/refinance-retention/