Decentralized Finance บริการการเงินที่จะเปลี่ยนโลกที่คุณรู้จัก

เมื่อโลกก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลในทุกมิติ ระบบการเงินก็เปลี่ยนมาสู่ความเป็นดิจิทัลเช่นเดียวกัน คำศัพท์สกุลเงินดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency บิทคอยน์ (Bitcoin) บล็อกเชน (Blockchain) เริ่มมีการพูดถึงอย่างแพร่หลาย รวมถึง Decentralized Finance หรือ DeFi ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งใหม่ในโลกการเงินดิจิทัลที่น่าทำความรู้จัก โดยคุณกษิดิ์เดช พูลสุขสมบัติ Technical Lead SCB10X และคุณสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS)  มาพูดคุยให้เรารู้จัก DeFi และการเงินในโลกดิจิทัลมากขึ้น

DeFi คืออะไร มีที่มาอย่างไร

คุณกษิดิ์เดช หรือคุณไมค์ อธิบายว่า Decentralized Finance (DeFi) มีรากฐานจาก Cryptocurrency ที่เกิดสกุลเงินบิทคอยน์ในปี 2008 โดย Satoshi Sakamoto และได้มีการสร้างเครือข่ายบิทคอยน์ในปี 2009 พัฒนาสู่จำนวนบิทคอยน์มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญในปี 2011 และมี Cryptocurrency สกุลอื่นเกิดขึ้นในตลาดเป็นสินทรัพย์ชนิดใหม่ รวมมูลค่าทั้งหมด 2.5 ล้านล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นบิทคอยน์ รองมาคือ Ethereum (ETH) และสกุลอื่นๆ  แต่ทั้งหมดยังน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น เช่นตราสารหนี้ หุ้น ทองคำ   

จากในช่วงเวฟ 1 ที่มีคนทำ Cryptocurrency ออกมาหลายสกุล เช่น Bitcoin Monero ฯลฯ ซึ่งแต่ละสกุลมีคุณสมบัติแตกต่างกัน หลังจากมีสกุลเงินแล้ว ในเวฟที่ 2 คือการจะนำ Cryptocurrency มาใช้ให้เกิดมูลค่างอกเงยได้อย่างไร ทำให้เกิด Decentralized Finance (DeFi) ซึ่งก็คือบริการทางการเงิน (Financial Service) บนบล็อกเชนสำหรับรองรับ Cryptocurrency โดยธุรกรรมต่างๆ จะไม่ถูกดำเนินการผ่านตัวกลางใดๆ (Decentralized) แต่จะถูกดำเนินการผ่านโค้ด Smart Contract ที่ไม่สามารถแก้ไขได้แทน โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปตรวจสอบโค้ด Smart Contract เพื่อดูความโปร่งใสของธุรกรรมได้ตลอด ดังนั้นเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ทุกคนก็สามารถเข้าไปใช้บริการ DeFi ได้จากทุกมุมโลก 

สถานการณ์โควิด-19 จะผลักดันให้ DeFi แพร่หลายเร็วขึ้นหรือไม่?

ในมุมมองของคุณไมค์ วิกฤตโควิด-19 มีส่วนผลักดันให้ DeFi และเงิน Cryptocurrency เป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น เช่นกรณีที่รัฐบาลสหรัฐพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นเพื่ออัดฉีดแก้วิกฤตโควิด ส่งผลให้มีเงินดอลลาร์ในระบบมากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนลง ความเชื่อมั่นในค่าเงินก็ลดลงตาม สถานการณ์โควิดทำให้คนสงสัยการจัดการค่าเงินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าการที่สกุลเงินที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีหน่วยงานควบคุมค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องกลับเป็นข้อเสีย และทำให้เงิน Cryptocurrency อย่างบิทคอยน์ ฯลฯ ที่ไม่มีหน่วยงานมาควบคุมกำหนดค่า ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น อย่างสถานการณ์เงินเฟ้อในอาร์เจนติน่า คนขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินของประเทศ จึงหันไปใช้ Cryptocurrency เงินสกุล DAI ที่ตรึงค่าเงิน 1 DAI เท่ากับ 1 USD* แทน

 

* Cryptocurrency มีทั้งแบบที่ราคาผันผวน เช่น สกุล Ethereum (ETH) Ripple (XRP) Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH) ฯลฯ  และที่ค่าคงที่ เรียกว่า Stablecoin ที่มูลค่าถูกตรึงไว้กับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ เช่น สกุล DAI (1 DAI เท่ากับ 1 USD) เป็นต้น

บริการ DeFi ที่มีบริการแล้ว

คุณไมค์ยกตัวอย่างบริการ DeFi ที่ปัจจุบันมีคนใช้บริการแล้ว ได้แก่ Compound, MakerDAO, Uniswap และ PoolTogeter

  • Compound : บริการฝาก-กู้ยืม Cryptocurrency ที่ให้ดอกเบี้ยเป็นวินาที ปัจจุบัน Compound มีมูลค่าเงินในระบบ 156 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลา 1 ปีเติบโตขึ้น 600% และปล่อยสินเชื่อ 220 ล้านเหรียญสหรัฐ

  • MakerDAO : แพล็ตฟอร์มสร้างเงิน Cryptocurrency สกุล DAI ที่มีมูลค่าคงที่เท่ากับ 1 USD โดยใช้ Cryptocurrency สกุลอื่นค้ำประกัน โดย MakerDAO มีมูลค่าเงินในระบบ 675 ล้านเหรียญสหรัฐ

  • Uniswap : บริการแลกเปลี่ยนเงิน Cryptocurrency แบบไม่มีคนกลาง  มีมูลค่าเงินในระบบ 43.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

  • PoolTogether : บริการสลากออมสินแบบ Cryptocurrency ที่ผู้ใช้สามารถนำเงินสกุล DAI ไปฝากไว้ใน Pool เพื่อแลกกับสลาก ระบบก็เอาเงินทั้ง Pool ไปฝากกับ Compound เอาดอกเบี้ยมาเป็นรางวัลผลตอบแทบ โดยทุก 7 วันจะมีการจับรางวัลให้ผู้โชคดี 1 คน ปัจจุบันมีสินทรัพย์ใน Pool จำนวน 856,350 เหรียญสหรัฐ มีจำนวนคนฝากเงินใน Pool 6,853 คน

ทั้งนี้ คุณไมค์กล่าวถึงข้อดีของ DeFi ว่า บริการระบบ DeFi ไม่ถูกควบคุมโดยสถาบันเหมือนระบบการเงินแบบเดิม โดยปล่อยให้ระบบเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งหลักการสำคัญของ DeFi คือความเชื่อมั่นและความโปร่งใส เพราะบริการ DeFi ทำงานบนระบบ Smart Contract ซึ่งเป็นการเขียนโค้ด Opensource ที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ถ้า Developer รายใดอยากเขียนโค้ด Smart Contract ก็เขียนได้เลย อยากให้ใครใช้ก็ใช้ได้เลย ถ้าคนเชื่อมั่นใน Smart Contract ที่ Developer รายนั้นเขียนขึ้นมาว่าทำงานถูกต้อง คนก็จะมาใช้งาน ถ้าคนไม่เชื่อมั่นก็ไม่มีใครใช้ ทั้งนี้ DeFi เป็นระบบที่สามารถเข้าถึงและใช้ได้ทั่วโลก แบบไร้พรมแดน (No Border)  และที่สำคัญคือ สามารถนำบริการการเงินต่างๆ มาต่อยอดกันได้ เช่น PoolTogether ต่อระบบกับ Compound เป็นต้น


ในส่วนข้อควรระวังการใช้บริการ DeFi คือ ต้องศึกษารายละเอียดของ Smart Contract ที่ใช้บริการให้ดี  ถ้าอ่านโค้ดได้จะดีมาก อีกวิธีหนึ่งคือเลือกใช้บริการที่ได้รับประเมินความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญ Smart Contract Auditor และดูจากปริมาณเงิน/ผู้ใช้บริการใน Contract นั้น และที่สำคัญที่สุดคือลงทุนในระดับที่รับความเสี่ยงได้ (At your own risk)

อนาคตของ DeFi

คุณไมค์ มองว่าองค์ประกอบที่จะทำให้ DeFi เติบโตอย่างมั่นคงมี 3 อย่างได้แก่ 1) คนรุ่นใหม่จะทำให้ DeFi เกิดและเติบโต เพราะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและมีความเข้าใจเรื่อง Cryptocurrency ก็หันไปใช้ Crytocurrency และใช้บริการ DeFi มากขึ้น 2) นโยบายการเงิน (Monetary Policy) ที่ผลักดันให้คนสามารถนำ Crytocurrency ไปใช้ได้มากขึ้น คนก็จะเข้ามาใช้บริการ DeFi 3) ความเสี่ยงในการใช้บริการ DeFi ซึ่งคุณไมค์ก็เตือนว่าถ้าเห็นบริการ DeFi ใหม่ๆ อันไหนก็อย่าเพิ่งรีบเข้าไปใช้ รอให้มีคนอื่นก่อนซักพักจนแน่ใจว่าน่าเชื่อถือได้ คุณไมค์ย้ำอีกครั้งว่าลงทุนในความเสี่ยงที่รับได้


เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ในอนาคตข้างหน้าจะมีการพัฒนา Cryptocurrency และบริการ DeFi ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นมิติใหม่แห่งการเงินในโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง มาก้าวทันโลกการเงินที่จะเปลี่ยนไปได้จาก LIVE SCBTV โอกาสในวิกฤตโควิด-19 ตอนที่ 3 : Decentralized Finance บริการการเงินที่จะเปลี่ยนโลกที่คุณรู้จัก ได้ -ที่นี่-

 

 

ที่มา : LIVE SCBTV โอกาสในวิกฤตโควิด-19 ตอนที่ 3 : Decentralized Finance บริการการเงินที่จะเปลี่ยนโลกที่คุณรู้จัก ออกอากาศทาง Facebook SCB Thailand วันที่ 19 พฤษภาคม 2563