ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
11-02-2563
หลายคนอยากเริ่มต้นวางแผนการเงิน เพื่อเก็บเงินก้อนใหญ่ แต่พอเจอภาวะ "ใช้เงินเดือนชนเดือน" ก็อาจทำให้รู้สึกท้อจนล้มเลิกไปง่าย ๆ ทั้งที่จริงแล้ว การวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ "แผนที่ชีวิต" ที่ช่วยให้เราเท่าทันสุขภาพทางการเงินของตัวเอง ตั้งแต่การจัดการรายรับ-รายจ่าย ไปจนถึงการรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน
หากคุณอยากสร้างความมั่นคงและใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในอนาคต บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่า “การวางแผนทางการเงิน” มีอะไรบ้าง กับ 5 ขั้นตอนฉบับมือใหม่ที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้คุณลงมือทำ และเริ่มต้นสร้างความมั่นคงได้จริง
แชร์ทริค 5 ขั้นตอนวางแผนการเงิน ฉบับมือใหม่หัดออม
ขั้นตอนที่ 1 Check-up สุขภาพการเงินของตัวเองก่อนเริ่มออม
การวางแผนทางการเงินขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ การรู้จักตัวเอง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสำรวจ "ต้นทุน" ของเราก่อน เหมือนสุภาษิตที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" การวางแผนการเงินก็เช่นกัน หากเราชนะใจตัวเองและรู้เท่าทันพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองได้ เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
เริ่มต้นสำรวจตัวเองอย่างไรให้เห็นผล? แน่นอนว่าหลายคนมักตกหลุมพรางคำว่า "พอมีพอใช้" แต่พอเอาเข้าจริงกลับต้องลุ้นทุกสิ้นเดือน การสำรวจตัวเองที่ถูกต้องจึงต้องเริ่มจาก "การเลิกหลอกตัวเอง" และหันมาจดบันทึกข้อมูลสำคัญ 3 ส่วนหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าเงินของเราไหลไปทางไหนบ้าง
วิธีประเมินสุขภาพการเงินฉบับมือใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นกับเคสตัวอย่าง "นาย A" มีรายได้รวม 38,000 บาท และมีรายจ่ายรวม 33,000 บาท
รายรับ (บาท/เดือน) | รายจ่าย (บาท/เดือน) | เงินเก็บ | ||
เงินเดือน | 35,000 | ค่ากิน | 16,000 | 5,000 |
ขายของออนไลน์ | 3,000 | ค่าใช้จ่ายส่วนตัว | 12,000 |
|
| ค่าเดินทาง/น้ำไฟ | 5,000 | ||
รวม 38,000 | รวม 33,000 | รวม 5,000 | ||
จากตารางข้างต้น หากดูผิวเผิน “นาย A” ดูมีวินัยทางการเงินดี เพราะไม่มีหนี้และยังมีเงินเก็บ 5,000 บาท แต่ถ้าประเมินให้ลึกลงไปจะพบว่า "ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัว" ของเขาสูงถึง 28,000 บาท หรือเกือบ 75% ของรายได้
หากนาย A ลองปรับลดส่วนที่ไม่จำเป็นลงเพียงนิดเดียว เขาจะสามารถนำเงินไปสร้างความมั่นคงหรือลงทุนให้งอกเงยได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
สร้าง "งบประมาณส่วนบุคคล" เข็มทิศสู่ความมั่นคง
เมื่อรู้สถานะปัจจุบันแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้าง งบประมาณส่วนบุคคล (Personal Budget) หรือการ "วางแผนล่วงหน้า" ว่าเงินที่หามาได้ควรจะถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง แทนที่จะรอจดตามหลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนทางการเงินของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ
ขั้นตอนที่ 2 กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน (Financial Goals)
เมื่อเรารู้ "สถานะปัจจุบัน" จากการสำรวจตัวเองแล้ว ขั้นตอนของการวางแผนทางการเงินคือการกำหนด "จุดหมายปลายทาง" เพราะการออมเงินโดยไม่มีเป้าหมาย ก็เหมือนการพายเรือวนอยู่ในอ่างที่พาลจะทำให้เราหมดไฟได้ง่าย ๆ ซึ่งการมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีทิศทางและมีแรงจูงใจในการเก็บเงินอย่างต่อเนื่อง
วิธีตั้งเป้าหมายออมเงินด้วยหลัก “SMART Goal”
การตั้งเป้าหมายการวางแผนการเงินที่ดีไม่ใช่แค่บอกว่า "อยากมีเงินเก็บ" เพื่อให้การออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ “หลักการออมเงินแบบ SMART” ถือเป็นอีกหนึ่งคีย์ลัดในการช่วยให้เป้าหมายการออมเงินนั้นเกิดขึ้นจริงได้
จากหลักการ SMART Goal เราสามารถต่อยอดการวางแผนการเงินสำหรับมือใหม่ได้ไม่ยาก โดยแบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เราได้ "เก็บเกี่ยวความสำเร็จ" ระหว่างทาง ซึ่งจะช่วยให้เรามีกำลังใจและไม่รู้สึกว่าเป้าหมายนั้นไกลเกินเอื้อมจนเกินไป โดยสามารถแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้
ประเภทเป้าหมาย | ตัวอย่างเป้าหมาย | จำนวนเงิน (บาท) | ระยะเวลา | ออมต่อเดือน (บาท) |
ระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) | พาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ | 40,000 | 8 เดือน | 5,000 |
ระยะกลาง (1 - 5 ปี) | เงินดาวน์คอนโด | 100,000 | 20 เดือน | 5,000 |
ระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) | เงินดาวน์คอนโด | 2,100,000 | 35 ปี | 5,000 |
หากคุณมีสิ่งที่อยากได้หลายอย่างพร้อมกันจนเลือกไม่ถูก จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรดี? หลักการง่าย ๆ สำหรับปัญหานี้ คือการให้ความสำคัญกับ "เป้าหมายเพื่อความมั่นคง" เป็นอันดับแรก เช่น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหรือการจัดการหนี้สิน จากนั้นจึงค่อยขยับไปสู่เป้าหมายเพื่อความสุขและเป้าหมายในอนาคตตามลำดับ
การจัดลำดับแบบนี้จะช่วยให้การวางแผนทางการเงินของคุณไม่ตึงเครียดจนเกินไป และสามารถบริหารจัดการเงินที่มีอยู่จำกัดให้ตอบโจทย์ชีวิตได้ครบทุกมิตินั่นเอง
ขั้นตอนที่ 3 สร้างความสมดุลด้วยการแบ่งเงิน 4 ส่วน
เมื่อได้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ขั้นต่อไปของการวางแผนการเงินคือการลงมือทำให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นด้วยการจัดสรรรายได้ในแต่ละเดือนให้เป็นสัดส่วน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจและมั่นคง กับแผนการเงินที่แบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้คุณบริหารเงินได้อย่างเป็นระบบและไม่ตึงจนเกินไป
เงินส่วนหลักที่ใช้สำหรับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และหนี้สินคงที่ต่าง ๆ
เคล็ดลับสำคัญ คือ ควรหมั่นเช็กว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่พอจะ "ปรับลด" ได้บ้าง เพราะเงินเพียงเล็กน้อยที่ประหยัดได้ในวันนี้ สามารถเปลี่ยนเป็นเงินก้อนใหญ่เพื่อการลงทุนในอนาคตได้
ส่วนนี้เปรียบเสมือน "ตาข่ายรองรับชีวิต" ที่ต้องถอนออกมาใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วยกะทันหัน หรือต้องออกจากงาน มือใหม่ควรมีเงินส่วนนี้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยแนะนำให้เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนง่ายแต่ให้ดอกเบี้ยสูง เพื่อรักษาสภาพคล่องและยังได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต
เมื่อมีเงินสำรองเพียงพอแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการใช้เงินทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งผ่านสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น, กองทุนรวม หรือทองคำ การลงทุนจะช่วยให้เงินออมของคุณเติบโตชนะเงินเฟ้อ และพาคุณไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ส่วนสุดท้ายเป็นเงินที่ "ห้ามแตะต้อง" จนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนในวัยเกษียณ ยิ่งเริ่มต้นส่วนนี้เร็วเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็จะทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะกับช่วงวัย เช่น วัยเริ่มทำงานอาจเน้นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง และค่อย ๆ ปรับลดความเสี่ยงลงเมื่ออายุมากขึ้น
จากสัดส่วนการวางแผนการเงินข้างต้น อาจทำให้คุณตั้งคำถามตามมาว่า “เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไร และเก็บไว้ที่ไหนดีที่สุด?” ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตที่มือใหม่หลายคนกังวลว่าต้องเก็บแค่ไหนถึงจะอุ่นใจ
สำหรับมือใหม่ ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่าใช้จ่ายคงที่เดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองติดบัญชีไว้ประมาณ 60,000 - 120,000 บาท เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทันท่วงที
แล้วควรเก็บไว้ที่ไหนดี? เนื่องจากเงินส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในยามวิกฤต จึงต้องเน้นเรื่องการ "ดึงออกมาใช้ได้ทันที" ควรเก็บไว้ในแหล่งที่มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำ เช่น
การจัดการหนี้สินและเริ่มต้นลงทุน
เมื่อเราแบ่งสัดส่วนเงินอย่างชัดเจนแล้ว อีกหนึ่งพาร์ทที่ไม่ควรมองข้ามคือการจัดการหนี้สินและเริ่มต้นลงทุน สำหรับมือใหม่ที่มีภาระหนี้ กลยุทธ์ที่แนะนำที่สุดคือ "จัดการหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน" (เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบ) เพราะดอกเบี้ยเหล่านี้มักจะสูงกว่าผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุนเสมอ การรีบปิดหนี้ส่วนนี้จึงเปรียบเสมือนการได้รับกำไรกลับมาทันที
เมื่อจัดการหนี้ได้เป็นระบบและเริ่มมีเงินเย็นเหลือแล้ว จึงค่อยขยับมาสู่ “การลงทุน” เพื่อให้เงินทำงานแทนเรา หากคุณยังไม่มีประสบการณ์ “กองทุนรวม (Mutual Fund)” คือจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะมีมืออาชีพช่วยบริหารจัดการเงินให้ โดยคุณควรเลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมกับช่วงวัย
ร่างกายยังไหวและมีเวลาแก้ตัวได้นาน จึงสามารถรับความเสี่ยงได้สูง เน้นลงทุนในสินทรัพย์อย่าง "หุ้น" เพื่อโอกาสสร้างการเติบโตของเงินก้อนในระยะยาว
ควรเน้นความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อรักษาเงินต้น โดยกระจายการลงทุนไปใน "ตราสารหนี้" หรือกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อความอุ่นใจและมีรายได้สม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่ 4 สร้าง "ระบบเงินออม" อย่างมีวินัย หัวใจสำคัญของการลงมือทำ
สิ่งที่แบ่งแยก "คนที่มีแค่แผน" กับ "คนที่มีเงินเก็บจริง" ก็คือการลงมือทำ แผนการเงินส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะขาดความสม่ำเสมอ ดังนั้น การวางแผนการเงินที่ประสบความสำเร็จได้จริง จึงต้องอาศัยการสร้างระบบที่ช่วยให้เราลงมือปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนตัวเลขในความฝันให้กลายเป็นเงินในบัญชีจริง ๆ
วิธีการวางแผนการเงินที่ง่ายและได้ผลที่สุด คือ เมื่อรายได้เข้าบัญชี สิ่งแรกที่ต้องทำคือหักออมหรือลงทุนทันที แล้วจึงค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปบริหารจัดการใช้จ่าย เพราะหากเราเลือก "ใช้ก่อนเหลือค่อยออม" เรามักจะพ่ายแพ้ต่อสิ่งเร้าและข้ออ้างต่าง ๆ จนสุดท้ายไม่เหลือเงินเก็บตามเป้าหมาย
หากคุณไม่อยากสู้กับใจตัวเองทุกเดือน แนะนำให้ใช้ตัวช่วยอย่าง การสั่งหักบัญชีอัตโนมัติ เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเงินออมหรือกองทุนรวมทันทีในวันที่เงินเดือนออก วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยแบบอัตโนมัติที่ทำให้คุณเก็บออมได้ตามแผนโดยไม่ต้องรอให้ถึงปลายเดือน
การมีระบบที่ดีแล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการ "ตรวจสอบสภาพวินัยการออม" หรือการติดตามผลการปฏิบัติเป็นประจำนั่นเอง
โดยลองสละเวลาช่วงสิ้นเดือนดูว่า เราใช้จ่ายเกินงบที่ตั้งไว้ในส่วนไหนไหม หรือมีค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้นบ้าง
กลับมาดูเป้าหมายที่เราตั้งไว้ว่า "เงินออมโตขึ้นตามแผนไหม?" หากทำได้ตามเป้า อย่าลืมให้รางวัลตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นกำลังใจ แต่หากยังไม่ได้ตามเป้า ก็แค่ปรับแผนใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 อัปเกรดแผนการเงินให้เท่าทันทุกช่วงจังหวะชีวิต
การวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องที่ "ทำครั้งเดียวแล้วจบไป" เพราะชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การหมั่นกลับมาตรวจสอบแผนการเงินจึงเปรียบเสมือนการอัปเดตระบบ GPS ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณยังคงอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
ทำไมการทบทวนแผนการเงินจึงสำคัญ?
การทบทวนจะช่วยให้เราประเมินได้ว่าแผนที่วางไว้ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามคาดหรือไม่ และที่สำคัญคือทำให้เราเท่าทันต่อ "สภาวะเศรษฐกิจ" ที่เปลี่ยนแปลงไป หากสถานการณ์เปลี่ยนหรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า เราจะได้ปรับกลยุทธ์หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์การลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั้น ๆ ได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ การทบทวนยังช่วยให้เราสำรวจ "เป้าหมายของตัวเอง" ว่ายังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ เพราะในแต่ละช่วงวัย ความต้องการและความสามารถในการรับความเสี่ยงอาจเปลี่ยนไป การปรับแผนให้ยืดหยุ่นจะช่วยให้เป้าหมายมีความเป็นไปได้จริงมากที่สุด
เพื่อให้การออมเงินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ คุณควรทบทวนแผนการเงินอย่างน้อยที่สุด ปีละ 1 - 2 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น การเปลี่ยนงาน รายได้เพิ่มขึ้น แต่งงาน หรือมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว เพื่อพิจารณาว่าควรจะเพิ่มเงินลงทุน หรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการออมเพื่อให้สอดรับกับรายได้และภาระที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
แม้ว่าคุณจะไม่เคยมีประสบการณ์ในการวางแผนทางการเงินมาก่อน แต่หากมีความตั้งใจจริง มีวินัยที่จะทำตามเป้าหมาย และหมั่นปรับจูนแผนให้เข้ากับชีวิต โอกาสที่จะมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำเพื่อสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะอนาคตที่สดใสเกิดขึ้นได้จากวินัยในวันนี้ และคุณสามารถเริ่มต้นสร้างความมั่นคงได้จริงด้วยมือของคุณเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน
การวางแผนการเงินควรเริ่มต้นตอนอายุเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด?
ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี แต่ถ้าจะให้ระบุช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือตั้งแต่เริ่มมีรายได้ครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นงานพาร์ตไทม์ตอนเรียนมหาวิทยาลัยหรือเงินเดือนแรกหลังเรียนจบ เพราะการเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ จะทำให้คุณได้เปรียบเรื่อง "เวลา" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากคุณเพิ่งเริ่มตอนอายุ 30 หรือ 40 ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะการเริ่มต้นวันนี้ย่อมดีกว่าไม่เริ่มเลย
การวางแผนทางการเงินสำหรับคนเป็นฟรีแลนซ์หรือรายได้ไม่คงที่ ต้องปรับอย่างไร?
สำหรับคนที่มีรายได้ไม่คงที่ หลักการวางแผนทางการเงินยังคงเหมือนเดิม แต่ต้องปรับวิธีการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
วางแผนการเงินแล้วแต่ยังเก็บเงินไม่อยู่ ควรแก้ปัญหาอย่างไร?
ปัญหานี้มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ซึ่งแต่ละข้อมีวิธีแก้ที่ต่างกัน
สาเหตุแรกคือ ตั้งเป้าออมสูงเกินไปจนรู้สึกอึดอัด ทำให้ล้มเลิกกลางทาง วิธีแก้คือเริ่มจากจำนวนเล็ก ๆ ที่ไม่กระทบชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นแค่วันละ 50 บาทก็ตาม แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มเป็นนิสัย
สาเหตุที่สองคือ ยังไม่ได้แยกบัญชีออมออกจากบัญชีใช้จ่าย ทำให้เงินออมถูกนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว ควรเปิดบัญชีแยกต่างหากและตั้งระบบหักอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้า
สาเหตุที่สามคือ มี "รายจ่ายรั่ว" ที่มองไม่เห็น เช่น ค่าสมัครสมาชิกรายเดือนที่ไม่ได้ใช้ หรือค่ากาแฟเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันแล้วเป็นเงินก้อนโต ลองจดรายจ่ายทุกรายการเป็นเวลา 1 เดือน แล้วจะเห็นจุดที่ปรับลดได้ชัดเจน
ตอน ''ไวรัสเลื่อนลอย''