มาทำความรู้จักกับกองทุนรวมต่างประเทศ

บทความโดย   นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP®   นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร
 

สำหรับบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับการลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ โดยที่กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เราเรียกว่า Foreign Investment Fund หรือ FIF เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดย ก.ล.ต. กำหนดให้กองทุนต้องลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นสมาชิกสามัญของ ก.ล.ต.โลก (IOSCO) หรือในประเทศที่มีตลาดหลักทรัพย์เป็นสมาชิกขององค์กรตลาดหลักทรัพย์โลก (WFE) เพื่อให้เชื่อใจได้ว่าตลาดหลักทรัพย์และหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนไปลงทุนนั้นจะได้รับการกำกับดูแลที่ดีในระดับมาตรฐานสากล           


ในปัจจุบันกองทุนรวม FIF ของไทยมีรูปแบบการบริหารแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ


1.       แบบที่บลจ. ไทยบริหารกองทุนด้วยตนเอง


โดยนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำหรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น แต่ยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน ตัวอย่างของกองทุนรวมต่างประเทศประเภทนี้ที่ออกมาเสนอขายและเป็นที่นิยมกัน เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้


2.     แบบที่ บลจ. ไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง หรือเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศนั่นเอง โดยสามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ

               
2.1 กองทุนรวมประเภท Fund of Funds เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ โดยบลจ. ไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสมภายใต้เกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด              


2.2 กองทุนรวมประเภท Feeder Fund เป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ ตัวอย่างของกองทุนรวมแบบ Feeder Fund ของไทย เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่ง เป็นต้น

เนื่องจากกองทุน รวม FIF จะต้องนำเงินที่ระดมได้ไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นผู้จัดการกองทุนจะมีงานที่เพิ่มขึ้นคือ การค้นหาและวิเคราะห์ ข้อมูล เพื่อตัดสินใจเลือกหลักทรัพย์หรือตราสารที่มีอยู่ในตลาดของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นงานที่ยากและท้าทายความสามารถของผู้จัดการกองทุนมากพอสมควร หากบริษัทจัดการกองทุนไม่มีเครือข่ายหรือพันธมิตรในต่างประเทศ ที่จะส่งข้อมูลบทวิเคราะห์ให้กับผู้จัดการกองทุน แทนที่กองทุน FIF จะเลือกหลักทรัพย์เพื่อลงทุนเอง บางกองทุนอาจจะเลือกวิธีลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีความชำนาญและมีการลงทุนในตราสารที่ตรงกับนโยบายของกองทุน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้จัดการกองทุนได้มาก และเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วด้วย

 
ในส่วนของค่าธรรมเนียมการจัดการ หากลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ก็จะมีค่าธรรมเนียม 2 ชั้น คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการของ บลจ. ไทยที่ออกกองทุน และค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนต่างประเทศที่ บลจ. ไปลงทุนต่อ ทำให้โดยมากค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนรวมต่างประเทศจะสูงกว่า ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน


 กองทุนรวม FIF น่าสนใจอย่างไร?

  • เป็นช่องทางให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสลงทุนในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก มีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการการลงทุนแทน ทำให้สามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่หลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีเสนอขายอยู่ในประเทศ และช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจากภาวะที่ตลาดการเงินในประเทศมีความผันผวนสูงได้

  • มีทางเลือกหลากหลายให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากปัจจุบันนโยบายการลงทุนของกองทุนรวม FIF มีความหลากหลายมาก มีทั้งกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น กองทุนรวมทองคำ ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมทองคำก็เป็นหนึ่งในประเภทการลงทุนในกองทุนรวม FIF ด้วย

  • บางกองทุนก็เลือกเน้นลงทุนเฉพาะบางภูมิภาคของโลกโดยเน้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มอัตราการเติบโตสูง (Emerging Markets) เช่น กลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India, China) หรือบางกองก็เลือกลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภค พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนในอุตสาหกรรม นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในประเทศไทย เป็นต้น


ประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างไร?


โดยทั่วๆ ไป ก็จะใช้วิธีนำผลประกอบการของกองทุนรวมไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด (Benchmark) ที่กำหนด โดย บลจ.จะเลือกใช้ benchmark ที่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของกองทุน โดยจะเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้า เช่น กองทุนรวม FIF ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ ก็นำผลการดำเนินงานของกองทุนไปเทียบกับดัชนีราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เช่น Deutsche Bank Liquid Commodity Index เป็นต้น ซึ่ง บลจ. จะบอกชื่อดัชนี และแหล่งข้อมูลในการดูดัชนีตัวชี้วัดเหล่านี้ไว้ในหนังสือชี้ชวนแล้ว 

เหมาะกับใคร?


ผู้ลงทุนที่ต้องการจะกระจายการลงทุนไปในประเทศอื่นๆ ที่มีโอกาสที่จะใด้ผลตอบแทนแตกต่างจากการลงทุนในประเทศ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้และความเข้าใจในความเสี่ยงของกองทุนรวม FIF ที่จะมีมากขึ้นและแตกต่างจากกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ


ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม FIF


ผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุนในกองทุนรวม FIF ก็เหมือนกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในกองทุนรวมโดยทั่วไป ซึ่งจะได้มาใน 2 รูปแบบ คือ Capital Gain หรือกำไรส่วนเกินจากมูลค่าหน่วยลงทุน และ Dividend หรือเงินปันผล (ซึ่งนักลงทุนจะได้ หรือไม่ได้รับเงินปันผล ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของกองทุน)


สำหรับความเสี่ยงของกองทุนรวม FIF เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องศึกษาให้เข้าใจ เพราะจะมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องนอกเหนือไปจากความเสี่ยงของกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศทั่วไป โดยความเสี่ยงของกองทุนรวม FIF มีดังนี้

  • ความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่ลงทุน เช่น กรณีของกองทุนรวมหุ้น ก็มีความเสี่ยงหลักๆ จากภาวะราคาหุ้นในตลาดผันผวน

  • หากเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็มีความเสี่ยงหลักๆ เรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหรือเรื่องสภาพคล่อง เป็นต้น ในกรณีของตราสารหนี้ ผู้ลงทุนควรดูว่าไปลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐหรือเอกชน อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารและหลักทรัพย์เป็นอย่างไรด้วย โดยที่อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ Investment Grade หรือ กลุ่มน่าลงทุน (AAA ถึง BBB-) และ Speculative Grade หรือกลุ่มเก็งกำไร (BB+- ลงไปจนถึง D)

  • ความเสี่ยงของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุน (Country Risk)  ซึ่งจะเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย การเมือง หรือความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

  • ความเสี่ยงในเรื่องข้อจำกัดในการนำเงินลงทุนกลับประเทศ (Repatriation Risk) เป็นความเสี่ยงที่ประเทศที่ลงทุนอาจออกมาตรการ Capital Control ทำให้ไม่สามารถนำเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับประเทศไทยได้ตามที่คาด

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Rate Risk) ซึ่งเกิดจากการที่กองทุนรวมต่างประเทศ ต้องมีการแลกเปลี่ยนเงินบาทให้เป็นเงินสกุลต่างประเทศก่อนเพื่อนำเงินออกไปลงทุน เมื่อได้รับผลตอบแทนและเงินต้นในรูปเงินสกุลต่างประเทศก็ต้องแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาทเพื่อจ่ายคืนให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุน หรือจ่ายคืนให้ผู้ลงทุนเมื่อกองทุนรวมต่างประเทศครบกำหนดไถ่ถอน


โดยทั่วไปความเสี่ยงด้านนี้สามารถลดลงได้โดยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือที่เรียกว่า Hedging เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อล็อกค่าเงินบาทไว้ในอัตราที่ผู้จัดการกองทุนคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับกองทุนรวมในอนาคต เป็นต้น แต่การทำ Hedging จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับลดลง บลจ. จึงอาจเลือกทำ Hedging ค่าเงินทั้งหมด/เกือบทั้งหมด ทำ Hedging ค่าเงินไว้แค่บางส่วน หรือไม่ทำ Hedging เลยก็ได้


โดย ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ บลจ. ต้องบอกให้ผู้ลงทุนทราบอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงินของหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมไปลงทุน (Currency of Underlying Investment) และนโยบายที่ใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงนั้นในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนนั้นๆ และยังต้องเปิดเผยไว้ในเอกสารทุกประเภทที่ใช้ประกอบการเสนอขายกองทุนรวม เช่น เอกสารโฆษณาประชาสัมพันธ์และเอกสารที่ใช้แจกในงานสัมมนาของกองทุนรวมอีกด้วย และต้องระบุด้วยว่าได้ป้องกันความเสี่ยงแบบใดไว้ใน 4 แบบเหล่านี้ ได้แก่           


          1.  ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน (อนุโลมให้ป้องกันความเสี่ยงไว้ ไม่ต่ำกว่า 90% ของจำนวนเงินลงทุนสำหรับกองทุนรวมที่มีลักษณะพอร์ตการลงทุนที่เคลื่อนไหว)

          2. ป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วน ซึ่งจะต้องระบุสัดส่วนให้ชัดเจน

          3. ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

          4. ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย โดยหากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้ทั้งจำนวนหรือเกือบทั้งจำนวน (ใช้วิธีตามข้อ 1 - 3) ก็ต้องเขียนคำเตือนผู้ลงทุนไว้ด้วยว่าอาจได้รับกำไรน้อยลงหรือได้รับเงินต้นคืนไม่ครบตามที่ได้ลงทุนไปแสดงไว้บนหน้าแรกของหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ เพื่อให้เห็นกันอย่างชัดเจนด้วย


 นอกจากจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้เห็นกันอย่างเด่นชัดแล้ว ก.ล.ต. ยังให้มีแนวปฏิบัติให้ บลจ. ต้องสามารถแสดงหลักฐานเพื่อเป็นการยืนยันได้ว่า ผู้ลงทุนในกองทุนรวมเหล่านี้ได้รับทราบความเสี่ยงและคำเตือนต่างๆ แล้ว ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและการจัดการความเสี่ยงนี้ให้ดี ก่อนสั่งซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม FIF