วางแผนการศึกษาดี ลูกมีแต้มต่อ

บทความโดย นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ

 

ทุกลมหายใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ คือ ลูก แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่การเลี้ยงลูกยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และใช้เงินไม่น้อย ฉะนั้นต้องวางแผนการเงินให้รัดกุม เพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้


หนึ่งในของขวัญชิ้นสำคัญที่พ่อแม่จะมอบให้กับลูกได้ คือการศึกษา ซึ่งของขวัญชิ้นนี้ก็เป็นของขวัญชิ้นใหญ่มากเสียด้วย เพราะตลอดช่วงวัยเรียนของลูก เริ่มจากระดับอนุบาลในวัย 3 ขวบ ไปจนจบปริญญาตรี และบางคนอาจจะต่อเนื่องไปถึงจบปริญญาโทเลยทีเดียว ซึ่งถ้าได้เห็นตัวเลขตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงปริญญาโท พ่อแม่หลายคนอาจจะตกใจ และอาจจะอุทานว่า ‘มีลูก 1 คนจนไป 10 ปีจริงๆ’  อย่างไรก็ตาม ยังไม่ต้องรีบตกใจไป เพราะเรามีตัวช่วยที่ดีมาแนะนำ นั่นคือการวางแผนการเงินที่ดี สามารถช่วยได้อย่างแน่นอน

กระบวนการวางแผนการศึกษาเพื่อลูกน้อย เริ่มต้นจาก

1. การกำหนดเป้าหมาย โดยกำหนดเป้าหมายว่าอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือในสถานศึกษาแบบไหน โรงเรียนรัฐบาล หรือ เอกชน หรือโรงเรียนนานาชาติ และจะส่งลูกเรียนไปจนถึงระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทเป็นต้น


2. รวบรวมค่าใช้จ่าย เมื่อรู้แล้วว่าอยากให้ลูกได้เรียนในสถานศึกษาแบบใด สถานศึกษาแบบนั้นๆ ก็จะเป็นตัวกำหนดค่าใช้จ่าย


3. คำนึงถึงเงินเฟ้อการศึกษาด้วย เพราะอย่าลืมว่า เงินเฟ้อน่ากลัวกว่าที่คิด โดยเงินเฟ้อการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ต่อปี สามารถคำนวณผลของเงินเฟ้อที่ 6% ต่อปีแบบคร่าวๆ ได้โดย ทุกๆ 12 ปี ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ยกตัวอย่างเช่น หากวันนี้มีลูก 1 คน อายุ 6 ปี ต้องการวางแผนการศึกษาในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอกชน ค่าใช้จ่ายเพื่อเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเอกชน ณ วันนี้ อยู่ที่ 192,000 – 288,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 12 ปีค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเอกชนจะกลายเป็น 384,000 – 576,000 บาท เป็นต้น


4. วางแผนการออมและการลงทุน ยิ่งรู้ไว เตรียมเงินออมและเงินลงทุนได้ไว จะยิ่งได้เปรียบ เพราะเมื่อมีระยะเวลาลงทุนที่นาน เราสามารถใช้เงินต้นที่ไม่มากในการเตรียมกองทุนเพื่อการศึกษาบุตรได้ โดยที่ไม่เป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่เลย เช่น หากต้องการทุนการศึกษาเพื่อเรียนปริญญาตรีที่ 1 ล้านบาท และสามารถหาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนได้ที่ 6% ต่อปี

    รายละเอียด / อายุของลูกเมื่อเริ่มลงทุน แรกเกิด อายุ 6 ปี อายุ 12 ปี
    ทุนการศึกษาที่ต้องการเพื่อเรียนปริญญาตรี (บาท) 1,000,000 1,000,000 1,000,000
    จำนวนปีที่ลงทุน 18 12 6
    อัตราผลตอบแทนคาดหวัง (% ต่อปี) 6 6 6
    ต้องเตรียมเงินลงทุนต่อปี (บาท) 32,357 59,277 143,363
    หรือคิดเป็นเงินลงทุนต่อเดือน (บาท) 2,696 4,940 11,947
    รวมเป็นเงินต้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเตรียมเงิน (บาท) 582,426 711,324 860,178
    ดอกผลจากการลงทุน 417,574 288,676 139,822

    จากตารางข้างต้น  ถ้าเรามีการวางแผนการศึกษาบุตรตั้งแต่แรกเกิด เราจะมีระยะเวลาลงทุนยาวถึง 18 ปี ทำให้เงินที่ต้องออมและลงทุนอยู่ที่ 2,696.42 บาทต่อเดือนหรือ 32,357 บาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนตลอด 18 ปีเท่ากับ 582,426 บาท นั่นก็แปลว่า เราจะใช้เงินต้น 582,426 บาทเพื่อสร้างกองทุนเพื่อการศึกษาบุตรที่ 1,000,000 บาทได้ (ที่อัตราผลตอบแทนคาดหวัง 6% ต่อปี)  ดังนั้นจะเห็นว่า หากมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวกว่า จะใช้เงินลงทุนน้อยกว่า แต่ได้ดอกผลจากการลงทุนที่มากกว่า ดังนั้น วางแผนก่อนประหยัดกว่าจริงๆ

5. ปกป้องความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านการวางแผนประกันชีวิต เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่เป็นบุคคลที่สำคัญมากที่มีส่วนทำให้ลูกมีการศึกษาที่ดีได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้คุณพ่อหรือคุณแม่จากไปก่อนวัยอันควร ก็อาจส่งผลให้มีเงินไม่เพียงพอที่จะส่งให้ลูกเรียนจบดังที่ตั้งใจไว้ คำแนะนำคือ ควรสร้างความคุ้มครองผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิต ด้วยความคุ้มครองชีวิตที่มีทุนประกันเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาลูกทั้งหมด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในยามที่คุณไม่สามารถอยู่ดูแลเขาได้อีกต่อไป
 

กล่าวโดยสรุป ในการเตรียมกองทุนเพื่อการศึกษาบุตร การออมก่อน ลงทุนก่อน ได้เปรียบกว่า และควรลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินได้มีโอกาสทำงาน และลดความผันผวนจากการลงทุนได้ ที่สำคัญการลงทุนเพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนคาดหวัง 6% ต่อปี จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น กองทุนรวมหุ้น เป็นต้น ดังนั้นผู้ลงทุนต้องศึกษาหาความรู้ในการลงทุนให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้การวางแผนประกันชีวิตที่เหมาะสมก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเตรียมการศึกษาบุตรเป็นไปตามเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้