Club Monday ไขปัญหาการงานและหัวใจกับดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

เรื่อง: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์


คุณคิดว่าความรักกับหน้าที่การงานเป็นเรื่องเดียวกันไหมครับ?

เหมือนจะอยู่กันคนละขั้ว งานก็คืองาน รักก็คือรัก แต่ทั้งสองสิ่งนี้ใช้วัตถุดิบเดียวกันในการขับเคลื่อนนั่นก็คือ “หัวใจ”


ถ้าทุกวันจันทร์ใครหลายคนจะมีอาการ “เกลียดวันจันทร์” ไม่อยากไปทำงานแล้ว ผมเลยชวนดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล แห่งรายการ “Club Friday” ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความรักมาอย่างยาวนาน เปลี่ยนมาให้มุมมองด้านการทำงานแบบ “Club Monday” บ้าง บางเรื่องอาจจะเป็นประเด็นดราม่าที่คุณกำลังเจออยู่และอาจจะเจอในอนาคตก็ได้


นึกถึงเสียงพี่อ้อยไว้ตอนอ่าน แล้วคุณจะรักวันจันทร์ ไม่สิ...แล้วคุณจะรักทุกวันมากกว่าเดิม


การงานกับความรักเป็นเรื่องเดียวกัน

แม้ว่าจะมีคนบอกว่าเราต้องแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน แต่ในมุมมองของพี่อ้อย การแก้ปัญหาความรักกับการแก้ปัญหาเรื่องงานใช้วิธีเดียวกัน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่ ถ้าเราทำงานไม่มีความสุข มันมักจะมาจากวัตถุดิบที่เรียกว่า “ใจ” ไม่มีความสุขก่อน ไม่มีใครสามารถทำงานแล้วประสบความสำเร็จถ้าวันนั้นอกหักมาแต่เช้า


ออฟฟิศในญี่ปุ่นยังมีการอนุมัติให้ลาอกหักได้เลยค่ะ เพราะเขาเข้าใจว่าทรัพยากรด้านจิตใจมันทำงานไม่ได้จริงๆ ยิ่งกว่านั้น คนอายุเยอะลาอกหักได้นานกว่าคนอายุน้อย เพราะคนแก่แผลหายช้า และกว่าจะมีคนเข้ามาเยียวยาหัวใจก็นานกว่า ซึ่งในมุมของพนักงานเองก็จะรู้สึกว่าบริษัทดูแลหัวใจของพนักงานได้ดี


การแก้ปัญหาความรักกับปัญหาเรื่องงานเหมือนกันอย่างหนึ่งคือแก้ได้ด้วยการสื่อสาร การสื่อสารช่วยให้เราเห็นมุมอื่นที่ไม่ได้มาจากมุมของเรามุมเดียว แต่เรามักจะหลีกเลี่ยงการสื่อสารตรงๆ ที่จริงแล้ว เนื้อหาการพูดยังไม่สำคัญเท่าวิธีการพูด ไม่มีใครอยากโดนชี้หน้าด่าหรอกค่ะ เราทุกคนอยากได้การชื่นชม หลายคนชอบบอกว่าเป็นคนพูดตรงๆ แต่พูดตรงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดแรงๆ ก็ได้ เพราะหลายคนที่พูดแรงก็ใช่ว่าพูดตรง


วิธีรับมือกับคนขี้เมาท์ สตรอว์เบอร์รี่ตัวแม่ในออฟฟิศ

เราเลือกงานได้ แต่เราเลือกคนไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนเขาไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนที่ใจเราเองเพื่อที่จะทำงานกับเขาต่อไป อยู่ที่ว่าเราให้คุณค่าและราคากับคนเหล่านี้ขนาดไหน ปากอยู่ที่เขา ใจอยู่ที่เรา หลายครั้งเราไปให้คุณค่ากับปากเขาจนทำให้ใจเราไม่มีความสุขได้ บางทีไม่ได้อยู่ที่เขาเลย แต่อยู่ที่เราแท้ๆ


ความแปลกของมนุษย์ก็คือ เวลาเราไม่ชอบใคร เขาจะอยู่ที่หางตาของเราเสมอ เราจะเห็นทุกสิ่งที่เขาทำอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยเหมือนใจเรามีกล้องวงจรปิดไปส่องเขาอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เราไม่ชอบ เพราะฉะนั้น ปัญหาว่าเราจะจัดการกับคนขี้เมาท์อย่างไรอยู่ที่ว่าเราให้คุณค่ากับเขามากแค่ไหน


เมื่อไรที่ออกจากที่ทำงานมันก็เป็นอีกโลกหนึ่งของเราแล้ว บ่อยครั้งที่เรามีการรีรันเสมอ เช่น วันนี้เราโดนคนมาเมาท์เรา เขาเมาท์เราทีเดียว แต่กลับบ้านไปเรารีรันเรื่องนี้ในหัวเราอีกหลายรอบเลย เหมือนเขาแทงเราครั้งเดียว แต่ที่เหลือเราเอามีดเล่มเดิมไปกระซวกตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนเขา ถ้าเขาเปลี่ยนได้เขาคงเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็ต้องทำให้เขามีผลกระทบทางจิตใจต่อเราน้อยที่สุด


มีความรักในที่ทำงานได้แต่มีให้เป็น

ความรักในที่ทำงานมีได้แต่ต้องมีให้เป็น รักได้แต่ต้องรับรู้ความเป็นไปของมัน เมื่อวานรัก วันนี้รัก แต่พรุ่งนี้ไม่รู้แล้ว ยิ่งกว่านั้น ถ้ามีความ “ไม่รัก” ในที่ทำงานแล้ว โดนหักอกแล้วยังตกงานด้วยมันจะไปกันใหญ่ ถ้ามีปัญหาหัวใจกับปัญหาปากท้อง ให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน ส่วนเรื่องใจ เวลาจะรักษาแผลใจได้ แต่เราต้องรอให้ไหว สิ่งที่เราทำได้คือ ค่อยๆ รับรู้ความเป็นไปและบอกตัวเองว่าเราไม่ใช่ความสุขของกันและกันอีกแล้ว พูดอาจจะง่ายกว่าทำ แต่ถ้าไม่ทำมันก็จะไม่มีโอกาสเริ่มต้นเสียที บอกตัวเองไว้ว่า เอาโจทย์ยากๆ เอายาแรงๆ มาให้เราแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะเป็นประสบการณ์ให้กับชีวิต และเรียนรู้จากมัน อกหักก็ร้องไห้ ร้องไห้ไม่ได้เรื่องแย่ แค่ต้องรู้ว่าจะหยุดร้องเมื่อไร 

คนเราขยันได้ แต่อย่าขยันโง่ๆ

จริงอยู่ว่าการกระทำเสียงดังกว่าคำพูด แต่คนที่เอาแต่ทำแล้วไม่พูดเลยก็ไม่ดีเหมือนกัน ยุคนี้ทำดีต้องพีอาร์ อย่างน้อยทำอะไรคนอื่นต้องรู้ว่านี่คืองานของเรา คนเราขยันได้ค่ะ แต่อย่าขยันโง่ๆ คือหลับหูหลับตาทำ ไถนาไปเรื่อยแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะโดนคนมาฉกฉวยผลงานของเราไปเป็นผลงานของตัวเองได้ อันตรายก็จะมาถึงตัวเรา


มันมีวิธีการสื่อสารว่าเราเป็นเจ้าของงานได้ง่ายๆ เช่น เวลาส่งงานอะไรไป เราก็บอกว่าเราส่งงานชิ้นนั้นชิ้นนี้แล้ว ไม่ได้อวด แต่เป็นการแจ้งให้ทราบว่าเราทำงานแล้ว ไม่ใช่ส่งไปแล้วอยู่เงียบๆ มันคือการปกป้องตัวเองว่าเราได้ทำงานนั้นแล้ว สำคัญคือการกระทำกับคำพูดเราต้องเป็นไปในทางเดียวกัน เพราะสุดท้ายพูดดังแค่ไหน แต่การกระทำมันฟ้องหมด


การเล่นใหญ่ไม่ช่วยอะไร

เวลาที่เราต้องการชี้ให้เห็นสิ่งที่เราอยากให้อีกฝ่ายปรับปรุงนั้น การสื่อสารตรงๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีความหวังดีอยู่ในนั้นด้วย สิ่งสำคัญในที่ทำงานคือการให้เกียรติ การที่เราสามารถหักหน้าใครต่อหน้าคนอื่นได้ไม่ได้แปลว่าคนนั้นเก่ง เพราะมันคือการดูถูกคนอื่น เวลาเราต้องทำงานกับคนแบบนี้ เราอย่าไปให้คุณค่ากับเขามากจนเกินไป ที่สุดแล้วเราเปลี่ยนเขาไม่ได้ ไม่มีใครได้ดั่งใจเราไปทุกเรื่อง มีหลายวิธีที่เราจะตอบโต้ เช่น ถามตรงๆ ใสๆ เลยว่าพี่อยากให้หนูทำอะไร พี่พูดตรงๆ ชัดๆ เลยค่ะ ถ้าเขาเป็นแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ อาจจะต้องใช้วิธีการเปิดใจคุยกัน เผยความรู้สึกของเราว่าเราเจ็บปวด


เมื่อไรก็ตามที่เราเป็นฝ่ายสรรหาคำพูดมาทำร้ายอีกฝ่ายให้ได้ หลายครั้งที่ความสะใจนำมาซึ่งความเสียใจ และไม่มีใครสะใจแล้วมีความสุข ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่ากัน เพียงแค่เขาทำบางอย่างไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไร้ค่าจนเราเหยียบย่ำเขาได้ การทำงานใดก็ตามไม่มีใครผูกขาดความผิดแต่เพียงผู้เดียว มันอาจจะมีหลายเงื่อนไขที่ทำให้เขาทำงานไม่ได้ดั่งใจก็ได้ การไปเล่นใหญ่ใส่เขามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ประชดกันไปมา บางทีมันลืมไปว่าหัวใจของปัญหาคืออะไร


สมดุลของการคิดลบและคิดบวก

เราจะได้ยินคำว่า “คิดบวก” กันเยอะ และมักจะโยงไปสู่คำว่า “โลกสวย” ที่จริงถ้าเราคิดว่าโลกไม่สวย ชีวิตจะห่วยกว่านี้มาก อย่างแรกเราต้องแยกคำว่า “คิดบวก” กับคำว่า “หลอกตัวเอง” ให้ได้ก่อน คิดบวกคือการที่แม้โลกจะไม่สวยไปทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็สุขได้เท่าที่เงื่อนไขมี แต่หลอกตัวเองคือการไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง


โลกนี้ไม่มีอะไรแย่ไปหมดหรือดีไปหมด การคิดบวกบางทีก็คือการคิดลบแต่เราเตรียมคำตอบเอาไว้แล้วว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจะรับมือมันอย่างไร ถ้าเราเจอคนที่ทำงานเป็นคนคิดลบ เราต้องเป็นคนบวกเพื่อไปบาลานซ์เขาให้ได้ มีคนคิดลบก็เหมือนมีคนช่วยคิดว่าเราต้องระวังอะไรบ้าง เราจะได้หาทางออกเตรียมไว้ก่อน


เราไม่จำเป็นต้องไปแก้ให้เขาบวก เมื่อไรก็ตามที่โลกหันไปด้านเดียวกันหมด โลกมันจะเอียง มันจึงต้องมีสมดุลระหว่างคนคิดบวกและคนคิดลบที่มาอยู่ร่วมกัน


อย่าให้ความสำเร็จของเราเป็นความสำเร็จที่อ้างว้าง

เวลาที่คนเราบอกว่าไม่มีเวลา ที่จริงแล้ว เมื่อ 10 กว่าล้านปีก่อน โลกเรา 1 วันมีแค่ 18 ชั่วโมงเอง และเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองจะทำให้กินระยะเวลามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ปัจจุบัน 1 วันมี 24 ชั่วโมงกว่าๆ ด้วยซ้ำ นั่นทำให้เรารู้ว่า วันที่บ่นว่าไม่มีเวลา เรามีเวลามากกว่า 10 ล้านปีก่อนตั้ง 6 ชั่วโมง เห็นไหมคะ?


วันนี้ต่อให้เราทำงานได้โดดเด่นแค่ไหนก็ตามที ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้โดยการไม่ดูแลคนที่เป็นหัวใจของเรา ถ้าวันหนึ่งเราประสบความสำเร็จแล้วหันไปไม่รู้จะฉลองกับใคร มันจะเป็นความสำเร็จที่โดดเดี่ยวมาก พวกเราทุกคนคือผู้บริหารเวลากันทั้งนั้น งานเราจะเป็นงานสำเร็จที่ทรงคุณค่าที่สุดก็เพราะเราหันไปเรารู้ว่าเราจะฉลองกับใคร เรารู้ว่าสุขก็เล่าเศร้าก็ฟ้องใครได้ เราทำงานหนักแล้วเป็นอะไรไป บริษัทแค่หาคนใหม่มาแทนเรา แต่ครอบครัวเราล่ะ จะเอาใครมาแทนเราได้


เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานไป บริหารจัดการเวลาของเราไปด้วย เพื่อที่ได้เป็นความสำเร็จที่ไม่อ้างว้างเกินไป