ค้นพบตัวเองหลังถูกไล่ออก

เรื่อง: กตัญญู สว่างศรี


Hi-Lights:

  • การที่ใครสักคนจะหยุดความหมายของตนไว้กับหนึ่งอาชีพใดอาชีพหนึ่งอาจไม่ใช่หนทางที่ถูกของทุกคนเสมอไป สำหรับผม การหาตัวเองเพื่อมีชีวิตที่ดีได้ในสังคมคือการเจอ “ทักษะ” เด่นของเราที่ทำได้ดี ที่สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ ขณะเดียวกันทักษะนี้ต้องมอบความสุขให้กับเราในการลงมือทำและให้ประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อีกด้วยนั่นเอง
  • การค้นหาตัวเองนั้นอาจไม่เคยสิ้นสุด โลกและเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การถูกไล่ออกจากงานในฝัน ทำให้ผมค้นพบว่าเราไม่ต้องเป็น “นักเขียน” หรือเป็น “อะไร” ที่เราหวังอย่างเดียวก็ได้ ยังมีสิ่งที่เราไม่เคยคาดหวัง ซ่อนอยู่ภายใต้ศักยภาพที่เราอาจยังไม่เคยพบอีกมากมายในตัว


หลังจากถูกให้ออกจิตใจของผมมันห่อเหี่ยวไปหมด


เพราะนอกจากถูกไล่ออกแล้ว ผมยังโดนตะเพิดออกจากงานในฝัน ชีวิตหลังจากนั้นทั้งหดหู่ รู้สึกตัวเองไม่มีค่า ไม่มีความหมายเลยครับ ผมเคยมองกระจกแล้วด่าตัวเองว่า “มึงมันกระจอก” แล้วร้องไห้อยู่ตรงนั้น หมดความเคารพในตนเองอย่างสิ้นเชิง


ผ่านวันคืน ผมเริ่มเยียวยาตัวเองขึ้นมาได้ แล้วจู่ๆ ก็เกิดความคิดว่าไหนๆ ก็ว่างแล้ว ไปบวชดีกว่า!


ผมไม่เคยคิดเลยว่าการไปบวช จะกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยซ้ำ


ซึ่งแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงตัวผมนี้ เป็นผลต่อเนื่องมาจากถูก “ไล่ออก” ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้นำผมมาสู่ชีวิตใหม่ที่แตกต่าง ทั้งแง่การดำเนินชีวิตและผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้น


ก่อนไปถึงผลลัพธ์ ผมอยากจะขอเล่าถึงภาวะข้างในที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงผิวของความคิดเท่านั้น หากลงลึกไปในระดับของความรู้สึก ความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีต่อการดำเนินชีวิต


ผมเลิกยึดติดกับแนวทางชีวิตที่ตัวเองสร้างไว้

เรื่องนี้สำคัญมากๆ ครับ เพราะก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าชีวิตของเรานั้นมีทางเดียว ความหมายที่มีคุณค่าที่สุดต้องเป็นแบบนี้ โดยไม่สนใจรูปแบบชีวิตอื่นๆ เลย แต่เมื่อทั้งหมดนั้นล่มสลายลงมา ทำให้ผมได้คิดถึงคุณค่าอื่นๆ ของชีวิตที่ไม่ยึดติด ผมได้พบคุณค่าใหม่ๆ ในการมีชีวิต 


การบวชทำให้ผมค้นพบความหมายของการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ผมยังจำรอยยิ้มและความสุขทุกเช้าที่ย่าของผมใส่บาตรได้อยู่เลย ผมสามารถทำงานอะไรก็ได้ที่มีรายได้และนำมาดูแลคนรอบตัวให้มีความสุข


เลือกให้คุณค่ากับตัวเองในหนทางที่อาจถูกต้องกว่า 

ในแง่การทำงาน หลังจากที่ผมทำอะไรก็ได้ ทำให้ผมค้นพบศักยภาพใหม่ๆ มากมาย หลังข้ามพ้นการยึดติดของการเป็นเพียง “นักเขียน” ผมเลิกด่าตัวเองในกระจกและหันมาภูมิใจกับตัวเองได้อย่างเต็มอก


ยิ่งในปัจจุบันที่เรามีทั้งโอกาสมากมาย อุปกรณ์ที่พร้อมให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บางทีเราอาจยังไม่ต้องรีบฟันธงบอกกับตัวเองว่าจะต้องเป็นอะไรแบบเดียว หรือทำอะไรแบบเดียวก็เป็นได้


แน่นอนว่าผมเชื่อเรื่องการค้นหาตัวเองให้เจอ แต่การ ‘หาตัวเอง’ ในทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าเปรียบง่ายๆ เมื่อก่อนเราอาจจะหาตัวเองกับงานอะไรสักอย่างที่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้ แต่เมื่อโลกเปลี่ยน รูปแบบของงานได้ต่างออกไปแล้ว อาชีพหลายอาชีพหายไป อาชีพใหม่เกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิถีชิวิตผู้คนให้เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วและจังหวะการเปลี่ยนนี้ก็ดูจะยิ่งเร็วขึ้นทุกวัน


ดังนั้นการที่ใครสักคนจะหยุดความหมายของตนไว้กับอาชีพใดอาชีพหนึ่งอาจไม่ใช่หนทางที่ถูกของทุกคนเสมอไป สำหรับผม การหาตัวเองเพื่อมีชีวิตที่ดีได้ในสังคมคือการเจอ “ทักษะ” เด่นของเราที่ทำได้ดี ที่สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ ขณะเดียวกันทักษะนี้ต้องมอบความสุขให้กับเราในการลงมือทำและให้ประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อีกด้วยนั่นเอง


สรุปแบบสั้นๆ ผมคิดว่าการ “หาตัวเอง” ในทุกวันนี้คือการค้นพบ “ทักษะที่มอบความสุขแก่ตัวเองและผู้อื่น” หลายครั้งเราอาจจะเดินทางชีวิตมาด้วยทักษะที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว อาจจะยังมีอีกครึ่งนึงหรือทั้งหมดที่เรายังไม่เคยรู้ก็ได้


ท้ายที่สุด การค้นหาตัวเองนั้นอาจไม่เคยสิ้นสุด โลกและเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การถูกไล่ออกจากงานในฝัน ทำให้ผมค้นพบว่าเราไม่ต้องเป็น “นักเขียน” หรือเป็น “อะไร” ที่เราหวังอย่างเดียวก็ได้ ยังมีสิ่งที่เราไม่เคยคาดหวัง ซ่อนอยู่ภายใต้ศักยภาพที่เราอาจยังไม่เคยพบอีกมากมายในตัว


เพียงแค่ลงมือทำชีวิตให้ “ดี” ทั้งต่อตัวเองและผู้คนที่รักรอบตัว ชีวิตจะนำพาให้เราเดินหน้าไปได้ “คุณค่า” ของชีวิตนั้นช่างหลากหลาย ความหมายของชีวิตไม่ได้มีแบบเดียว ทั้งหมดที่ผมเรียนรู้นี้เพราะการถูกไล่ออกครั้งนั้น และผมขอบคุณเหตุการณ์นี้เสมอ