ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
31-03-2569
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในเรื่องการเงินส่วนบุคคลบ้าง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่องดอกเบี้ยทบต้นทั้งเรื่องความหมาย ความสำคัญ ข้อดี พร้อมตารางเปรียบเทียบดอกเบี้ยทบต้นกับดอกเบี้ยธรรมดาแบบเข้าใจง่ายกัน
ดอกเบี้ยทบต้น คืออะไร
ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) คือ การนำดอกเบี้ยที่ได้ไปรวมกับเงินต้น เพื่อให้ดอกเบี้ยที่จะได้รับในงวดถัดไปเพิ่มขึ้นจากการที่เงินต้นมีจำนวนมากขึ้น โดยจะเป็นเหมือนการนำเงินไปทบเงินต้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่จะได้นั้นงอกเงย เสมือนเป็นการลงทุนเงินเพิ่ม แต่เปลี่ยนจากการนำเงินเย็นไปลง กลายเป็นการนำดอกเบี้ยไปทบเงินต้นแทนนั่นเอง
ดอกเบี้ยทบต้น vs ดอกเบี้ยธรรมดา ต่างกันอย่างไร
อาจมีคนสงสัยว่าดอกเบี้ยทบต้นกับดอกเบี้ยธรรมดาต่างกันอย่างไร หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ดอกเบี้ยทบต้น คือการที่เราไม่ถอนดอกเบี้ยออกมา ดอกเบี้ยก้อนนั้นจึงจะไปทบกับเงินฝาก/เงินลงทุนของแต่ละรอบปี จากนั้นจะถูกรวมเป็นเงินต้น และคำนวณออกมาได้เป็นดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปีถัดไป
ในขณะที่ดอกเบี้ยธรรมดา คือการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นจำนวนเท่าเดิม ในอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดตลอดระยะเวลาการลงทุน ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละปีนั้นคงที่ ไม่มีการงอกเงยเหมือนดอกเบี้ยทบต้น
ตัวอย่าง : คุณ A และคุณ B ฝากเงินในบัญชีฝากประจำในจำนวน 50,000 บาทเท่ากัน ในอัตราดอกเบี้ย 1% เมื่อครบปีจะได้ดอกเบี้ย 500 บาท
ด้วยเหตุนี้ หากเลือกฝากหรือลงทุนและเน้นดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนที่จะได้จากดอกเบี้ยก็จะเพิ่มพูนตามจำนวนเงินต้นที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้การลงทุนแบบดอกเบี้ยทบต้นเหมาะสำหรับการเก็บออมระยะยาวมากกว่าดอกเบี้ยธรรมดานั่นเอง
ตารางเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยทบต้น vs ดอกเบี้ยธรรมดา
เพื่อให้เข้าใจง่ายมากขึ้น ลองมาดูตารางสรุปความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยทบต้นกับดอกเบี้ยธรรมดาได้ดังนี้
| ดอกเบี้ยทบต้น | ดอกเบี้ยธรรมดา |
รูปแบบการฝาก/ลงทุน | ไม่ถอนเงินต้น+ดอกเบี้ยออกมาเลย | มีการถอนดอกเบี้ย หรือฝากเงินต้นในจำนวนเท่าเดิม |
ดอกเบี้ยที่จะได้รับในแต่ละปี | เพิ่มขึ้นตามอัตราที่กำหนด(%) x เงินต้นรวมดอกเบี้ย | คงที่ตามอัตราที่กำหนด(%) x เงินต้น |
เหมาะกับ | การเก็บออม/ลงทุนระยะยาว | การเก็บออมระยะสั้น |
สำหรับใครที่อยากเห็นดอกเบี้ยทบต้นคำนวณเป็นตัวเลขชัดเจน เราจะยกตัวอย่างเงินฝากประจำ 5 ปีของคุณ A และคุณ B ในรูปแบบตารางให้ดูกัน
ปี | คุณ A | เงินฝาก (เงินต้น) | ดอกเบี้ย (1%) | คุณ B | เงินฝาก (เงินต้น) | ดอกเบี้ย |
ปีที่ 1 | คุณ A ฝากแบบดอกเบี้ยทบต้น | 50,000 | 500 | คุณ B ดอกเบี้ยธรรมดา | 50,000 | 500 |
ปีที่ 2 | 50,500 | 505 | 500 | |||
ปีที่ 3 | 51,005 | 510.05 | 500 | |||
ปีที่ 4 | 51,515.05 | 515.15 | 500 | |||
ปีที่ 5 | 52,030.2 | 520.3 | 500 | |||
ดอกเบี้ยที่ได้รับทั้งหมด | 2,550.5 |
| 2,500 | |||
จะเห็นได้ว่า โดยรวมแล้วดอกเบี้ยที่คุณ A ได้รับจะมากกว่าคุณ B ซึ่งฝากแบบดอกเบี้ยธรรมดา ไม่มีการทบต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อดอกเบี้ยทบต้น
อย่างไรก็ตาม การคำนวณดอกเบี้ยทบต้นที่เราได้ยกตัวอย่างไปข้างต้นนั้นเป็นการคำนวณแบบคร่าว ๆ เท่านั้น แต่ในการลงทุนจริงยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อดอกเบี้ยทบต้นว่าจะได้มากน้อยแค่ไหนอีกด้วย เช่น
เงินต้น (Principal)
เนื่องจากดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากเงินต้น ดังนั้นยิ่งเงินต้นมาก มีการทบดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
อัตราดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารกำหนด มีผลต่อจำนวนดอกเบี้ยที่จะได้รับ เช่น อัตราดอกเบี้ย 1% ซึ่งในแต่ละปีจะนำอัตราดอกเบี้ยไปคำนวณกับเงินต้นที่รวมกับดอกเบี้ยทบต้น (ถ้ามี) เรียบร้อยแล้ว
ระยะเวลาในการออม/ลงทุน
ระยะเวลาในการออม/ลงทุน ก็สามารถส่งผลต่อดอกเบี้ยทบต้นได้ ยิ่งมีการลงทุนเก็บไว้นาน ดอกเบี้ยรวมที่ได้จากการทบต้นก็จะเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น
ความถี่ในการคิดดอกเบี้ย (รายปี / รายเดือน)
ความถี่ในการคิดดอกเบี้ย เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราคำนวณได้ว่าดอกเบี้ยทบต้นที่จะได้รับในแต่ละปีนั้นมากน้อยเท่าไหร่ โดยหากคำนวณเป็นรายปี ดอกเบี้ยก็จะถูกคำนวณจากเงินต้นเพียงครั้งเดียวต่อปี ในขณะที่การคิดดอกเบี้ยแบบรายเดือนนั้นจะมีการคำนวณดอกเบี้ยทุกเดือน และเมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยรวมก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ตัวอย่างดอกเบี้ยทบต้นในชีวิตจริง
ในชีวิตจริงนั้นเราสามารถพบเจอดอกเบี้ยทบต้นได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น
การออมเงินในบัญชีเงินฝาก
การออมเงินในบัญชีเงินฝาก ไม่ว่าจะเป็นบัญชีออมทรัพย์ที่มีดอกเบี้ย หรือบัญชีเงินฝากประจำ ก็สามารถมีดอกเบี้ยทบต้นได้ โดยหากเป็นบัญชีออมทรัพย์ การที่ดอกเบี้ยทบต้นจะเพิ่มขึ้นได้นั้นจะต้องไม่มีการถอนเงินต้นออกมาเลย เพื่อให้ธนาคารสามารถคำนวณดอกเบี้ยตามจำนวนเงินในแต่ละวัน และรวมเป็นดอกเบี้ยที่จะได้รับทุก ๆ 6 เดือนหรือ 1 ปีได้
การลงทุนในกองทุนรวม
ดอกเบี้ยทบต้นในกองทุนรวมจะมาในรูปแบบของสินทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ลงทุนในกองทุนรวม 100 บาท ในปีนั้นราคากองทุนมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 10% ทำให้สินทรัพย์รวมของผู้ลงทุนกลายเป็น 110 บาท และหากในปีถัดไปกองทุนเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10% ก็จะนำไปคำนวณดอกเบี้ยทบต้นในสินทรัพย์รวม 110 บาทนั่นเอง
การลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนเพื่อเกษียณ
ในอีกแง่หนึ่ง ดอกเบี้ยทบต้นอาจมาในรูปแบบของ ‘การจ่ายเงินปันผล’ เช่น กองทุนเพื่อเกษียณ ที่มีการจ่ายเงินปันผล ซึ่งแทนที่จะนำเงินปันผลนั้นไปใช้จ่าย หรือนำไปเก็บออมที่อื่น ผู้ลงทุนอาจเลือกที่จะซื้อกองทุนนั้นกลับเข้าไปเพิ่ม เพื่อให้จำนวนเงินต้นเพิ่มขึ้น และจะได้เงินปันผลมากขึ้น เป็นต้น ถือเป็นการลงทุนที่ได้เพิ่มขึ้นในระยะยาวอย่างแท้จริง
ข้อดีของดอกเบี้ยทบต้นในการวางแผนการเงิน
ข้อดีของดอกเบี้ยทบต้น มีดังนี้
ข้อควรระวังเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้น
สำหรับคนที่สนใจเรื่องดอกเบี้ยทบต้น ควรทำความเข้าใจระหว่าง ‘ดอกเบี้ยทบต้นเงินฝาก/ลงทุน’ กับ ‘ดอกเบี้ยทบต้นบัตรเครดิต’ ให้ถี่ถ้วน ซึ่งทั้งสองแบบนี้แม้ชื่อจะเหมือนกัน แต่กลับมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น หากคุณต้องการลงทุนดอกเบี้ยทบต้นให้งอกเงย และมาในรูปแบบของผลตอบแทน ควรจะเป็นการทบดอกเบี้ยเงินฝากหรือการลงทุน ไม่ใช่การทบดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั่นเอง
เริ่มใช้ดอกเบี้ยทบต้นให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
การจะเลือกให้ดอกเบี้ยทบต้นเป็นความมั่นคงทางการเงิน และสามารถสร้างประโยชน์ให้ได้ในอนาคต สามารถปฏิบัติตามแนวทางได้ดังต่อไปนี้
ลงทุนอย่างไร ให้ได้ดอกเบี้ยทบต้นสูงยิ่งขึ้น
รู้แนวทางการเริ่มต้นใช้ดอกเบี้ยทบต้นกันไปแล้ว ลองมาดูเทคนิคที่จะช่วยให้ดอกเบี้ยทบต้นสูงขึ้นกันบ้าง
เงินต้นสูง
ยิ่งเงินต้นสูง ดอกเบี้ยที่จะได้รับก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย โดยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้นก็จะชัดเจนกว่าเงินต้นจำนวนน้อย แต่ยังควรอยู่ในขอบเขตที่ไม่กระทบกับแผนการเงินส่วนอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ระยะเวลาที่ใช้ลงทุน
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของดอกเบี้ยทบต้นชัดเจน ควรกำหนดระยะเวลาในการลงทุน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี ซึ่งนอกจากจะรวมดอกเบี้ยทบต้นได้เยอะแล้ว ยังเหมือนเป็นการเก็บเงินเอาไว้สำรองในช่วงเวลาหนึ่งได้ด้วย
ผลตอบแทน
ควรเลือกออมหรือลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ หรือมีกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยหลายครั้งใน 1 ปี เพื่อให้จำนวนเงินต้นในแต่ละรอบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลงทุนอะไรได้บ้าง เพื่อให้ได้กำไรจากดอกเบี้ยทบต้น
นอกจากบัญชีฝากประจำแล้ว ยังมีรูปแบบการลงทุนอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ได้กำไรจากดอกเบี้ยทบต้นได้ ดังนี้
หุ้น
การลงทุนหุ้น จะเป็นการเน้นกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และเงินปันผล โดยเมื่อได้รับเงินปันผลมาแล้ว ให้ทำการลงทุนในหุ้นตัวเดิมเพิ่ม เมื่อจำนวนหุ้นที่ถืออยู่เพิ่มขึ้น เงินปันผลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
กองทุนรวม
การลงทุนกองทุนรวมให้ได้กำไรจากดอกเบี้ยทบต้น คือการเลือกลงทุนกับกองทุนประเภทสะสมมูลค่า โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเงินปันผลหรือกำไรไปซื้อสินทรัพย์เพิ่มโดยอัตโนมัติ ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงแรงเอง
ตราสารหนี้
การลงทุนตราสารหนี้ กำไรจากดอกเบี้ยทบต้นจะมาในรูปแบบของ ‘ดอกเบี้ย’ แบบตรงตัว โดยเมื่อได้รับดอกเบี้ยมาแล้ว ให้นำไปซื้อตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อให้จำนวนเงินต้นสูงขึ้น และคำนวณออกมาได้เป็นดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในงวดถัดไป
อสังหาริมทรัพย์
สำหรับการใช้ดอกเบี้ยทบต้นในอสังหาริมทรัพย์สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การปล่อยเช่า แล้วนำเงินที่ได้จากการเช่าไปทบยอดเงินกู้ (ในกรณีที่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบที่มีการกู้ยืม) เพื่อปิดยอดหนี้ให้เร็วขึ้น ก่อนที่จะได้รับผลตอบแทนจากการเช่าในภายหลัง
หรือหากไม่ต้องมีการชำระคืน อาจนำค่าเช่าไปดาวน์อสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่และปล่อยให้เช่า จากนั้นก็นำค่าเช่าเหล่านั้นมาทบเงินต้นแบบเดิม เป็นการลงทุนที่จะช่วยให้สินทรัพย์งอกเงยได้อย่างเห็นได้ชัด
ดอกเบี้ยทบต้น รูปแบบการออมและการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนงอกเงย
ดอกเบี้ยทบต้น คือการนำดอกเบี้ยไปรวมกับเงินต้น เพื่อให้ยอดเงินรวมเพิ่มขึ้น และเมื่อเงินต้นเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยที่จะได้รับในงวดถัดไปก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นรูปแบบการออมและการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนงอกเงย เหมาะสำหรับการวางแผนการเงินระยะยาว
รูปแบบของดอกเบี้ยทบต้นอาจเป็นได้ทั้งการฝากเงิน การลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมต่าง ๆ แต่ต้องมีการวางแผนการเงินอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้กระทบกับการเงินในชีวิตประจำวัน และไม่ควรสับสนกับดอกเบี้ยทบต้นบัตรเครดิตซึ่งเป็นภาระหนี้ก้อนใหญ่ ต่างจากดอกเบี้ยทบต้นเงินฝากหรือลงทุนที่จะกลายมาเป็นผลตอบแทนที่มั่นคงในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้น
ถ้าฝากเงินเดือนละ 5,000 บาท ใน 10 ปี จะได้เงินเท่าไร?
ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ หากอัตรา 3% ต่อปี ฝากสม่ำเสมอ 10 ปี จะได้เงินรวมประมาณ 700,000 บาท (เงินต้นที่ฝากไป 600,000 บาท + ดอกเบี้ยทบต้นอีกประมาณ 100,000 บาท) แต่ถ้าได้อัตรา 5% จะได้มากกว่านี้ถึง 775,000 บาท ส่วนถ้าฝากแบบดอกเบี้ยธรรมดาจะได้แค่ 690,000 บาท ต่างกัน 10,000-85,000 บาทขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นควรเลือกธนาคารที่ให้อัตราดีและมีการทบต้นบ่อย
ควรเริ่มออมเงินด้วยดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่อายุเท่าไร?
ยิ่งเร็วยิ่งดี ควรเริ่มตั้งแต่เริ่มทำงาน (22-25 ปี)เพราะดอกเบี้ยทบต้นต้องอาศัยเวลา
ตัวอย่าง: คนที่เริ่มเก็บอายุ 25 ปี แม้เก็บแค่ 10 ปีแล้วหยุด ก็ได้เงินมากกว่าคนที่เริ่มอายุ 35 ปี แม้จะเก็บต่อเนื่อง 25 ปี เพราะเวลา 10 ปีแรกทำให้เงินเพิ่มเป็น 2 เท่า แล้วค่อยๆ ทบต่อไป ยิ่งเริ่มช้าต้องเก็บเงินเดือนละมากขึ้นเพื่อให้ได้เป้าหมายเดียวกัน ดังนั้นควรเริ่มออมตั้งแต่มีรายได้แรกแม้จำนวนน้อย
ดอกเบี้ยทบต้นกับการลงทุนหุ้นหรือกองทุน อันไหนดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้และระยะเวลา
เงินฝากดอกเบี้ยทบต้น: ปลอดภัย ผลตอบแทนแน่นอน แต่ได้แค่ 1-2.5% ต่อปี เหมาะเก็บเงินฉุกเฉินและเงินใช้ระยะสั้น
การลงทุนหุ้น/กองทุน: ผลตอบแทนสูงกว่ามาก (เฉลี่ย 7-10% ต่อปี) แต่มีความเสี่ยง อาจขาดทุนระยะสั้น เหมาะลงทุนระยะยาว 5-20 ปี คำแนะนำ: ควรมีทั้งสองเงินฉุกเฉิน 6-12 เดือน → ฝากธนาคาร เงินก้อนระยะยาว → ลงทุนหุ้น/กองทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน