ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
19-08-2569
ในช่วงที่เศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การสร้างพอร์ตการลงทุนที่ดีนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการมองหาผลตอบแทน แต่ต้องคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยงและความมั่นคงควบคู่กันไป “ตราสารหนี้” เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเพิ่มสมดุลให้พอร์ต โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ตราสารหนี้คืออะไร ให้ผลตอบแทนอย่างไร และมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง เพราะการลงทุนที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้อีกด้วย
ทำความรู้จัก ตราสารหนี้ (Bond) คืออะไร?
1.ตราสารหนี้ (Bond) คือ ตราสารทางการเงินที่ออกโดย รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน หรือองค์กรต่างประเทศเพื่อระดมทุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยนักลงทุนจะอยู่ในฐานะ “เจ้าหนี้” ที่ให้รัฐบาลหรือบริษัทกู้ยืมเงิน แลกกับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขและเงินต้นที่จะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด ตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน
อย่างไรก็ตาม แม้ตราสารหนี้มักให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ นักลงทุนจึงควรพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารควบคู่กับผลตอบแทนและระยะเวลาลงทุนไปพร้อม ๆ กัน
ตราสารหนี้มีอะไรบ้าง? แบ่งได้กี่ประเภท?
ตราสารหนี้มีหลายรูปแบบ แต่ละประเภทแตกต่างกันทั้งผู้ออกตราสาร อายุการลงทุน ผลตอบแทน และระดับความเสี่ยง โดยทั่วไปแล้ว ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้ตามเกณฑ์สำคัญดังต่อไปนี้
ตราสารหนี้แบ่งตามผู้ออกตราสาร
การพิจารณาว่าใครเป็นผู้ออกตราสารหนี้ ช่วยให้นักลงทุนประเมินความน่าเชื่อถือและความเสี่ยงในการชำระคืนได้ง่ายขึ้น โดยตราสารหนี้แบ่งตามผู้ออกตราสารได้แก่
ตราสารหนี้แบ่งตามอายุของตราสาร
สำหรับตราสารหนี้แบ่งตามอายุของตราสาร จะมีเกณฑ์การแบ่งที่ต่างกันตามประเภทตราสาร และตลาด โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
ตราสารหนี้แบ่งตามลักษณะผลตอบแทน
ตราสารหนี้แต่ละประเภทมีวิธีจ่ายผลตอบแทนต่างกัน นักลงทุนจึงควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการใช้เงินและมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย โดยแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก คือ
ตราสารหนี้ทำงานอย่างไร?
การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ได้มีเพียงการรอรับดอกเบี้ย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ราคาตลาด และระยะเวลาถือครอง โดยมีกลไกสำคัญที่นักลงทุนควรเข้าใจ 4 ประการ
ทำไมนักลงทุนถึงเลือกตราสารหนี้?
ตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดความผันผวนหรือมองหากระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่นักลงทุนมักเลือกลงทุนตราสารหนี้ มีดังนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ตราสารหนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าปราศจากความเสี่ยง การเลือกลงทุนจึงควรพิจารณาทั้งเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน และความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ควบคู่กัน
Credit Rating คืออะไร? อ่านอันดับความน่าเชื่อถือให้เป็น
Credit Rating หรืออันดับความน่าเชื่อถือ คือข้อมูลที่ช่วยประเมินความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด โดยจัดทำจากการวิเคราะห์ฐานะการเงิน แนวโน้มธุรกิจ และความสามารถในการชำระหนี้ ยิ่งอันดับสูง ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้โดยทั่วไปยิ่งต่ำ แต่ Credit Rating เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะได้รับเงินคืนครบถ้วน
ซึ่งอันดับเครดิตแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Investment Grade ตั้งแต่ AAA ถึง BBB- ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างต่ำ และ Speculative Grade ตั้งแต่ BB+ ลงไป มักให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า นักลงทุนจึงไม่ควรพิจารณาเพียงผลตอบแทน แต่ควรดูอันดับเครดิต ฐานะของผู้ออก อายุของตราสาร และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองประกอบการตัดสินใจด้วย
ปัจจัยอะไรบ้างที่กระทบราคาตราสารหนี้?
แม้ตราสารหนี้มักมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น แต่ราคาซื้อขายในตลาดรองยังปรับขึ้นหรือลงได้ตามภาวะตลาด โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนต้องการขายก่อนครบกำหนด ปัจจัยสำคัญที่ควรติดตามมีดังนี้
ตราสารหนี้ ทางเลือกของพอร์ตที่สมดุล เพื่อความมั่งคั่งในการลงทุนที่ยั่งยืน
การสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดพอร์ตให้สมดุลระหว่างโอกาสเติบโต ความมั่นคง และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตราสารหนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุน ที่ต้องการลงทุนผ่านตราสารทางการเงินที่ช่วยลดความผันผวน ช่วยสร้างกระแสเงินสด และทำให้พอร์ตเดินหน้าได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเงินอย่างเป็นระบบ Grow Your Wealth อีกหนึ่งแนวทางที่รวมการออมและการลงทุนไว้ในแผนเดียว โดยเลือกฝากประจำ 6 เดือน หรือจัดสรรควบคู่กับกองทุน Term Fund อายุ 6 หรือ 12 เดือนได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับไหว พร้อมรับดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มเติมสูงสุด 0.95% ต่อปีตามเงื่อนไข ทั้งนี้ ควรพิจารณาสภาพคล่อง ระยะเวลาถือครอง และความเสี่ยงให้รอบด้าน เพราะการเติบโตที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการเลือกผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เริ่มจากการจัดวางเงินให้ถูกที่ ในจังหวะที่เหมาะกับคุณ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตราสารหนี้ต่างจากหุ้นอย่างไร?
A: ผู้ถือตราสารหนี้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ มีสิทธิรับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนตามเงื่อนไข ส่วนผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นเจ้าของร่วม ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและส่วนต่างราคา ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงกว่า แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ผันผวนมากกว่าเช่นกัน
Q: พันธบัตรกับหุ้นกู้ต่างกันอย่างไร?
A: ต่างกันที่ผู้ออกตราสาร พันธบัตรออกโดยภาครัฐและมักมีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างต่ำ ส่วนหุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชน ซึ่งอาจให้ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงแตกต่างกันตามฐานะการเงินและความน่าเชื่อถือของแต่ละบริษัท
Q: ลงทุนตราสารหนี้ขาดทุนได้ไหม?
A: ตราสารหนี้สามารถขาดทุนได้ หากขายก่อนครบกำหนดในช่วงที่ราคาตลาดลดลง หรือผู้ออกตราสารไม่สามารถชำระหนี้ได้ แม้ถือจนครบอายุ ความสามารถในการจ่ายคืนของผู้ออกยังเป็นปัจจัยสำคัญ จึงควรพิจารณาอันดับเครดิตและเงื่อนไขของตราสารก่อนลงทุน
Q: ควรเลือกตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาว?
A: ตราสารหนี้ระยะสั้นมักมีความผันผวนน้อยกว่าและเหมาะกับเป้าหมายที่ต้องใช้เงินในระยะใกล้ ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าในบางช่วง แต่ไม่ได้สูงกว่าเสมอไป ขณะที่ราคามักอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาว ควรพิจารณาระยะเวลาลงทุน สภาพคล่อง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ควบคู่กัน
Q: นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มต้นอย่างไร?
A: เริ่มจากกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และประเมินความเสี่ยงของตนเอง จากนั้นอาจศึกษากองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งอาจช่วยกระจายการลงทุนและมีผู้จัดการกองทุนดูแล ทั้งนี้ ราคาหน่วยลงทุนสามารถปรับขึ้นหรือลงได้ และโดยทั่วไปไม่ได้รับประกันเงินต้น จึงควรอ่านนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงของกองทุนให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
อ้างอิงจาก : thaibma
คำเตือน
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน