การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ภัยจาก AI Deepfake ปลอมเสียง ปลอมหน้า โทรมา อย่าเชื่อ!
ภัยมืดที่นักศึกษาต้องรู้! ถ้าวันหนึ่งมีคนโทรมาหาเรา แล้วบอกว่า “ชื่อของคุณไปพัวพันกับคดีฟอกเงิน” หรือมีข้อความแจ้งเข้ามาว่า “ยินดีด้วย คุณได้รับทุนเรียนฟรีในต่างประเทศ” สองประโยคนี้ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยข่าวร้ายหรือข่าวดี มิจฉาชีพสามารถพาเราไปสู่ปลายทางเดียวกันได้ นั่นคือ การหลอกให้เราโอนเงิน
กลโกงในวันนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เล่นกับความรู้สึก เช่น กลัว ตกใจ ดีใจ กังวล หรือ ต้องรีบ ซึ่งเรามักตัดสินใจต่างจากเวลาปกติ และสำหรับนักศึกษา ซึ่งกำลังเริ่มต้นจัดการชีวิตหลายเรื่องด้วยตัวเอง ทั้งการเรียน การเงิน การสมัครงาน ไปจนถึงโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ นี่อาจเป็นหนึ่งในจุดที่มิจฉาชีพหยิบมาสร้างเรื่องหลอกลวงได้สารพัดรูปแบบ
ทำให้กลัว ก่อนทำให้โอน
รูปแบบหนึ่งที่พบได้ คือการโทรมาแอบอ้างเป็นตำรวจ หน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ หรือ ธนาคาร จากนั้นเริ่มสร้างเรื่องว่า ชื่อหรือบัญชีของเราไปเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า การฟอกเงิน ยาเสพติด หรือ คดีอาญาบางอย่าง
ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน แค่ได้ยินคำว่า “คดี” ก็อาจตกใจจนไม่ทันคิดว่า สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดสมเหตุสมผลแค่ไหน และนี่คือช่วงที่มิจฉาชีพมักเพิ่มแรงกดดันขึ้นอีกขั้น เช่นการอ้างว่า “คดีนี้เป็นความลับ ห้ามบอกใคร” บางกรณีอาจถึงขั้นขู่ว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย จะกระทบกับการเรียนหรืออนาคต จากนั้นก็ชวนย้ายไปคุยต่อใน LINE หรือ Video Call ก่อนจะพาเรื่องไปจบที่การหลอกให้เรา โอนเงินมาตรวจสอบบัญชี” หรือ “วางหลักประกันคดี” ซึ่งอุบายนี้ไม่ใช่แค่การขอเงิน แต่คือการทำให้เหยื่อ กลัว รีบ และ ไม่กล้าปรึกษาใคร เมื่อสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน โอกาสที่เราจะหยุดคิดและตรวจสอบก็ลดลงตามไปด้วย
ไม่ต้องขู่ แค่ให้สิ่งที่เราอยากได้
อีกด้านหนึ่ง มิจฉาชีพไม่จำเป็นต้องใช้ความกลัวเสมอไป บางครั้ง “ความหวัง” ก็ใช้ได้ผลไม่แพ้กัน เช่น มีคนติดต่อมาบอกว่าเราได้รับทุน ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการ หรือมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ สำหรับนักศึกษา ข่าวแบบนี้ดูเป็นโอกาสที่ดีต่ออนาคต แต่หลังประโยคแสดงความยินดี อาจตามมาด้วยค่าใช้ต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ดูสมจริง เช่น ต้องใส่เงินมาเดินบัญชี ต้องชำระค่าประกัน ต้องสำรองค่าใช้จ่ายบางส่วน หรือสารพัดเหตุผลที่ทำให้เรา โอนเงินล่วงหน้า หากเงินไม่พอก็จะให้อุบายให้ไปโกหกผู้ปกครองเพื่อให้ได้เงินนั้นมา สิ่งที่ควรสังเกตจึงไม่ใช่แค่ว่า ข่าวนั้น “ดีเกินจริงหรือไม่” แต่ควรถามเพิ่มว่า ใครเป็นผู้ติดต่อ? ตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของโครงการได้หรือไม่? และทำไมต้องรีบจ่ายเงินก่อน? อย่ารีบเชื่อเพียงเพราะมีชื่อโครงการ เอกสาร โลโก้ หรือ มีรายละเอียดที่ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น และอย่าโทรเช็กกับเบอร์หรือบุคคลที่ทางปลายสายให้ไว้ เพราะอาจเป็นกลุ่มขบวนการเดียวกัน
ทำไมคำว่า “ห้ามบอกพ่อแม่ หรือคนใกล้ตัว” ถึงเป็นสัญญาณสำคัญ
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในกลโกงหลายรูปแบบ คือมิจฉาชีพพยายามทำให้เหยื่อ อยู่คนเดียวกับการตัดสินใจ เพราะทันทีที่เรื่องหนึ่งถูกเล่าให้คนอื่นฟัง เราอาจได้คำถามง่าย ๆ ที่ตัวเราเองไม่ได้คิด เช่น
“ทำไมตำรวจต้องให้โอนเงิน?”
“ทุนอะไร ทำไมไม่ติดต่อผ่านมหาวิทยาลัย?”
“ลองโทรไปถามหน่วยงานจริงก่อนดีไหม?”
เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครบอกว่า เรื่องนี้ห้ามบอกใคร สิ่งที่ควรทำอาจตรงกันข้ามเลย คือ ยิ่งห้ามบอก ยิ่งต้องบอก
และไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่เสมอไป อาจเป็นอาจารย์ เพื่อน รุ่นพี่ หรือคนที่เราไว้ใจและช่วยกันตรวจสอบเรื่องนั้นได้
ก่อนเชื่อ ก่อนโอน ลองใช้หลักง่าย ๆ 3 ข้อ
1. หยุด เมื่อเจอเรื่องที่ทำให้ตกใจมากหรือดีใจมาก อย่าเพิ่งตัดสินใจทันที
2. เช็ก ด้วยการติดต่อไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างถึง ผ่านช่องทางติดต่อหลัก (Official) ด้วยตัวเองเท่านั้น
3. บอก เล่าให้คนที่ไว้ใจฟัง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายพยายามกำชับว่า “ห้ามบอกใคร”
กลโกงเปลี่ยนได้ทุกวัน แต่จุดอ่อนของคนยังเหมือนเดิม วันนี้มิจฉาชีพอาจมาในมุก “พัวพันคดี” พรุ่งนี้อาจเป็น “ทุนเรียนฟรี” วันต่อไปอาจเป็นงานพิเศษ การลงทุน หรือโอกาสใหม่ที่ดูน่าสนใจ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีคนพยายามทำให้เรา โอนเงินไปให้ นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่เราควรหยุดมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นข่าวร้ายหรือข่าวดี ก่อนเชื่อ ก่อนโอน ควรให้เวลาตัวเองได้ “เอ๊ะ” ทุกครั้ง