3 มาตรฐานและฟีเจอร์ความปลอดภัย ป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์

ทุกวันนี้กลโกงมิจฉาชีพพัฒนาเร็วขึ้น ไม่ได้หลอกแบบเดิมๆ ที่จับทางได้ง่ายอีกต่อไป รวมทั้งเริ่มใช้เทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาช่วย เช่น บอต ระบบอัตโนมัติ (Automation)  AI ซึ่งทำให้สามารถส่งลิงก์หรือโทรหลอกคนจำนวนมากได้ในเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งยังทำให้ข้อความหรือเสียงที่ใช้หลอกดู “เหมือนจริง” และน่าเชื่อถือมากขึ้น

เพราะเหตุนี้ การทำธุรกรรมออนไลน์จึงต้องมี “เกราะป้องกัน” เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทำธุรกรรมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

1) มาตรฐานและการรับรองสากล (Standards & Certifications)

เพื่อให้การทำธุรกรรมออนไลน์ปลอดภัยมากขึ้น ระบบความปลอดภัยที่ดีต้องไม่ได้มีแค่ “ฟีเจอร์” แต่ต้องมี มาตรฐานการดูแลข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงที่เชื่อถือได้ในระดับสากล  ได้แก่

  • ISO/IEC 27001 (ISMS)
    • ได้รับการรับรองมาตรฐานด้าน ระบบบริหารความปลอดภัยของข้อมูล (ISMS)
    • ได้รับการรับรองต่อเนื่อง ปีที่ 10 (ตั้งแต่ปี 2558)
    • แสดงถึงมาตรฐานการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  • PCI DSS 4.0.1
    • มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับ ข้อมูลบัตรชำระเงิน
    • คุ้มครองข้อมูลบัตรและธุรกรรม ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหล
  • NIST Cybersecurity Framework (NIST CSF)
    • ตรวจสอบโดย ผู้ประเมินอิสระ
    • อ้างอิงกรอบมาตรฐานด้าน Cybersecurity ระดับสากล
    • ครอบคลุมทั้ง ป้องกัน–ตรวจจับ–รับมือ–ฟื้นฟู

2) มาตรฐานเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ช่วยปกป้องธุรกรรมของคุณ

ทุกวันนี้มิจฉาชีพพัฒนาเร็วขึ้น การทำธุรกรรมออนไลน์จึงต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยเป็น “เกราะป้องกัน” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสวมรอยและหลอกลวง เทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญ ได้แก่

  • Face Authentication (ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า)
    • สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมสำคัญ
    • มีระบบ Liveness Detection ตรวจว่าเป็น “ตัวจริง” ไม่ใช่ภาพ/วิดีโอปลอม
  • Device Security Check (ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์)
    • ตรวจจับการ Root / Jailbreak
    • หากพบความเสี่ยง ระบบอาจ ระงับการใช้งานชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหาย
  • Transaction Monitoring (เฝ้าระวังธุรกรรม 24 ชั่วโมง)
    • ตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์
    • ช่วยลดความเสี่ยงและจัดการเหตุทุจริตได้รวดเร็วขึ้น
  • AI Against Deepfake (AI ตรวจจับ Deepfake)
    • ใช้เทคโนโลยีตรวจจับ การปลอมหน้า/ปลอมเสียง
    • เพิ่มความปลอดภัยในการพิสูจน์ตัวตน ลดความเสี่ยงจากการสวมรอย

3) มาตรฐานการทดสอบเชิงรุก และการเฝ้าระวังภัยคุกคาม (Proactive Cyber Defense)

นอกจากระบบป้องกันที่ผู้ใช้งานมองเห็นแล้ว ยังมีการทำงาน “หลังบ้าน” เพื่อปิดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง ได้แก่

  • Proactive Security Testing
    • ทดสอบระบบเชิงรุกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย
    • ช่วยค้นหาและปิดช่องโหว่ ก่อนถูกนำไปใช้โจมตี
  • Threat Monitoring & Analytics
    • เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ตลอดเวลา
    • ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
    • ช่วยตรวจจับความผิดปกติและลดความเสี่ยงได้ทันท่วงที
  • Cyber Readiness Exercises
    • ฝึกซ้อมความพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ
    • ร่วมทดสอบกับหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ

มาตรฐานความปลอดภัยและฟีเจอร์เหล่านี้ เป็นแนวปฏิบัติที่ ธนาคารชั้นนำทั่วโลกรวมถึง SCB ให้ความสำคัญและใช้เป็นมาตรฐานดำเนินงานเพื่อเพิ่ม “ด่านป้องกัน” ยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ และด้วยการป้องกันในหลายระดับนี้ ทำให้มิจฉาชีพโจมตีได้ยากขึ้น ซึ่งหากเกิดความเสี่ยง ระบบก็สามารถตรวจจับและรับมือได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ เทคโนโลยีและมาตรฐานระดับสากล ควบคู่กับการระมัดระวังของผู้ใช้งาน จะช่วยให้ผู้ใช้งานทำธุรกรรมได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในทุกขั้นตอน