ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
29-05-2562
สมัยนี้คนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในคอนโดกันเยอะขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ยอดนิยมเลย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะราคาคอนโดของประเทศเราในช่วง 10 ปีหลังมานี้ เพิ่มขึ้นในระดับสูงมาก และยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ
ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีคนแนะนำในการลงทุนคอนโดว่า
"เมื่อเราซื้อคอนโดมาเพื่อลงทุน ผลตอบแทนจากค่าเช่า (Yield) คือสิ่งสำคัญ อย่างน้อยที่สุด ค่าเช่าต้องมากกว่าดอกเบี้ย ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ต้องเลือกทำเลที่ดี ที่หาคนเช่าง่าย และได้ราคาค่าเช่าสูง ให้ค่าเช่าทำงานในการผ่อนชำระกับธนาคารแทนเรา และท้ายที่สุดเราจะได้เป็นเจ้าของคอนโดโดยที่เราไม่ต้องลงทุนเอง นอกจากนี้หากโชคดี เราก็จะได้กำไรจากการขายคอนโดในราคาที่สูงกว่าที่เราซื้อมาด้วย (Capital Gain) "
เพราะการลงทุนคอนโดเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าพลาดแล้ว ไม่สามารถตัดขายขาดทุนได้ง่ายเหมือนขายหุ้น เนื่องจากคอนโดไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง (High Liquidity Asset)
เมื่อคอนโดใดก็ตาม ที่มีทำเลที่ดีมาเจอกับราคาที่ใช่ ไม่ว่าอย่างไร ราคาก็จะสามารถเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ แต่จะมากน้อยก็ขึ้นกับสภาพคอนโดและภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในคอนโดโดยการวางเป้าหมายไปที่เรื่องการทำกำไรส่วนต่างตั้งแต่แรก อาจเป็นการวางกลยุทธ์ที่ผิด เพราะถ้าคุณไม่สามารถขายคอนโดนั้นออกไปได้ก่อนที่คุณจะโอน และหากคุณไม่มีศักยภาพในการโอน เมื่อนั้นคุณก็มีโอกาสสูญเงินที่ลงทุนในคอนโดห้องนี้ไปทั้งหมด
การเก็งกำไรจากใบจองคอนโด ซึ่งเข้าข่ายการทำกำไรจากส่วนต่างราคาคอนโดที่เพิ่มขึ้น (Capital Gain) ซึ่งคอนโดที่จะทำกำไรได้ในระยะสั้นแบบนี้ ต้องมีทำเลที่ดี และคอนโดที่มีทำเลดีตอนนี้ราคาก็สูงมาก หลายๆ คนเห็นราคาหน้าสัญญาก็รู้ตัวแต่แรกว่า "โอนไม่ไหว" แน่นอน แต่คิดว่าจองไปก่อน เดี๋ยวก็ขายต่อได้ ซึ่งความจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น และอาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการลงทุนได้ด้วย
ดังนั้นการลงทุนในคอนโดที่ดี ควรวางเป้าหมายไปที่ Yield หรือผลตอบแทนจากค่าเช่าจะดีกว่า และอย่าลืมดูฐานะทางการเงินของเราด้วยว่ากู้ไหวหรือไม่ ภาระดอกเบี้ยเป็นเท่าไหร่ และค่าเช่าแถวนั้นเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการประเมินความสามารถในการลงทุน และผลตอบแทนจากการลงทุน
วิธีคำนวณ Rental Yield ก่อนลงทุนคอนโดปล่อยเช่า ต้องคำนวนอย่างไร
Rental Yield คืออัตราผลตอบแทนจากค่าเช่าเมื่อเทียบกับราคาคอนโด เป็นตัวเลขที่ช่วยบอกว่าคอนโดห้องนั้น "คุ้มพอ" จะลงทุนหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ
Gross Rental Yield (ผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่าย)
สูตร: (ค่าเช่าต่อปี ÷ ราคาคอนโด) × 100
ตัวอย่าง: ซื้อคอนโดราคา 2,500,000 บาท ปล่อยเช่าเดือนละ 12,000 บาท โดยเผื่อห้องว่าง 1 เดือนต่อปี
Net Rental Yield (ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่าย)
สูตร: [(ค่าเช่าต่อปี - ค่าใช้จ่ายต่อปี) ÷ ราคาคอนโด] × 100
จากตัวอย่างเดิม สมมุติค่าใช้จ่ายทั้งปีประมาณ 30,000 บาท (ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง ประกันห้อง ภาษีที่ดินฯ)
ตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินใจคือ Net Yield เพราะสะท้อนเงินที่เหลือจริง และหากกู้ธนาคารมาซื้อ ผลตอบแทนนี้ควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างชัดเจน เพื่อให้ค่าเช่าช่วยแบกภาระผ่อนได้จริง
สำหรับภาพรวมตลาด Global Property Guide ประเมินว่า Gross Rental Yield เฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 6.49% เพิ่มขึ้นจาก 6.17% เมื่อปีก่อน โดยกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 6.22% ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเบื้องต้นได้ แต่ควรเทียบกับค่าเช่าจริงของห้องขนาดใกล้เคียงกันในโครงการเดียวกันหรือละแวกเดียวกันเสมอ อย่าเชื่อตัวเลขจากฝ่ายขายเพียงอย่างเดียว
เมื่อคอนโดสร้างแล้วเสร็จ เราสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างสินเชื่อธนาคารในการโอนได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะสามารถกู้ได้ถึง 100% หากมีเครดิตที่ดี ส่งผลให้เราสามารถได้รับเงินส่วนที่ผ่อนดาวน์ไปบางส่วนแล้วกลับคืนมา เพื่อใช้ในการแต่งห้อง หรือใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการโอน อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเกณฑ์ LTV (Loan to Value) ที่กำหนดเพดานวงเงินกู้สำหรับบ้านหรือคอนโดหลังที่ 2 ขึ้นไป ซึ่งในช่วงปัจจุบันได้ผ่อนคลายเกณฑ์นี้เป็นการชั่วคราว โดยขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ซึ่งใช้กับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ทั้งนี้ วงเงินที่อนุมัติจริงยังขึ้นกับรายได้ ภาระหนี้ และการพิจารณาของแต่ละธนาคาร จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดก่อนวางแผนโอน
จากนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องผ่อนชำระกับธนาคารต่อ ซึ่งโมเดลการลงทุนระยะยาวก็คือ การหาคนเช่าห้อง เพื่อได้รับค่าเช่า และเอามาผ่อนชำระกับธนาคารต่อ ซึ่งการลงทุนแบบนี้เราเรียกว่า Leverage (คานงัด) คือ จะสังเกตว่า เราใช้สินเชื่อมาลงทุนแทนเงินสดของตัวเอง
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม เมื่อลงทุนคอนโดปล่อยเช่า มีอะไรบ้าง
การใช้ Leverage จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเราคำนวณต้นทุนครบ ค่าใช้จ่ายหลักที่มักถูกมองข้าม ได้แก่
ดังนั้นการวิเคราะห์ตลาดเช่าห้องจึงสำคัญ ถ้าคุณวิเคราะห์ได้ถูกต้อง คุณก็จะหาคนเช่าได้ง่ายและได้ค่าเช่าที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ โมเดลการลงทุนในคอนโดที่แท้จริง
หลักเลือกคอนโดให้ปล่อยเช่าง่าย มีอะไรบ้าง
เทคนิคบริหารห้องเช่าให้มีผู้เช่าต่อเนื่อง
ในส่วนของ Capital Gain ในระยะยาว เราจะได้กำไรส่วนต่างจากราคาคอนโดที่เพิ่มขึ้น (มากน้อยก็ขึ้นกับสภาพคอนโดและภาวะเศรษฐกิจ) โดยระหว่างทางจะมีคนผ่อนคอนโดให้เงินต้นเราลดลง
สำหรับการขายต่อระยะสั้น เป็นโมเดลที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง สำหรับคนที่อยากทำกำไรได้เร็ว ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าเราคาดการณ์ผิด ก็อาจจะขายไม่ได้ในระยะเวลาที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้อาจจะเกิดปัญหาทางการเงินได้
ความเสี่ยงของการลงทุนคอนโดปล่อยเช่าที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง
ซึ่งถ้าเราวางเป้าหมายการลงทุนเป็นการลงทุนระยะยาว (โอนห้องและปล่อยเช่า) ไว้ได้ดี มีการวิเคราะห์ทำเล ค่าเช่า และศักยภาพในการกู้ ถ้าผลการวิเคราะห์การลงทุนระยะยาวออกมาว่า "เป็นไปได้" การขายระยะสั้น (ไม่โอนห้องและขายก่อนโอน) ถึงจะเป็นไปได้ แต่ถ้าวิเคราะห์การลงทุนระยะยาวแล้วเรายังรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ การขายระยะสั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนคอนโดปล่อยเช่า
ลงทุนคอนโดปล่อยเช่า ควรได้ Yield เท่าไรถึงจะคุ้ม?
โดยทั่วไป Net Rental Yield ควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราจ่ายอยู่อย่างชัดเจน เพื่อให้ค่าเช่าครอบคลุมภาระผ่อนและค่าใช้จ่ายได้ หลายคนใช้ Gross Yield ประมาณ 5–7% ขึ้นไปเป็นเกณฑ์คัดเลือกเบื้องต้น จากนั้นจึงคำนวณ Net Yield หลังหักค่าส่วนกลาง ภาษี ค่าซ่อม และช่วงห้องว่าง เพื่อดูผลตอบแทนที่เหลือจริง
ปล่อยเช่าคอนโดรายวันผิดกฎหมายไหม?
การปล่อยเช่าคอนโดรายวันหรือระยะสั้นต่ำกว่า 30 วัน มีความเสี่ยงผิด พ.ร.บ.โรงแรม หากอาคารไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และอาจขัดข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ผู้ลงทุนจึงควรปล่อยเช่าแบบรายเดือนหรือรายปีเป็นหลัก
รายได้จากการปล่อยเช่าคอนโดต้องเสียภาษีหรือไม่?
ต้องเสีย เพราะค่าเช่าถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) ต้องนำไปรวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 30% หรือหักตามจริงก็ได้ นอกจากนี้เจ้าของยังต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายปีสำหรับคอนโดที่ไม่ได้ใช้เป็นบ้านหลังหลักด้วย
แหล่งอ้างอิง: https://www.globalpropertyguide.com, https://www.nab.com.au