การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการให้สินเชื่อและการลงทุน (Net Zero in Financed Emissions)
ประเทศไทยยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็นปี 2050 สะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญของภาคการเงินในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ที่ขับเคลื่อนพันธกิจด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะสถาบันการเงินไทยแห่งแรกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระยะสั้น จาก Science Based Targets initiative (SBTi) ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร (Scope 3) ในหมวดที่ 15 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านสินเชื่อและการลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้
กลุ่มอุตสาหกรรม / ประเภทสินทรัพย์วิธีการขอบเขตเป้าหมาย
สินเชื่อโครงการและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มผลิตไฟฟ้าSectoral Decarbonization Approach (SDA)ขอบเขต 1+2ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงจากปีฐาน 2564 เหลือ 0.19 tCO₂e/MWh ภายในปี 2573
สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และสินเชื่อระยะยาวอื่นๆImplied Temperature Rise (ITR)ขอบเขต 1+2ลดค่าดัชนีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของพอร์ตโฟลิโอตามมูลค่าสินเชื่อจาก 2.84°C ในปี 2564 เป็น 2.35°C ภายในปี 2571
ขอบเขต 1+2+3ลดค่าดัชนีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของพอร์ตโฟลิโอตามมูลค่าสินเชื่อจาก 3.13°C ในปี 2564 เป็น 2.71°C ภายในปี 2571
วิธีการตั้งเป้าหมายและติดตามการดำเนินการสู่เป้าหมาย Net Zero สำหรับพอร์ตสินเชื่อ
Sectoral Decarbonization Approach: SDA
SDA
เป็นตัวชี้วัดความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงกายภาพ (Physical Emissions Intensity) วัดเป็นหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงของไฟฟ้าที่ผลิตได้ (tCO₂e/MWh)
เป้าหมาย · ขอบเขต 1+2
ลดเหลือ 0.19 tCO₂e/MWh ภายในปี 2573
จากปีฐาน 2564 (0.39 tCO₂e/MWh) → ปี 2567 อยู่ที่ 0.348 tCO₂e/MWh
Implied Temperature Rise: ITR
ITR
เป็นตัวชี้วัดที่จัดทำโดยความร่วมมือระหว่างองค์กร CDP และ Worldwide Fund for Nature (WWF) โดยได้รับการรับรองจาก SBTi เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินระดับอุณหภูมิของพอร์ตสินเชื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยประเมินระดับอุณหภูมิของลูกค้าจากความมุ่งมั่น* ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกค้า เพื่อประเมินความสอดคล้องกับเส้นทางที่อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นกี่องศาเซลเซียส
ขอบเขต 1+2 — กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และสินเชื่อระยะยาวอื่นๆ
2.84°C (2564) → 2.35°C ภายในปี 2571
ขอบเขต 1+2+3
3.13°C (2564) → 2.71°C ภายในปี 2571
*ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม ประเภทเป้าหมาย ขอบเขตเป้าหมาย ความครอบคลุมของเป้าหมาย ปีเป้าหมายและความคืบหน้าของเป้าหมาย
กลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy)

การกำหนดกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารจัดการที่สำคัญของธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โดยธนาคารมุ่งเน้น 5 กลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจยานยนต์ ด้วยการนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่ตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้า ผู้นำหรือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ธนาคารได้นำเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียว (Thailand Taxonomy) มาปรับใช้เพื่อกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อ โดยเน้นเทคโนโลยีที่พร้อมใช้เชิงพาณิชย์และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้า

ภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีนัยสำคัญสูงที่สุดต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคิดเป็น ประมาณ 54% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารในปี 2567 และคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันสำหรับปี 2568 ซึ่งจะมีการเปิด เผยอย่างเป็นทางการในรายงาน SCBX Climate Report สะท้อนถึงบทบาทของภาคส่วนนี้ทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้า โดยอ้างอิงกรอบมาตรฐานสากลสำหรับสถาบันการเงินภายใต้แนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) ทั้งนี้ การวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดำเนินการผ่านแนวทาง SDA โดยอิงฉากทัศน์ IEA Net Zero Emissions by 2050 (IEA NZE)

แนวทางการดำเนินงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

ธนาคารเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นการปฏิบัติจริงผ่าน 4 แนวทางที่สำคัญ:

แนวทางที่ 1
นโยบายยุติการสนับสนุนสินเชื่อ
งดการสนับสนุนสินเชื่อใหม่แก่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม ขณะที่โครงการเดิมจะบริหารจัดการสินเชื่อคงค้างตามเงื่อนไขสัญญา และคาดว่าจะทยอยหมดลงตามอายุโครงการ
แนวทางที่ 2
ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด
เพิ่มสัดส่วนเงินทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยธนาคารเป็นผู้นำในตลาดพลังงานสะอาด
แนวทางที่ 3
นวัตกรรมทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ใช้เครื่องมืออย่าง Sustainability-Linked Loan (SLLs) และโครงสร้างทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนแผนการปรับตัว (Transition Plan) ของลูกค้าโดยเฉพาะ
แนวทางที่ 4
การมีส่วนร่วมเชิงรุกกับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย
ทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสนับสนุนการพัฒนา ecosystem ที่เอื้อต่อการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด

จากการดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ธนาคารสามารถบริหารจัดการความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเป้าหมายและเส้นทางการลดการปล่อยในระยะสั้น โดยในปี 2567 อยู่ที่ 0.348 tCO₂/MWh ลดลงจากปีฐานในปี 2564 ที่ 0.39 tCO₂/MWh ทั้งนี้ ข้อมูลปี 2568 อยู่ระหว่างการจัดทำขั้นสุดท้าย และคาดว่าจะยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นเช่นเดียวกัน โดยจะรายงานใน SCBX Climate Report ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าในการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงเป็นผู้นำด้านการสนับสนุนสินเชื่อพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ธนาคารได้ขยายวงเงินการให้สินเชื่อพลังงานสะอาดแก่ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่องรวมประมาณ 223,000 ล้านบาท และในปี 2568 สินเชื่อพลังงานสะอาดมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 64 ของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าของธนาคารยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ธนาคารไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง โดยเฉพาะ ทิศทางนโยบายและกรอบเวลาของภาคพลังงานของประเทศ อาทิ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งล้วนมีผลต่อปริมาณอุปทานและการเติบโตของการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ความพร้อมของเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า ข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า และความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดสัดส่วนของแหล่งพลังงานและระดับความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถของธนาคารในการลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อให้เป็นไปตามเส้นทางเป้าหมายในระยะยาวมีข้อจำกัดมากขึ้น

กลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญอื่นๆ ผ่านการบริหารจัดการ Implied Temperature Rise (ITR)

ธนาคารมีการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อนอกเหนือจากกลุ่มอุตสาหกรรมภาคการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการตั้งเป้าหมายระยะสั้นตามวิธีการ Implied Temperature Rise (ITR) ภายในปี 2571 โดยมุ่งเน้นการควบคุมอุณหภูมิในพอร์ตสินเชื่อ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (hard to abate sectors) หรือมีสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ ได้แก่ เชื้อเพลิงฟอสซิล ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (ธุรกิจโรงแรม) เคมีภัณฑ์และวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมยานยนต์

ทั้งนี้ ธนาคารขับเคลื่อนเป้าหมายผ่านการผสาน 4 กลไกหลัก เข้ากับกระบวนการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อลดแรงกดดันด้านอุณหภูมิและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านที่มีประสิทธิภาพ:

1
การยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับลูกค้า
สนับสนุนให้ลูกค้าตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการลดอุณหภูมิโลก
2
การจัดสรรเงินทุนสนับสนุนผู้นำด้านความยั่งยืน
เพิ่มแรงจูงใจและสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าที่มีระดับอุณหภูมิเชิงนัยต่ำ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
3
การคัดกรองพันธมิตรทางธุรกิจใหม่
คัดเลือกลูกค้าใหม่ที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เกณฑ์อุณหภูมิเชิงนัยเป็นมาตรวัด
4
การบริหารพอร์ตโฟลิโอและปรับสมดุลสู่ความยั่งยืน
บริหารโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
กลยุทธ์และความท้าทายในการเปลี่ยนผ่าน
กลุ่มอุตสาหกรรม
เชื้อเพลิงฟอสซิล
กลยุทธ์หลัก

ประกาศเจตนารมณ์ : การไม่สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการดังนี้

ก. ถ่านหิน — โครงการเพื่อการสร้างใหม่หรือต่อขยายที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน อาทิ เหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการเหมืองถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน

ข. น้ำมัน/ก๊าซ (Unconventional) — โครงการที่มีอยู่เดิม หรือโครงการต่อขยายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกเหนือรูปแบบทั่วไป ได้แก่ แหล่งปิโตรเลียมในบริเวณอาร์กติก · ทรายน้ำมัน · แหล่งน้ำลึกพิเศษ · ชั้นหินดินดานที่ได้รับการอนุมัติหลังจากปี พ.ศ. 2564


ยกระดับเป้าหมายลูกค้าธุรกิจ :

สนับสนุนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ให้ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจถ่านหิน


เปิดรับนวัตกรรมใหม่ :

ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีดักจับและนำคาร์บอนมาใช้ (CCUS) และธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ


เคียงข้างการเปลี่ยนผ่านให้แก่ลูกค้า :

สนับสนุนให้ความรู้ลูกค้าทุกกลุ่มรวมถึงผู้ประกอบการน้ำมัน ผู้ค้าปลีก และสถานีบริการน้ำมันในการปรับตัวสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน

ความท้าทาย

ความผันผวนของราคา ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี (กรีนไฮโดรเจน, CCUS ยังราคาสูงและอยู่ในระยะเริ่มต้น) และยังรอความชัดเจนของกฎหมาย นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อย GHG

กลุ่มอุตสาหกรรม
ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (ธุรกิจโรงแรม)
กลยุทธ์หลัก

มาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) :

สนับสนุนสินเชื่อสำหรับการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารตามมาตรฐาน Green Building Certification อาทิ LEED, EDGE และ TREES


มาตรฐานการดำเนินงานสีเขียว (Green Operations) :

ผลักดันโรงแรมให้ได้รับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก อาทิ GSTC และมาตรฐานที่ GSTC รับรอง เช่น EarthCheck, Green Hotel Plus


โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย :

สนับสนุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Use of Proceeds และ Sustainability-Linked Loans (SLLs)

ความท้าทาย

Energy Transition Gap — การปล่อย GHG ส่วนใหญ่มาจากการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และข้อจำกัดของ SMEs ที่ยังขาดแคลนเงินทุน องค์ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ

กลุ่มอุตสาหกรรม
เคมีภัณฑ์และวัตถุดิบ
กลยุทธ์หลัก

เชื่อมโยงสินเชื่อกับตัวชี้วัดจริง :

สนับสนุนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ในตัวชี้วัดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน


สร้างเครือข่ายความร่วมมือ :

ร่วมแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนโยบายที่เกี่ยวข้อง


ร่วมผลักดันนโยบายรัฐ :

ผนึกกำลังภาครัฐเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด อาทิ ระบบนิเวศการรีไซเคิล เทคโนโลยี CCUS เคมีภัณฑ์สังเคราะห์ และพลังงานไฮโดรเจน

ความท้าทาย

ข้อจำกัดของ SMEs และต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานยังสูง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาความพร้อมเชิงพาณิชย์

กลุ่มอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมยานยนต์
กลยุทธ์หลัก

สนับสนุนลูกค้าตลอดห่วงโซ่มูลค่าของ EV (Grow Green) :

ขยายพอร์ตสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในระบบนิเวศ EV ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน สถานีชาร์จ ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง


พันธมิตรเคียงข้างกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (Transition Loan) :

สนับสนุนลูกค้าในห่วงโซ่การผลิตเดิม (ICE) ที่มีแผนปรับตัวชัดเจนสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ผ่านสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน


สร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง :

ผนึกกำลังกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในหลากหลายภาคส่วน


เจาะกลุ่มแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ :

สนับสนุนลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจที่เลือกใช้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างเหมาะสม

ความท้าทาย

ข้อจำกัดของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยที่ยังขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการปรับกระบวนการผลิต และความผันผวนของตลาดใหม่จากสงครามราคา ความผันผวนของราคาขายต่อ และต้นทุนแฝงเช่นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่ในระดับสูง