ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
| กลุ่มอุตสาหกรรม / ประเภทสินทรัพย์ | วิธีการ | ขอบเขต | เป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| สินเชื่อโครงการและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มผลิตไฟฟ้า | Sectoral Decarbonization Approach (SDA) | ขอบเขต 1+2 | ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงจากปีฐาน 2564 เหลือ 0.19 tCO₂e/MWh ภายในปี 2573 |
| สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และสินเชื่อระยะยาวอื่นๆ | Implied Temperature Rise (ITR) | ขอบเขต 1+2 | ลดค่าดัชนีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของพอร์ตโฟลิโอตามมูลค่าสินเชื่อจาก 2.84°C ในปี 2564 เป็น 2.35°C ภายในปี 2571 |
| ขอบเขต 1+2+3 | ลดค่าดัชนีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของพอร์ตโฟลิโอตามมูลค่าสินเชื่อจาก 3.13°C ในปี 2564 เป็น 2.71°C ภายในปี 2571 |
การกำหนดกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารจัดการที่สำคัญของธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โดยธนาคารมุ่งเน้น 5 กลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจยานยนต์ ด้วยการนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่ตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้า ผู้นำหรือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ธนาคารได้นำเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียว (Thailand Taxonomy) มาปรับใช้เพื่อกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อ โดยเน้นเทคโนโลยีที่พร้อมใช้เชิงพาณิชย์และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีนัยสำคัญสูงที่สุดต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคิดเป็น ประมาณ 54% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารในปี 2567 และคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันสำหรับปี 2568 ซึ่งจะมีการเปิด เผยอย่างเป็นทางการในรายงาน SCBX Climate Report สะท้อนถึงบทบาทของภาคส่วนนี้ทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้า โดยอ้างอิงกรอบมาตรฐานสากลสำหรับสถาบันการเงินภายใต้แนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) ทั้งนี้ การวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดำเนินการผ่านแนวทาง SDA โดยอิงฉากทัศน์ IEA Net Zero Emissions by 2050 (IEA NZE)
ธนาคารเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นการปฏิบัติจริงผ่าน 4 แนวทางที่สำคัญ:
จากการดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ธนาคารสามารถบริหารจัดการความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเป้าหมายและเส้นทางการลดการปล่อยในระยะสั้น โดยในปี 2567 อยู่ที่ 0.348 tCO₂/MWh ลดลงจากปีฐานในปี 2564 ที่ 0.39 tCO₂/MWh ทั้งนี้ ข้อมูลปี 2568 อยู่ระหว่างการจัดทำขั้นสุดท้าย และคาดว่าจะยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นเช่นเดียวกัน โดยจะรายงานใน SCBX Climate Report ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าในการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงเป็นผู้นำด้านการสนับสนุนสินเชื่อพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ธนาคารได้ขยายวงเงินการให้สินเชื่อพลังงานสะอาดแก่ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่องรวมประมาณ 223,000 ล้านบาท และในปี 2568 สินเชื่อพลังงานสะอาดมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 64 ของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าของธนาคารยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ธนาคารไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง โดยเฉพาะ ทิศทางนโยบายและกรอบเวลาของภาคพลังงานของประเทศ อาทิ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งล้วนมีผลต่อปริมาณอุปทานและการเติบโตของการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ความพร้อมของเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า ข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า และความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดสัดส่วนของแหล่งพลังงานและระดับความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถของธนาคารในการลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ตสินเชื่อให้เป็นไปตามเส้นทางเป้าหมายในระยะยาวมีข้อจำกัดมากขึ้น
ธนาคารมีการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อนอกเหนือจากกลุ่มอุตสาหกรรมภาคการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการตั้งเป้าหมายระยะสั้นตามวิธีการ Implied Temperature Rise (ITR) ภายในปี 2571 โดยมุ่งเน้นการควบคุมอุณหภูมิในพอร์ตสินเชื่อ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (hard to abate sectors) หรือมีสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ ได้แก่ เชื้อเพลิงฟอสซิล ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (ธุรกิจโรงแรม) เคมีภัณฑ์และวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ ธนาคารขับเคลื่อนเป้าหมายผ่านการผสาน 4 กลไกหลัก เข้ากับกระบวนการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อลดแรงกดดันด้านอุณหภูมิและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านที่มีประสิทธิภาพ:
ก. ถ่านหิน — โครงการเพื่อการสร้างใหม่หรือต่อขยายที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน อาทิ เหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการเหมืองถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน
ข. น้ำมัน/ก๊าซ (Unconventional) — โครงการที่มีอยู่เดิม หรือโครงการต่อขยายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกเหนือรูปแบบทั่วไป ได้แก่ แหล่งปิโตรเลียมในบริเวณอาร์กติก · ทรายน้ำมัน · แหล่งน้ำลึกพิเศษ · ชั้นหินดินดานที่ได้รับการอนุมัติหลังจากปี พ.ศ. 2564
สนับสนุนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ให้ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจถ่านหิน
ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีดักจับและนำคาร์บอนมาใช้ (CCUS) และธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ
สนับสนุนให้ความรู้ลูกค้าทุกกลุ่มรวมถึงผู้ประกอบการน้ำมัน ผู้ค้าปลีก และสถานีบริการน้ำมันในการปรับตัวสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน
ความผันผวนของราคา ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี (กรีนไฮโดรเจน, CCUS ยังราคาสูงและอยู่ในระยะเริ่มต้น) และยังรอความชัดเจนของกฎหมาย นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อย GHG
สนับสนุนสินเชื่อสำหรับการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารตามมาตรฐาน Green Building Certification อาทิ LEED, EDGE และ TREES
ผลักดันโรงแรมให้ได้รับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก อาทิ GSTC และมาตรฐานที่ GSTC รับรอง เช่น EarthCheck, Green Hotel Plus
สนับสนุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Use of Proceeds และ Sustainability-Linked Loans (SLLs)
Energy Transition Gap — การปล่อย GHG ส่วนใหญ่มาจากการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และข้อจำกัดของ SMEs ที่ยังขาดแคลนเงินทุน องค์ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
สนับสนุนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ในตัวชี้วัดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ร่วมแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ผนึกกำลังภาครัฐเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด อาทิ ระบบนิเวศการรีไซเคิล เทคโนโลยี CCUS เคมีภัณฑ์สังเคราะห์ และพลังงานไฮโดรเจน
ข้อจำกัดของ SMEs และต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานยังสูง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาความพร้อมเชิงพาณิชย์
ขยายพอร์ตสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในระบบนิเวศ EV ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน สถานีชาร์จ ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
สนับสนุนลูกค้าในห่วงโซ่การผลิตเดิม (ICE) ที่มีแผนปรับตัวชัดเจนสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ผ่านสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ผนึกกำลังกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในหลากหลายภาคส่วน
สนับสนุนลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจที่เลือกใช้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างเหมาะสม
ข้อจำกัดของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยที่ยังขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการปรับกระบวนการผลิต และความผันผวนของตลาดใหม่จากสงครามราคา ความผันผวนของราคาขายต่อ และต้นทุนแฝงเช่นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่ในระดับสูง