ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
12-05-2564
องค์การสหประชาชาติ (United Nation) ได้ประมาณการว่า ภายในปีค.ศ. 2050 จะมีจำนวนประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านคน ส่งผลให้เมืองขนาดใหญ่แบบมหานคร Mega Urban City มีจำนวนมากขึ้นในอีก 15 ปีข้างหน้า และจากสถิติเฉลี่ยในปัจจุบัน มีผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ราว 55% ในขณะที่ 45% อาศัยอยู่นอกเขตเมืองโดยในอีก 30 ปีข้างหน้า คาดว่าสัดส่วนผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่จะเพิ่มเป็น 68% สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีอัตราการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่อยู่ที่ประมาณ 50% (Research by Siemens)
นอกเหนือจากเมืองขนาดใหญ่แบบมหานคร Mega Urban City ที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ โรคระบาดร้ายแรงต่าง ๆ (Pandemic) ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้การพัฒนาเมืองใหญ่ และการเตรียมการในด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นภารกิจสำคัญ อาทิ การบริหารสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและที่พักอาศัย การบริการทางสังคม บริการด้านสาธารณสุข หรือแม้แต่การศึกษา ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีเดิม ๆ ที่มีอยู่ ในขณะที่เทรนด์การเติบโตของมหานคร (Urbanization) และดิจิทัลไลเซชั่น (Digitalization) ได้พัฒนามาจนเกิดเป็นมิติใหม่สำหรับคนเมือง ดังนั้น “เมืองอัจฉริยะ” จึงเป็นหนึ่งในคำตอบที่จะเข้ามาช่วยบริหารเรื่องใหม่ๆ เหล่านี้การเพิ่มขึ้นของมหานครดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งที่มาของการสร้างเมืองอัจฉริยะ
เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart city คืออะไร?
เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart city คือ เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข อย่างยั่งยืน
ประโยชน์ของ Smart city คือ อะไร
Smart city หรือ “เมืองอัจฉริยะ” คือแนวคิดในการพัฒนาเมืองให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูล (Data) มาช่วยในการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มศักยภาพของเมืองในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือการบริการภาครัฐ
ประโยชน์หลักของ Smart city
Smart city มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง
แม้ว่า Smart city จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างเมืองที่ “ฉลาด” และ “ยั่งยืน” แต่การพัฒนาในลักษณะนี้ก็มีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน
ข้อดีของ Smart city
ข้อเสียหรือข้อควรระวังของ Smart city
องค์ประกอบของ เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart city มีอะไรบ้าง
เมืองอัจฉริยะแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทได้แก่
3 เทคโนโลยีสำคัญในการสร้าง Smart city มีอะไรบ้าง
การสร้างเมืองอัจฉริยะให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
1. สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่นำเทคโนโลยีหลายประเภทเข้ามาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบเซนเซอร์และการควบคุมอัตโนมัติเพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังสามารถรับรู้ข้อมูลสถานะต่าง ๆ ในระบบได้แบบ Real Time รวมถึงระบบสารสนเทศ ระบบเก็บข้อมูล และระบบการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้โครงข่ายไฟฟ้าสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีความยั่งยืนปลอดภัยและที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะจะต้องครอบคลุมระบบไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงตั้งแต่ระบบการผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย จนถึงระบบของผู้ใช้ไฟฟ้า
2. อาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ภายในปีค.ศ. 2050 ประชากรโลกกว่า 70% จะพำนักอาศัยอยู่ภายในอาคาร และจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายความว่า ความคาดหวังของผู้อยู่อาศัยจะสูงขึ้นตามไปด้วย อาคารต้องเป็นมากกว่าโครงสร้างผนังและหลังคา สามารถมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้น ดังนั้น อาคารจะต้องมีระบบอัจฉริยะที่ทำให้อาคารสามารถตอบสนองต่อความต้องการผู้อยู่อาศัยได้ สามารถเรียนรู้ และ ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. ระบบไอซีทีอัจฉริยะ (Smart ICT : Smart Information and Communication Technology) ปีนี้อุปกรณ์มากกว่า 5 หมื่นล้านชิ้นจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ และ 1 ใน 5 ของอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกใช้อยู่ภายในอาคาร นั่นหมายความว่า ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจะถูกสร้างขึ้น หัวใจสำคัญคือเราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้และวิเคราะห์ได้อย่างไร จึงจะทำให้เมืองมีความยืดหยุ่นในการบริหาร ในขณะเดียวกัน ยังสามารถตอบสนองความต้องการในระดับชุมชนและระดับบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมืองอัจฉริยะจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้ง 3ส่วนนี้ทำงานผสานกัน
ICT Based Smart city และ Citizen Based Smart city ต่างกันอย่างไร
เมื่อพูดถึง “Smart city” หรือ “เมืองอัจฉริยะ” หลายคนอาจนึกถึงภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ระบบไฟอัตโนมัติ หรือกล้องวงจรปิดที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง แต่ในความเป็นจริง แนวคิดของ Smart city ไม่ได้มีเพียงมิติทางเทคโนโลยีเท่านั้น ยังมีแนวทางการพัฒนาอีกหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการจำแนกตาม “จุดศูนย์กลางของการขับเคลื่อนเมือง” ได้แก่ ICT Based Smart city และ Citizen Based Smart city
ทั้งสองแนวคิดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างเมืองที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่แตกต่างกันที่ “มุมมองในการพัฒนา” และ “ผู้ที่เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง”
ICT Based Smart city (Information and Communication Technology-Based Smart city) คือเมืองที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการเมือง ทุกระบบในเมืองถูกเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ พลังงาน น้ำ หรือความปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากร และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนสะดวกสบายยิ่งขึ้น
Citizen Based Smart city หรือ “เมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยประชาชน” ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นหลัก โดยมองว่าการพัฒนาเมืองจะยั่งยืนได้ ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการร่วมคิดและร่วมลงมือทำ
อัมสเตอร์ดัม ได้ร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Phillips, Cisco, IBM, และบริษัทเล็กๆอีกจำนวนมาก มุ่งพัฒนาสู่ความเป็นเมืองสีเขียว go green..เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทเหล่านี้ช่วยกันพัฒนา คิดค้นเพื่อให้อัมสเตอร์ดัม เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี สำหรับ smart city อัมเสตอร์ดัมกำลังกลายเป็นเมืองต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆในยุโรปขณะนี้ บางโครงการที่เมืองได้ทำไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทำให้อัมสเตอร์ดัมในเวลานี้เป็นเมืองที่เขียวมากๆ ถ้าได้เดินไปบนถนน ‘Climate Street’ คุณก็จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเหล่านี้ ว่ามันได้เริ่มใช้งานแล้ว ขยะถูกเก็บโดยรถขยะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่สร้างมลพิษ ป้ายรถประจำทาง บิลบอร์ด แสงไฟล้วนได้รับพลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ บ้านหลายพันหลัง ติดหลังคาที่ช่วยประหยัดพลังงาน แนวคิดนี้ได้แพร่กระจายจาก ‘Climate Street’ ออกไปยังส่วนต่างๆของเมืองอย่างรวดเร็ว มีจุดจ่ายกระแสไฟให้กับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ได้ recharge แบตเตอร์รี่ของรถ แทนการเติมน้ำมันดี
เมืองผลิตน้ำมัน ในดินแดนที่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีการเปลี่ยนแปลงและนำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้กับเมืองอย่างรวดเร็ว สิ่งที่โดดเด่นของเมืองก็คือ แนวคิดที่จะใช้ IT ( information-technology)มาเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆของชาวเมือง การเป็นเมืองอัจฉริยะของจีนไม่ได้เน้นเรื่องสิ่งปลูกสร้างเท่ากับการเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยี ทุกๆสถานีรถประจำทางจะมีการติดตั้งจออิเล็กทรอนิกซ์ ที่จะแสดงให้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับการมาของรถประจำทาง อุปกรณ์มือถือสามารถเชื่อมโยงกับระบบของรถประจำทาง สามารถตรวจสอบเวลาที่แน่นอนที่รถจะมาถึง ผ่าน mobile apps ซึ่งช่วยในเรื่องปัญหาการจราจรได้อย่างมาก มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่วเมือง และมีเว็บไซต์ที่จะแสดงการจราจร ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้เห็นการจราจรแบบ real time และชาวเมืองสามารถหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นได้ บ้านแต่ละหลัง ติดตั้ง panic buttons ซึ่งเป็นปุ่มขอความช่วยเหลือแบบฉุกเฉิน เมื่อผู้สูงอายุกดปุ่มนี้ ก็จะได้รับการช่วยเหลือในทันที มีระบบที่จะทำให้รัฐบาลกลางรู้ได้ในทันทีถึงจำนวนคนว่างงานของเมือง แบบ real -time อีกเช่นกัน เพื่อการบริหารและจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
โคเปนเฮเกน เป็นอีก เมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โคเปนเฮเกนมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนลงให้เป็น 0 ในปี 2025 ซึ่งจะเป็นการเร่งให้เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยีต่างๆเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนอกจากนั้น เมืองยังมีเป้าหมายเพื่อความเป็นอยู่แบบยั่งยืน มีการใช้ระบบอัจฉริยะในการควบคุมไฟบนท้องถนน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในที่สาธารณะ มีระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยมากๆในยุโรป มีการให้เข้าถึงมูลต่างๆของเมืองอย่างเปิดกว้างเพื่อการพัฒนา เช่น app หาที่จอดรถที่ว่างในเมือง , สมาร์ทโฟน สามาถควบคุมการเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเครือข่ายการแลกเปลี่ยนจักรยาน เหล่านี้ทำให้โคเปนเฮเกนมีความก้าวหน้าไปอย่างมากในการเป็น Smart City
สำหรับประเทศไทยเองก็อยู่ในช่วงของการพัฒนาหลายๆ เมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะเช่นกัน ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น จันทบุรีและชลบุรี ก็ต้องรอคอยกันต่อไปว่าเมืองอัจฉริยะของเราจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างและเสร็จสมบูรณ์ได้เมื่อไหร่ และหวังว่าเมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จลงจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้นต่อไป
อ้างอิง
https://smartcitythailand.or.th/
https://www.iurban.in.th/greenery/10-impressive-smart-cities-earth/