ติดแผงโซลาร์เซลล์สำหรับบ้านใช้แบบไหน และคำนวณอย่างไรให้คุ้มทุน

ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อนโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) อาจยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายหรือหายากมากที่จะได้เห็นบ้านเรือนในเมืองไทยติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์บนหลังคาหรือระบบโซลาร์รูฟกัน  เพราะในอดีต ต้นทุนการติดตั้งนั้นเรียกว่าสูงทีเดียว ต้องเป็นบ้านที่มีกำลังทรัพย์มากๆ ถึงจะสามารถรับค่าใช้จ่ายนี้ได้ หรือบางบ้านอาจมีกำลังทรัพย์แต่เมื่อคำนวณการคืนทุนแล้วก็ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป    แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  จึงทำให้การติดตั้งคุ้มค่ามากขึ้น  คืนทุนเร็วยิ่งขึ้น หลายบ้านเริ่มหันมาสนใจการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ส่วนหนึ่งเพราะกระแสรักษ์โลก การให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือเรื่องของความคุ้มค่าที่ได้ ความต้องการลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน  หรือแม้แต่การขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้มีนโยบายให้การสนับสนุนมากขึ้นด้วยการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน


อย่างไรก็ตาม แม้การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จะสามารถช่วยลดค่าไฟได้จริง  แต่จะคุ้มทุนหรือจะสามารถคืนทุนได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของระบบโซลาร์เซลล์ รูปแบบการใช้ไฟของเจ้าของบ้านแต่ละหลัง เปรียบเทียบง่ายๆ หากเราลงทุนกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในมูลค่าที่เท่ากัน บ้านที่มีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่และใช้ไฟฟ้ามากย่อมคืนทุนเร็วกว่าบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นบ้านที่ใช้ไฟในตอนกลางวันเป็นหลัก คือผลิตไฟฟ้าได้แล้วใช้เลยจึงจะคุ้มค่ามากที่สุด (ระบบ On grid) เพราะในปัจจุบันระบบเก็บไฟฟ้า (Energy Storage) สำหรับใช้ในบ้านยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้การคุ้มทุนอาจนานขึ้นตามไปด้วย

elec

บ้านแบบไหนที่ติดโซลาร์เซลล์แล้วคุ้ม

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ควรต้องเป็นบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันคือผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้วนำมาใช้งานเลย เช่น บ้านพักอาศัยที่มีพ่อแม่อยู่บ้าน คนวัยเกษียณ คนที่ทำงานที่บ้าน แบบ Work from home หรือ Home Office ทั้งหลาย กลุ่มคนเหล่านี้เหมาะสมเป็นอย่างมาก ระบบโซลาร์รูฟแบบ On grid ซึ่งคือระบบที่ต่อเชื่อมกับโครงข่ายการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีแผงโซลาร์เซลล์ต่อเข้ากับ อินเวอร์เตอร์ (Grid-tie Inverter) ที่จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรงมาเป็นกระแสสลับให้ใช้งานในบ้านได้ทันที ไม่มีการเก็บไฟไว้ เป็นระบบที่หลายบ้านนิยมติดตั้งกันด้วยราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และยังสามารถขายพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตเหลือระหว่างวันคืนให้การไฟฟ้าฯ ได้ด้วย โดยค่าไฟขั้นต่ำต่อเดือนที่แนะนำหรือเหมาะสมกับการติดโซลาร์เซลล์ จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท


หลักในการติดตั้งเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ก่อนอื่นต้องประเมินขนาดพื้นที่หลังคาและสำรวจให้ละเอียด ว่าควรติดตั้งทิศทางไหนและตำแหน่งใด ซึ่งมีหลักง่ายๆ ในการเลือกพื้นที่และทิศทางในการติดตั้งดังนี้

ทิศทางแสงแดด – ทิศทางที่เหมาะสมที่สุดเป็นทิศใต้เพราะได้รับแสงแดดทั้งวัน ส่วนทิศตะวันตกจะได้รับแสงในช่วงบ่าย แต่ก็ต้องไม่มีวัตถุใดๆ มาบดบังการรับแสงด้วย รวมถึงความลาดชันควรประมาณ 15-20 องศากับพื้นดิน เพื่อทำให้แสงอาทิตย์กระทบตั้งฉากกับแผงโซลาร์เซลล์ให้มากที่สุด


ตำแหน่งการติดตั้ง
– ปกติแล้วจะนิยมติดอยู่บนหลังคา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในการกระทบและรับแสงอาทิตย์ แต่ทั้งนี้ควรให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบโครงหลังคาก่อนว่าสามารถรับน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์ได้หรือไม่ นอกจากนี้หากต้องการให้ได้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่ดีควรเผื่อพื้นที่ว่างไว้ในพื้นที่ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 20 % 

 

ต้องติดตั้งเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน

แน่นอนว่าโซลาร์เซลล์คุ้มทุนในระยะยาว เช่น ประมาณ 7-8 ปี หลังจากติดตั้ง (*ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย) แต่เพราะฉะนั้นเราต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในบ้านช่วงกลางวันก่อนว่าควรเลือกขนาดกำลังการติดตั้งเท่าไหร่จึงจะพอดีกับการใช้งาน โดยสามารถเริ่มต้นคำนวณค่าไฟกันก่อนเบื้องต้น ตามขั้นตอนนี้

  • คำนวณจากหน่วยเป็น ‘กิโลวัตต์’ ซึ่งหากขนาดแผงโซลาเซลล์ 1 แผง เท่ากับ 120*60 เซนติเมตร มีพื้นที่เท่ากับ 0.72 ตร.ม. มีกำลังผลิตแผงละ 102 วัตต์ ดังนั้นหากต้องการผลิตให้ได้ 1 กิโลวัตต์ ต้องใช้ 10 แผงในการติดตั้ง ใช้พื้นที่บนหลังคาเท่ากับ 7.2 ตารางเมตร
  • ดูปริมาณการใช้งานไฟฟ้าว่าใช้เดือนละกี่หน่วย(KW-h) เช่น ถ้าใช้เดือนละ 600 หน่วย คิดจากค่าไฟเฉลี่ยหน่วยละ 4.5 บาท (รวม Vat 7%) จะเสียค่าไฟประมาณเดือนละ 2,700 บาท
  • จดเลขมิเตอร์ 2 ครั้งใน 1 วัน ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 6.00 น. และเย็น 18.00 น. ทำ  4 วัน แล้วนำมาบวกกันก็จะได้ค่าจำนวนหน่วยที่ใช้ในเวลากลางวัน จากนั้นนำหน่วยทั้งหมดที่ได้มาหาร 4 ยกตัวอย่างเช่น 50+45+50+45 = 190/4 เฉลี่ยแล้วใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันประมาณ 47.5 หน่วย
  • ใน 1 วันมีแสงอาทิตย์ประมาณ 4 ชม. เราก็ต้องนำ 47.5 หน่วย หาร 4 ได้เท่ากับ 11.88 กิโลวัตต์ ดังนั้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ประมาณ 10 กิโลวัตต์หรืออาจจะเพิ่มกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์ ให้มากกว่ากำลังการใช้ไฟฟ้าจริงอีก 20% เพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่อาจสูญเสียไปโดยปัจจัยอื่นๆด้วย จึงจะเหมาะสมและคุ้มทุนที่สุด โดยจำนวนแผงที่จะติดตั้งต้องดูตามปริมาณวัตต์ต่อ 1 แผง

สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ จะรวมค่าอุปกรณ์อย่างตัวแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ยึดแผง สายไฟและอื่นๆ อยู่แล้ว ยกเว้นในกรณีที่พื้นที่หน้างานมีความจำเป็นต้องดัดแปลงหรือเพิ่มเติมใดๆ  โดยรวมแล้วราคาตั้งต้นจะอยู่ที่สำหรับระบบ 150,000 บาทสำหรับระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ที่เลือก แต่ถ้าถามว่าคุ้มมั้ย?  ต้องลองคำนวณตามวิธีด้านบนกับผลที่ได้ในระยะยาว เพราะยิ่งถ้าไม่ได้มีแผนที่จะโยกย้าย เราต้องอยู่ในบ้านไปอีกนาน ถ้าคำนวณแล้วคุ้มการติดโซลาร์เซลล์ก็เป็นคำตอบที่ใช่สำหรับบ้านเรา เพราะนอกจากจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ ประหยัดค่าไฟต่อเดือนแล้ว เรายังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันรักษาโลกใบนี้ให้น่าอยู่ขึ้นด้วย

*ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย รวมไปถึงสภาพแสงแดดหรือฝนฟ้าอากาศ

 

อ้างอิง

https://www.baanlaesuan.com/171663/maintenance/solar_roof#:~:text=%E0%B9%83%E0%B8%99%201%20%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C,%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%201%20%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%87