หุ้น XD คืออะไร ช่วงเวลาไหนดีที่สุดสำหรับซื้อหุ้นปันผลกำไรงาม

ถ้าเอ่ยถึงคุณสมบัติ “หุ้น” ที่ดีและสามารถลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาวได้ หนึ่งในนั้นก็คือ ต้องเป็นหุ้นผลตอบแทน (Capital Return) หมายความว่าบริษัทที่ดีต้องมีความจริงใจกับผู้ถือหุ้น พูดง่ายๆ เมื่อมีกำไรแล้วก็ต้องแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้น นั่นก็คือ จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นควรจ่ายอย่างสม่ำเสมอด้วย

“ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี อย่างน้อยก็ทําให้คุณมีออร์เดิร์ฟ (เงินปันผล) ไว้รับประทานเล่นระหว่างรออาหารจานหลัก (กําไรจากการขาย)” วรรคทองของจอห์น เนฟฟ์ (John Neff) นักลงทุนสายหุ้นคุณค่า (Value Investing) ที่นักลงทุนไทยหลายคนยกเป็นไอดอล และนำหลัก การลงทุน ของเขามาใช้ลงทุนในตลาดหุ้นไทย


โดยหนึ่งในหลักปรัชญาการลงทุน 7 ประการของ จอห์น เนฟฟ์ ก็คือ หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) คงที่ และจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีบริษัทจดทะเบียน 25 บริษัทที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ติดต่อยาวนาน 26 ปี (ปี 2535 – 2560) (ที่มา : www.set.or.th/set/education/knowledgedetail.do?contentId=5246)


โดยหุ้น 25 บริษัทดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าธุรกิจเติบโตสม่ำเสมอ เงินสดไม่ขาดมือ มักจะอยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยหวือหวา ถ้าไม่เป็นผู้นำในธุรกิจก็มีความสามารถทางการแข่งขันสูง อีกทั้ง เป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (ปัจจัย 4)

ดังนั้น แม้จะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540, วิกฤติซับไพร์ม (Subprime Crisis) , วิกฤติหนี้เสียกลุ่มประเทศยูโร หรือปัญหาทางการเมือง ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทีมงานผู้บริหารมีฝีมือ รวมถึงให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน


ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักลงทุนอยากจะซื้อหุ้นปันผลเก็บเอาไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะนักลงทุนที่เน้นลงการลงทุนในระยะยาว นอกจากเป็นการลดความเสี่ยงยังได้รับกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


หมายความว่า การมีหุ้นปันผลที่จ่ายให้ทุกๆ ปีไม่ขาดตกบกพร่องอยู่ในพอร์ตลงทุน ทําให้อัตราผลตอบแทนของพอร์ตมีความสม่ำเสมอตามไปด้วย แม้ช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลงก็ไม่กังวลกับราคาหุ้นปันผลตัวนั้นที่เกิดความผันผวน เพราะถ้ายังไม่ขายออกไปก็จะได้รับเงินปันผล ดังนั้น การซื้อและถือหุ้นปันผลไว้เป็นระยะเวลานานๆ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะมีความสําคัญมาก เพราะทําให้นักลงทุนได้รับกระแสเงินสดจากการถือหุ้น นั่นก็คือ เงินปันผล


ถ้าอยากได้หุ้นปันผลเก็บไว้ในพอร์ต คำถามที่สำคัญก็คือ ซื้อตอนไหนดี คำตอบ ต้องซื้อก่อนวันที่บริษัทจดทะเบียนประกาศจ่ายเงินปันผลและขึ้นเครื่องหมาย XD (XD : Excluding Dividend คือ วันที่นักลงทุนที่ซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวจะไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล)

เก็บหุ้นปันผลช่วงไหนดี?

โดยช่วงที่เหมาะสมในการเก็บหุ้นปันผลคือ 1 – 2 เดือนก่อนบริษัทจะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD โดยปกติจะเริ่มทยอยประกาศในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ดังนั้น ช่วงเดือนมกราคม ถึงต้นกุมภาพันธ์ เป็นจังหวะที่ดีในการซื้อหุ้นปันผล


ส่วนเวลาที่ไม่เหมาะสมในการซื้อหุ้นปันผลคือช่วงใกล้ๆ ประกาศเครื่องหมาย XD เช่น 1 สัปดาห์ หรือ 1 – 2 วัน เพราะสังเกตได้ว่าช่วงนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่จะเข้ามาซื้อปันผลกันอย่างหนาแน่น ทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งซื้อหุ้นได้ราคาแพงๆ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลก็จะน้อยลง

อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล = (เงินปันผลต่อหุ้นต่อปี/ราคาหุ้นปัจจุบัน) x 100

ยกตัวอย่าง

  • หุ้น ABC วันที่ 1 มกราคม 2561 ราคาหุ้นอยู่ที่ 25 บาท บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 2 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 8%
  • หุ้น XYZ วันที่ 1 มกราคม 2561 ราคาหุ้นอยู่ที่ 18 บาท บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 2 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 11.11%

จากตัวอย่าง ถึงแม้หุ้น ABC และ XYZ จะจ่ายเงินปันผลเท่ากัน คือ 2 บาท แต่หุ้น XYZ มีอัตรา ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า เพราะมีราคาหุ้นต่ำกว่า


ดังนั้น หากสนใจควรหาจังหวะที่ราคาหุ้นปันผลยังไม่ขยับขึ้น หรือถ้าเป็นไปได้ควรซื้อในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนหรือเป็นขาลง เพราะราคาหุ้นส่วนใหญ่ (รวมถึงหุ้นปันผล) จะปรับลดลงตามภาวะตลาดโดยรวม


และมาถึงจุดสำคัญประการหนึ่งคือ ควรซื้อหุ้นปันผลที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่าไหร่ ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับระดับความพึงพอใจของนักลงทุน  เช่น ใช้อัตราเฉลี่ยนับตั้งแต่ปีแรกที่ตลาดหุ้นไทยเปิดซื้อขายเป็นมาตรฐาน ซึ่งจากสถิติล่าสุด 43 ปี ตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 4%


หมายความว่า หุ้นปันผลที่ควรจะได้รับในแต่ละปีต้องไม่ต่ำกว่า 4%


หรือนักลงทุนอาจจะกำหนดว่าเงินปันผลไม่ควรต่ำกว่าระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยในปีนั้นๆ บวกกับอัตราเงินเฟ้อ บวกกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย 5 แบงก์ขนาดใหญ่ เช่น ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 2.9%, อัตราเงินเฟ้อ 1.33%, ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย 5 แบงก์ขนาดใหญ่ 0.87% เมื่อรวมกันจะได้เท่ากับ 5.1%


หมายความว่า หุ้นปันผลที่ควรจะได้รับในแต่ละปีต้องไม่ต่ำกว่า 5.1%


เมื่อได้ระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลตามที่ต้องการ ก็ต้องไปเลือกหาหุ้นปันผลสม่ำเสมอ วิธีการก็ดูประวัติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังไปหลายๆ ปีเท่าที่จะทำได้ เช่น 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี เป็นต้น จากนั้นก็มองไปข้างหน้า 1 - 2 ปี ว่าจะมีความสามารถจ่ายปันผลได้หรือไม่ โดยดูความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ประเมินเอาไว้ (ส่วนหุ้นที่จ่ายปันผลบ้าง ไม่จ่ายบ้าง พูดง่ายๆ จ่ายไม่สม่ำเสมอ เช่น 5 ปีที่แล้วจ่าย อีก 2 ปีถัดมาไม่จ่าย ปีที่แล้วกลับมาจ่าย ส่วนปีหน้านักวิเคราะห์ประเมินว่ายังไม่แน่ ก็ต้องหลีกเลี่ยง)

หุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ เป็นอย่างไร?

โดยหุ้นที่มีความสามารถจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีคุณสมบัติ ดังนี้

  • ผลการดำเนินงานเติบโตสม่ำเสมอ ถึงแม้ยอดขายหรือกำไรจะไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนบริษัทที่กำลังขยายธุรกิจ แต่ผลการดำเนินงานจะเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปไม่หวือหวา ที่สำคัญจะไม่ขาดทุนเลย

  • ผลการดำเนินงานคาดการณ์ได้ง่าย หุ้นปันผลที่ดีจะสามารถคาดการณ์แนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคตได้ง่าย วิธีการคือ นำตัวเลขประมาณการกำไรต่อหุ้น คูณกับนโยบายการจ่ายปันผล จะสามารถประมาณการการจ่ายเงินปันผลคร่าวๆ ได้

  • ประวัติการจ่ายเงินปันผลยอดเยี่ยม ไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา เกิดวิกฤติ หรือขยายตัว บริษัทจะยินดีจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ

  • โครงสร้างทางการเงินเข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก โดยดูย้อนหลังไปหลายๆ ปี เพราะกระแสเงินสดเป็นตัวชี้ว่ามีความสามารถในการจ่ายเงินปันผล

  • หนี้สินต่ำ เราสามารถดูโครงสร้างหนี้สิน ด้วยการดูหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) โดยเฉพาะหนี้สินระยะสั้น หากมีเยอะๆ ก็อาจทำให้ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลลดลง

  • สภาพคล่องสูง โดยส่วนใหญ่หุ้นปันผลมักมีสภาพคล่องไม่ค่อยสูง เพราะนักลงทุนซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว ดังนั้น ควรหาหุ้นปันผลที่มีมาร์เก็ตแคป(Market cap.) ใหญ่พอสมควร เพราะหากต้องการขายก็สามารถทำได้ทันที หรือหากเป็นหุ้นปันผลมาร์เก็ตแคปต่ำ ก็ควรเลือกหุ้นที่มีการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) มากกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด นั่นคือ มากกว่า 15%

  • ค่าเบต้า (Beta) ต่ำ เป็นปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นกับการเคลื่อนไหวดัชนีหุ้น ถ้าเป็นหุ้นปันผลจะมีค่าเบต้าต่ำ นั่นคือ ราคาหุ้นจะผันผวนน้อยกว่าตลาด เช่น หุ้น ABC มีค่าเบต้า 0.7 เท่า หมายความว่า ถ้าดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้น 10% ราคาหุ้น ABC จะขึ้น 7% เช่นกัน ถ้าดัชนีหุ้นปรับลดลง 10% ราคาหุ้น ABC จะปรับลดลง 7%

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นปันผล เป็นทางเลือกเพื่อการลงทุนที่ดีในระยะยาว เก็บเงินปันผลไปเรื่อยๆ เพื่อ เป็นเงินเก็บไว้ใช้หลังวัยเกษียณ