เปิดเบื้องลึกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำอย่างไรคนไทยถึงไม่ตกเป็นเหยื่อ

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอาชญากรรมในรูปแบบ ‘ออนไลน์’ กลายเป็นภัยระดับประเทศที่สร้างความเสียหายกระจายไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้เกาะกลุ่มหรือมีประเภทที่ชัดเจน แต่ ‘เหยื่อ’ จะเป็นใครก็ได้ที่เพียงแค่มีโทรศัพท์ หรือ สมาร์ทโฟนในมือ


ข้อมูลสถิติจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2566 ประเด็นคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่คนไทยตกเป็นเหยื่อสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ จำนวน 108,383 ครั้ง
  2. หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน จำนวน 38,669 ครั้ง
  3. หลอกให้กู้เงิน จำนวน 35,121 ครั้ง
  4. หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 23,545 ครั้ง
  5. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) จำนวน 21,482 ครั้ง

แม้คดีในรูปแบบการข่มขู่ทางโทรศัพท์หรือคอลเซ็นเตอร์จะมีอัตราคดีอยู่ลำดับที่ 5 แต่ความจริงแล้วมูลค่าความเสียหาย ถือว่าไม่ได้น้อยไปกว่าคดีรูปแบบอื่น ๆนอกจากผู้เสียหายจะต้องสูญเสียทรัพย์สินแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2566 ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้เสียหายมากกว่าทรัพย์สินที่ผู้เสียหายได้สูญเสียไป


ในครั้งนั้นมิจฉาชีพเลือกใช้วิธีการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่ประเทศไทยยังไม่เคยพบเจอ คือ การหลอกผู้เสียหายที่เริ่มจากนักศึกษา (เหยื่อคนแรก) คนร้ายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติของพัสดุ ขอให้ทำตามคำแนะนำ และขั้นตอน หากไม่อยากมีความผิด หรือคดีติดตัว


เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างไร้พิรุธ นักศึกษารายนี้ไม่รู้ตัว คนร้ายสร้างประเด็นต่อทันที โดยการหลอกว่าพบความผิดปกติของบัญชีธนาคาร มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะข้องเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติด คนร้ายทำการหลอกล่อให้นักศึกษารายนั้นทำตามขั้นตอนโอนเงินทั้งหมดมาฝากไว้ที่บัญชีเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบเงิน จนทำให้นักศึกษารายดังกล่าวสูญเงินหลักหมื่นบาทไป


แต่เท่านั้นยังไม่พอคนร้ายยังขยายผลการหลอกลวงไปถึงผู้ปกครอง (เหยื่อรายที่ 2) ของนักศึกษา (เหยื่อคนแรก) โดยสร้างสถานการณ์จำลองว่า นักศึกษารายนี้กำลังตกอยู่ในเหตุการณ์ลักพาตัว ถูกเรียกค่าไถ่ หากผู้ปกครองต้องการสวัสดิภาพของลูก จะต้องจ่ายเงินมูลค่าหลักล้านบาทเพื่อแลกกับความปลอดภัยของลูกตัวเอง


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความปวดใจให้กับครอบครัวดังกล่าวอย่างมาก สถานการณ์นั้นสมจริงจนพ่อ และแม่คิดว่าจะสูญเสียลูกของตัวเองไป แต่อย่างไรก็ตาม กรณีของครอบครัวนี้ยังถือว่าโชคดี ที่สุดท้ายเหตุการณ์เลวร้ายจบลงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยเหลือ และระงับการสูญเสียเงินจำนวนมากได้ทันเวลา พาตัวลูกกลับสู้อ้อมกอดของพ่อแม่ได้อย่างปลอดภัย


ทาง THE STANDARD ได้พูดคุยกับ พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล หัวหน้าชุดปฏิบัติการช่วยเหลือผู้เสียหายกรณีนี้ เล่าว่า รูปแบบที่ใช้ในการหลอกผู้เสียหายครั้งนี้ถือว่าเป็นรูปแบบผสมผสาน เริ่มต้นจากการ ‘หลอกแบบเดิม’ คือหลอกว่ามีพัสดุไปรษณีย์ตกค้าง เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆของรัฐ เป็นตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ผู้เสียหายไม่สามารถเดินทางไปประสานงานได้ด้วยตัวเอง ต้องให้เจ้าหน้าที่ปลายสายช่วยจัดการ

“วิวัฒนาการในเรื่องของความเลวร้ายเพิ่มมากขึ้นคือการสร้างความกดดัน และความรู้สึกสะเทือนจิตใจ เจ็บปวดให้กับผู้เสียหาย ทำให้รู้สึกกลัว หรือช็อคจนถึงขีดสุด ด้วยการเล่นกับความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่” พล.ต.ต. ธีรเดช ระบุ


พล.ต.ต. ธีรเดช อธิบายต่อว่า ถ้าเป็นการหลอกแบบที่ผ่านๆมา คอลเซ็นเตอร์ สาย 1 ถึง 3 จะหลอกผู้เสียหาย เพียงคนเดียว และจะพยายามสะกดไม่ให้ผู้เสียหายไปสื่อสารกับผู้อื่น แต่ครั้งนี้จะเป็นการหลอกผู้เสียหายไปพร้อมกับการหลอกผู้ปกครอง


ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานภายใต้ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโดยหลักพื้นฐานของผู้ปกครอง สิ่งที่เขารักและห่วงมากที่สุดคือลูก แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ว่า บุตรหลานไม่ได้ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ตัวคนร้ายอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน แม้เจ้าหน้าที่จะมีการให้ข้อมูลผู้ปกครองไปแล้ว แต่ผู้ปกครองที่ได้รับสายโดยตรงจากคนร้าย ว่าจะทำร้ายร่างกายลูกก็เลือกที่จะเชื่อคนร้าย


“การหลอกแบบเรียกค่าไถ่ ถือว่าจิตใจของเขาเลวร้ายมาก แม้ตำรวจจะมองว่าปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ผู้ปกครองจะมองว่าเป็นเรื่องของการเรียกค่าไถ่ ถ้าในตอนท้ายสุด ตำรวจหาตัวบุตรหลานหรือนักศึกษาที่ถูกหลอกไม่เจอ ผู้ปกครองก็จะยอมโอนเงินตามคำขอของกลุ่มผู้ร้าย” พล.ต.ต. ธีรเดช ระบุ


ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าชุดสืบนครบาลเคยเจอกรณีที่ใกล้เคียงกันแต่ไม่เลวร้ายถึงขนาดนี้ ขณะนั้นไม่มีการนำเรื่องของชีวิตมาล้อเล่น ไม่เคยมีความพยายามแยกแม่กับลูก ครั้งนี้จึงเป็นรูปแบบล่าสุดที่เกิดขึ้น

พล.ต.ต. ธีรเดช อธิบายถึงขั้นตอนที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้ หากเป็นวิธีการหลอกลวงแบบเรียกค่าไถ่ การทำงานของคอลเซ็นเตอร์สายที่1 (สายแรก) จะทำการวิเคราะห์น้ำเสียงของผู้เสียหาย (นักศึกษา) ว่ามีน้ำเสียงกลัว สามารถโน้มน้าว ได้หรือไม่ ถ้ารายไหน มีท่าทีขัดขืน ผู้ร้ายจะตัดสายทิ้งทันที แต่ถ้ามีท่าทีหลงเชื่อสามารถหลอกต่อได้ก็จะโอนสายไปที่สายที่ 2 และ 3


โดยการทำงานของคอลเซ็นเตอร์สายที่ 2 จะรับหน้าที่ในการสร้างสถานการณ์ให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ผู้ทำหน้าที่เป็นสายที่ 2 จะมีการฝึกอบรมทุกคืน คืนละ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้การที่ผู้เสียหายถูกโอนสายต่อมาที่สายที่ 2 แล้ว แสดงว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อกับการหลอกลวง 100% แล้วหลังจากนี้จะกลับตัวไม่ได้ และสูญเสียทรัพย์สินในที่สุด

 

สิ่งที่สังคมสงสัยว่าทำไมวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถยกระดับในการปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างหมดสิ้น ยังมีประชาชนตกเป็นเหยื่ออยู่ พล.ต.ต. ธีรเดช กล่าวว่า ประเด็นที่ 1 คือตัวผู้เสียหาย ไม่กล้าที่จะออกมาเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากกลัวเสียงจากสังคมสะท้อนกลับมาว่าทำไมถึงถูกหลอก รู้เห็นกับคนร้ายสร้างสถานการณ์หรือไม่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ ถึงกลัวคำขู่ของผู้ร้าย


ประเด็นที่ 2 คือ คนไทยหลายคนยินยอม และเอื้ออำนวยกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ในการเปิดบัญชีม้า เพื่อเป็นเส้นทางการเงิน ให้เงินสามารถโอนออกนอกประเทศได้ ที่ผ่านมาอัตราค่าจ้างเปิดบัญชีม้าอยู่ที่ 500 บาทต่อบัญชี แต่ด้วยการปราบปรามของตำรวจที่เข้มข้นขึ้น การเปิดบัญชีม้าทำได้ยากขึ้น อัตราค่าจ้างเปิดบัญชีจึงเพิ่มสูงถึง 17,000 บาท จำนวนเงินที่มากหลายเท่าจึงกลายเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้หลายคนเลือกที่จะมารับเปิดบัญชีม้า


พล.ต.ต. ธีรเดช ย้ำว่า ส่วนหนึ่งที่จะสามารถช่วยเรื่องการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ได้หรือช่วยระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยงานต่างๆตั้งแต่ต้นสายคือหน่วยงานรัฐ เอกชน ต้องดูแลข้อมูลของประชาชนอย่างจริงจัง มีแผนป้องกันความปลอดภัยหลายชั้น


อีกหนึ่งส่วนสำคัญขาดไม่ได้คือ ปลายทางสุดท้ายอย่างธนาคารต่าง ๆ ที่จะต้องช่วยรับเรื่องประสานจากประชาชนให้เร็วที่สุด มีคู่สายพิเศษ ช่องทางพิเศษ เปิดให้บริการตลอดเวลา เพื่อระงับเส้นทางของเงินให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่เงินจะถูกโอนต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงประเทศเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์


“การปราบปราม การป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอกจากฝ่ายตำรวจจะต้องทำอย่างเต็มที่แล้ว ธนาคารเองก็ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะลดความเสียหายให้ประชาชน การช่วยเหลือที่ถูกจุดและทันท่วงที จะสามารถปกป้องเงินของประชาชนได้อย่างแน่นอน” พล.ต.ต. ธีรเดช กล่าวตอนท้าย


เราจะเห็นได้ว่ารูปแบบการหลอกลวง หรือกลุ่มมิจฉาชีพต่างก็ปรับตัว เพื่อให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไป เมื่อช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการติดต่อของคนยุคปัจจุบัน การหลอกลวงเองก็แทรกซึมเข้ามาเพื่อสร้างความเสียหาย วัคซีนที่ดีที่สุดที่ประชาชนจะต้องมีคือ การตระหนักรู้ และตื่นรู้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ แต่หากเกิดเหตุหลอกลวงไปแล้ว ยารักษาที่ต้องเข้ามาจัดการก็คือเจ้าหน้าที่ และธนาคารที่เข้ามาเยียวยาอย่างรวดเร็วและถูกจุด


#แก้เกมกลโกง #FraudFighter #SCB #Thestandard