คำถามเกี่ยวกับบริการชำระเงินด้วย QR Code

1) บริการชำระเงินด้วย QR Code คืออะไร
  • บริการชำระเงินด้วย QR Code เป็นบริการที่ใช้ QR code เป็นสื่อในการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และ mobile application ของผู้ให้บริการที่ลูกค้าใช้งานอยู่
  • QR Code นี้เป็นมาตรฐานที่ ธปท. ได้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรระดับสากล ได้แก่ Amex, JCB, Mastercard, UnionPay International และ Visa พร้อมทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการชำระเงิน (เช่น TrueMoney mPAY และ BluePay) ร่วมกันพัฒนาและใช้มาตรฐาน QR Code เดียวกัน
  • ทำให้ร้านค้าสามารถใช้ QR Code ตามมาตรฐานเดียวกันในการรับชำระเงินได้ทั่วไปจากธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงินในประเทศและรายการชำระเงินจากบัตรต่างประเทศ รวมทั้งรองรับการจ่ายเงินของลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย เช่น จ่ายผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัญชี e-Wallet โดยลูกค้าจะใช้ mobile application ของตนเองในการอ่าน QR Code และชำระเงิน
2) ประโยชน์ของการใช้บริการชำระเงินด้วย QR Code
  • ด้านลูกค้า : เป็นการเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่สะดวก และปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันที่ทันสมัย โดยลูกค้าสามารถใช้ mobile application อ่าน QR Code ของร้านค้าที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการจัดให้ เพื่อซื้อของหรือชำระเงินได้สะดวก รวดเร็ว
  • ด้านร้านค้า : เพิ่มช่องทางและความสะดวกการจ่ายเงิน ช่วยขยายฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจ ลดภาระการจัดเก็บและบริหารจัดการเงินสด และมีต้นทุนการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่ำลงมาก ไม่ต้องเสียค่าอุปกรณ์ โดยเฉพาะร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก และสามารถรับเงินโดยตรงเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารหรือบัญชี e-Wallet ผ่านระบบพร้อมเพย์ได้ ช่วยให้ร้านค้าบริหารจัดการเงินสดได้ดีขึ้น การจัดทำบัญชีและกระทบยอดเงินเข้าง่ายกว่าการทำธุรกรรมด้วยเงินสดมาก ลดภาระการบริหารจัดการและต้นทุนการทำธุรกิจได้อย่างดี
3) ปลอดภัยหรือเปล่า
  • การอ่าน QR Code ผ่าน mobile application ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงิน เช่น กรณีใช้บัตร เจ้าของบัตรไม่ต้องให้บัตรหรือข้อมูลบนบัตรแก่ร้านค้า จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการทุจริต เพราะเจ้าของบัตรจะใช้โทรศัพท์มือถืออ่าน QR code ของร้านค้าและทำการจ่ายเงินตรง
  • นอกจากนี้ การจ่ายเงินด้วย QR Code เป็นระบบที่พัฒนาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของธนาคารและผู้ให้บริการในปัจจุบัน เช่น การให้บริการบัตรเครดิตและบัตรเดบิต หรือการโอนเงินพร้อมเพย์ จึงมีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และมีการตรวจสอบเป็นประจำ
4) เปิดให้บริการแล้วหรือยัง
  • บริการชำระเงินด้วย QR Code เป็นบริการใหม่ มีการใช้มาตรฐานกลาง และต้องเชื่อมโยงระบบระหว่างผู้ให้บริการทั้งที่เป็นธนาคาร และผู้ให้บริการชำระเงินรายอื่น ๆ จึงต้องทดสอบให้มั่นใจในความถูกต้องของการทำรายการ ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ และการดูแลผู้ใช้บริการ โดยการให้บริการจริงจะทยอยเปิดตามความพร้อม คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ทั่วไปภายในไตรมาส 4 ปี 2560 นี้
5) การชำระเงินของลูกค้า และการรับเงินของร้านค้าด้วย QR Code มีการกำหนดวงเงินหรือไม่
  • การชำระเงินของลูกค้าผ่าน mobile application อาจมีการกำหนดวงเงินใช้จ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละรายและลักษณะของบัญชีที่ใช้ รวมทั้งการกำหนด limit การโอนเงินจากบัญชีของลูกค้าเอง
6) ข้อแนะนำในการใช้งานมีอะไรบ้าง
  • ลูกค้าควรต้องตรวจสอบข้อมูลร้านค้าให้ถูกต้องก่อนการยืนยันการจ่ายเงินทุกครั้ง เช่น ชื่อผู้รับต้องตรงกับชื่อที่ระบุไว้ที่ QR Code ของร้านค้า และจำนวนเงินถูกต้อง ก่อนอนุมัติทำรายการ นอกจากนี้ ลูกค้าควรระมัดระวังการตั้งรหัส username / password ของ mobile application ของตนเองให้คาดเดาได้ยาก และไม่บอกรหัสกับผู้อื่น หรือเขียนเอาไว้ในที่เปิดเผย
  • ร้านค้าควรหมั่นตรวจสอบ QR Code ให้ถูกต้องว่าเป็น QR Code ของร้านค้าจริง (บัญชีของร้านค้าที่ใช้รับเงิน) มิให้มิจฉาชีพนำ QR Code ปลอมมาปิดทับ และควรระบุชื่อบัญชีที่ใช้รับเงินไว้คู่กับ QR Code ให้ลูกค้าสามารถใช้ตรวจสอบก่อนยืนยันการจ่ายเงินอีกครั้งหนึ่ง
7) ร้านค้าที่ต้องการรับเงินด้วย QR Code ต้องทำอย่างไร
  • ร้านค้าสามารถติดต่อผู้ให้บริการ เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการชำระเงินอื่น ที่ให้บริการ QR Code และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสอบถามถึงบริการรับชำระเงินด้วย QR Code มาตรฐานได้โดยตรง โดยธนาคารหรือ ผู้ให้บริการจะเป็นผู้จัดทำข้อมูลและสร้าง QR Code ให้กับแต่ละร้านค้า ทั้งนี้ QR Code มี 2 แบบ คือ
    1. แบบ Static : QR Code จะไม่เปลี่ยนแปลง ร้านค้าสามารถพิมพ์และติดไว้ที่ร้านค้าได้ตลอด จนกว่าข้อมูลการชำระเงินจะเปลี่ยนไป โดยอาจเป็นแบบที่ระบุจำนวนเงินไว้ หรือแบบที่ลูกค้าเป็นผู้ใส่จำนวนเงินเอง
    2. แบบ Dynamic : QR Code จะเปลี่ยนในทุกรายการ เช่น การระบุราคาสินค้าในแต่ละรายการ โดยลูกค้าไม่ต้องใส่จำนวนเงิน กรณีนี้ QR Code จะถูกสร้างขึ้นจาก application ของร้านค้าในแต่ละรายการ
8) ประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้รับ
  • เพิ่มช่องทางการชำระเงิน ช่วยขยายฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจ
  • ค่าใช้จ่ายถูก ไม่ต้องเสียค่าอุปกรณ์
  • เงินเข้าบัญชีโดยตรง เงินไม่สูญหาย ไม่ถูกโจรกรรม ไม่ต้องห่วงเรื่องธนบัตรปลอม และไม่ต้องทอนเงิน
  • ตอบสนอง lifestyle ยุคใหม่ของลูกค้า ที่นิยมทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ
9) ร้านค้าจะได้รับเงินอย่างไร
  • กรณีเป็นร้านค้าที่รับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต จะมีวิธีการตัดเงินเข้าบัญชีของร้านค้าตามปกติ
  • กรณีเป็นร้านค้าที่ใช้บริการพร้อมเพย์เพื่อรับเงิน (โดยผูกบัญชีเงินฝากธนาคารกับเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือใช้บัญชี e-Wallet) จะได้รับเงินเข้าบัญชีที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้
  • กรณีร้านค้าเปิดบัญชี e-Wallet ก็สามารถใช้บัญชีดังกล่าว ในการรับชำระเงินได้เช่นกัน
10) ร้านค้ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
  • ค่าใช้จ่ายของร้านค้า ขึ้นอยู่กับบริการต่างๆ ที่ร้านค้าต้องการได้รับจากธนาคารหรือผู้ให้บริการ
11) ร้านที่ใช้ QR Code เป็นร้านค้าบุคคลธรรมดาได้หรือไม่
  • ร้านค้าทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สามารถรับเงินผ่าน QR Code ได้ โดยสมัครรับบริการกับผู้ให้บริการ ซึ่งจะมีการรับร้านค้าตามข้อกำหนดของธนาคาร
12) ร้านค้าจะทราบได้อย่างไรว่าได้รับเงินเข้าบัญชีแล้ว
  • ร้านค้าจะมี application หรือ mobile banking ซึ่งธนาคารจะมีบริการแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี เช่น SMS หรือบริการแจ้งเตือน (Notification) รวมทั้ง ร้านค้าสามารถตรวจสอบรายการใน mobile application ได้อีกทางหนึ่งด้วย
13) สามารถตรวจสอบรายการเงินเข้าบัญชีใน Mobile Banking ได้ทันทีหรือไม่
  • ได้ทันที
14) ร้านค้าสามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการชำระเงินด้วย QR Code ได้หรือไม่
  • ร้านค้าสามารถเลือกใช้บริการจากธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงินได้ตามความสะดวก และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยควรยกเลิกการใช้ QR Code เดิม และแสดง QR Code ใหม่ ที่ร้านค้าเพียงอันเดียว เพื่อป้องกันการโอนเงินผิดพลาด
15) ร้านค้าต้องการเปลี่ยนบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ต้องทำอย่างไร
  • สามารถเปลี่ยนบัญชีได้ที่สาขาธนาคาร แอพพลิเคชั่น Mobile application หรือช่องทางอื่นๆ ของธนาคาร
  • การเปลี่ยนบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ภายในธนาคารหรือผู้ให้บริการเดียวกันไม่ต้องเปลี่ยน QR Code ในกรณีนี้ร้านค้ายังคงใช้หมายเลขพร้อมเพย์เลขเดิมในการรับชำระเงิน
  • การเปลี่ยนบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับต่างธนาคารหรือต่างผู้ให้บริการ ต้องทำการเปลี่ยน QR Code กับธนาคารหรือผู้ให้บริการใหม่
16) ร้านค้าต้องการเปลี่ยนแปลงเลขพร้อมเพย์เพื่อรับ QR Code ต้องทำอย่างไร (ทั้งธนาคารเดิมและต่างธนาคาร)
  • ร้านค้าต้องแจ้งต่อธนาคาร เพื่อทำการยกเลิกการผูกหมายเลขพร้อมเพย์เดิม
  • ร้านค้าสามารถติดต่อธนาคารที่ท่านจะใช้บริการ เพื่อทำการสมัครบริการพร้อมเพย์ และขอรับ QR code ใหม่
17) การรับชำระเงินด้วย QR Code ที่ร้านค้าแตกต่างจากการใช้เครื่อง EDC อย่างไร
  • การรับชำระเงินด้วย QR Code จะมีความสะดวกและคล่องตัวในการติดตั้งมากกว่าเครื่อง EDC อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า สามารถเลือกชำระเงินได้หลากหลายช่องทางที่ตรงกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้บัตร หรือ ใช้ mobile banking ดังนั้น การเลือกติดตั้งควรพิจารณาให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของร้าน
18) หากร้านค้าใช้ QR Code จะถูกส่งข้อมูลทางการเงินให้กรมสรรพากรหรือไม่
  • ข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้ามีกฎหมายดูแล ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้ให้บริการเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า ยกเว้นการเปิดเผยตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เปิดเผยตามคำสั่งศาล หรือเปิดเผยเพื่อประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
  • การชำระเงินด้วย QR Code หรือการใช้พร้อมเพย์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจสอบภาษีหรือการเรียกคืนภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากรแต่อย่างใด
  • การชำระเงินด้วย QR Code หรือการใช้พร้อมเพย์ เป็นช่องทาง การโอนเงิน/ชำระเงินช่องทางหนึ่งเช่นเดียวกับการโอนเงินผ่านทาง e-Banking หรือผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีการส่งให้แก่กรมสรรพากร ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีอำนาจออกหมายเรียก ให้ธนาคารส่งข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน (ไม่ว่าจะทำผ่านช่องทางใดก็ตาม) ให้แก่กรมสรรพากรตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้เสียภาษีรายนั้นยื่นเสียภาษีไม่ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างจำกัด และไม่สามารถขอให้ส่งข้อมูลการโอนเงินทั่วไปได้
19) ในการทำรายการชำระเงินด้วย QR Code ผู้ซื้อต้องตรวจสอบอะไรบ้าง
  • ให้สังเกตโลโก้พร้อมเพย์ สำหรับการจ่ายเงินด้วย QR Code และ QR Code อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
  • ชื่อบัญชีของร้านค้าที่แสดงในโทรศัพท์มือถือต้องถูกต้องตรงกับที่แสดงใต้รูป QR Code ที่ร้านค้า หรือตรวจสอบกับร้านค้าก่อนยืนยันทำรายการ
  • ตรวจสอบจำนวนเงินให้ตรงกับที่ต้องการชำระ
20) ประชาชนผู้ใช้งาน จะสามารถใช้งานได้อย่างไร มีค่าธรรมเนียมหรือไม่
  • ผู้ที่ต้องการชำระเงินซื้อสินค้าด้วย QR Code สามารถเริ่มจากศึกษาว่าผู้ให้บริการที่ท่านเลือกใช้ เช่น ธนาคาร หรือผู้ให้บริการชำระเงินมีการจัดทำ Mobile application เพื่อให้บริการนี้หรือไม่ หากมีก็สามารถ download Mobile application ที่ต้องการ เมื่อจ่ายเงินซื้อของก็เปิด Mobile application เพื่ออ่าน QR Code พร้อมเพย์ของร้านค้าที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการจัดให้ เลือกวิธีการจ่ายเงิน ใส่จำนวนเงิน และยืนยัน ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมจะขึ้นกับการกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย
21) ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
  • สะดวก ใช้งานง่าย ไม่ต้องพกเงินสด
  • ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวเงินสูญหาย ปลอดภัยจากการโจรกรรม ไม่เสี่ยงต่อการทุจริตที่ร้านค้า ไม่ต้องกังวลเรื่องธนบัตรปลอม
22) เมื่อจ่ายเงินแล้วลูกค้าจะทราบได้อย่างไรว่าได้ตัดเงินจากบัญชีแล้ว
  • ระบบ Mobile application ของผู้ให้บริการจะมีการส่งยืนยันการชำระเงิน เช่น SMS หรือ e-mail หรือการแจ้งเตือนที่มือถือ เพื่อให้ลูกค้าทราบว่า ได้ตัดเงินจากบัญชีแล้ว หรือตรวจสอบจากประวัติการทำรายการ (History)
23) กรณีลูกค้าจ่ายเงินผิดต้องทำอย่างไร
  • การดูแลลูกค้าใช้หลักการเดียวกับบริการโอนเงินตามปกติ โดยลูกค้าสามารถติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการต้นทางเพื่อให้ช่วยดูแลจัดการให้ได้
24) QR Code คืออะไร
  • QR (Quick Response) Code คือ รหัสชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนามาจาก barcode แต่ใช้งานง่ายกว่าและเก็บข้อมูลได้มากกว่า ปัจจุบันจึงถูกนำมาใช้แพร่หลายทั้งในภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการเงิน เช่น ใช้เป็นช่องทางการรับชำระเงินที่ร้านค้า ใช้เก็บเว็บไซด์ของบริษัทเพื่อให้สามารถเข้าดูข้อมูลต่าง ๆ ได้สะดวก ซึ่งเราสามารถอ่าน QR Code ผ่าน smartphone
25) QR Code ใช้ในการชำระเงินได้อย่างไร
  • ปัจจุบัน QR Code ได้ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าทั่วไปและร้านค้า online และนิยมใช้ในหลายประเทศ เช่น จีน และอินเดีย โดยใน QR Code จะบรรจุข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการชำระเงิน และใช้ควบคู่กับ mobile application ซึ่งได้พัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัญชี e-Wallet จึงเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก ไม่ต้องพกตัวบัตรหรือให้ข้อมูลบนบัตรแก่ร้านค้า
26) มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการใช้ QR Code เพื่อการชำระเงินหรือไม่
  • EMVCo ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของต่างประเทศที่ดูแลมาตรฐานและการเชื่อมต่อเครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศ ได้ประกาศใช้มาตรฐานสากล QR Code สำหรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิตแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 (EMV QR Code Specification for Payment Systems) สามารถนำมาใช้กับการชำระเงินภายในแต่ละประเทศได้ และประเทศไทยนำมาพัฒนาต่อยอด เช่น การชำระเงินด้วยบัญชีเงินฝากธนาคารและบัญชี e-Wallet ซึ่งการนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยนั้น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนามาตรฐานกลาง QR Code สำหรับการชำระเงินของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
27) การกำหนดมาตรฐาน QR Code เพื่อการชำระเงินของประเทศไทย คืออะไร
  • การกำหนดมาตรฐาน QR Code เพื่อการชำระเงิน ช่วยให้เกิดมาตรฐานกลาง ร้านค้ามี QR Code เดียวก็สามารถรับเงินได้จากหลากหลายช่องทาง / ผู้ให้บริการ เช่น บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัญชี e-Wallet
  • ธปท. ร่วมกับผู้ให้บริการชำระเงินในไทย ทั้งธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินอื่น ในการร่วมมือกันพัฒนาและใช้มาตรฐาน QR Code เพื่อการชำระเงิน ซึ่งได้จัดทำเป็น EMV Compatible QR Code Standard สำหรับใช้ในประเทศไทย ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อของโดยการอ่าน QR Code และตัดเงินจากบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัญชี e-Wallet ตามบริการที่เลือกใช้ผ่าน mobile application ของผู้ให้บริการแต่ละราย เป็นการเพิ่มทางเลือกในการชำระเงิน และเพิ่มช่องทางรับเงินที่สะดวกให้แก่ร้านค้า นอกจากนี้ ในอนาคตร้านค้าสามารถรับชำระเงินจากลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตได้ด้วย เนื่องจากใช้มาตรฐานสากลของ EMV QR Code เดียวกัน
28) แนวทางการใช้ QR code เพื่อการชำระเงินของไทยเป็นอย่างไร
  • ด้านประชาชน : ตัวอย่างการใช้ QR Code ที่แพร่หลาย คือ ร้านค้ามีป้ายแสดง QR Code ที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการจัดให้ ให้ลูกค้าอ่านผ่าน mobile application บนโทรศัพท์มือถือ ลูกค้าใส่จำนวนเงิน และยืนยันการจ่ายเงิน
  • ด้านร้านค้า : QR Code ที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการจัดให้ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งร้านค้าทั่วไป และร้านค้า Online โดยใช้รับเงินได้จากบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีเงินฝากธนาคาร และบัญชี e-Wallet ซึ่งร้านค้าผู้รับเงินสามารถเลือกที่จะเป็นร้านค้าที่รับบัตรและกำหนดบัญชีที่จะใช้รับเงิน หรือรับชำระเงินด้วยบริการพร้อมเพย์ก็ได้
29) การชำระเงินผ่าน QR Code ใช้อุปกรณ์ใดได้บ้าง
  • สามารถใช้ smartphone ได้ทุกรุ่น ซึ่งต้อง download mobile application ที่ต้องการใช้ลงบนโทรศัพท์มือถือ เพื่ออ่าน QR Code ของร้านค้าในการชำระเงิน
30) ร้านค้าที่อยู่นอก Sandbox แต่ต้องการขอใช้บริการ QR code ให้ดำเนินการอย่างไร
  • แจ้งร้านค้าว่าในช่วงแรกยังอยู่ในระหว่างการทดลองเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ยังไม่ได้เปิดใช้ในวงกว้าง หากพื้นที่อื่นๆ พร้อมใช้งาน ธนาคารจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง
31) กรณีตรวจสอบจาก SMS หรือ Mobile Banking แล้วแต่ไม่มีรายการเงินเข้าบัญชีต้องทำอย่างไร
  • ร้านค้าสามารถตรวจสอบความถูกต้อง e-Slip จากผู้ซื้อได้อีกช่องทางว่ารายการสำเร็จหรือไม่ โดยดูจากชื่อร้านค้า, หมายเลขพร้อมเพย์, วันเวลาที่ทำรายการ และยอดเงินเป็นต้น แต่หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถติดต่อ Call Center ธนาคารของท่านได้ตลอด 24 ชม.
32) เบอร์มือถือที่ใช้ SMS Alerts จำเป็นต้องเป็นเบอร์เดียวกับที่ผูกพร้อมเพย์หรือไม่
  • ไม่จำเป็นจำเป็นต้องเป็นเบอร์เดียวกับที่ผูกพร้อมเพย์ ซึ่งร้านค้าสามารถใช้เบอร์ฯ อื่นๆได้ แต่แนะนำให้ร้านค้าเบอร์เดียวกับที่ผูกพร้อมเพย์เพื่อป้องกันความสับสน
33) การรับ SMS Alerts แจ้งรายการเคลื่อนไหวของบัญชีต้องเชื่อมต่อกับ Internet หรือไม่
  • การรับ SMS Alerts สามารถรับได้เมื่อใช้สัญญาณโทรศัพท์ปกติ ไม่ต้องจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Internet
34) การใช้บริการ Mobile Banking ต้องเชื่อมต่อกับ Internet หรือไม่
  • โทรศัพท์มือถือต้องเชื่อมต่อกับ Internet เพื่อที่จะเข้าใช้งาน Mobile Banking สำหรับตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวของบัญชีได้ตลอดเวลา
ข้อมูล ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2560

ข้อแนะนำการใช้งานสำหรับร้านค้า

  1. ร้านค้าควรรับ QR Code จากธนาคาร(ที่ให้บริการ) และหลีกเลี่ยงการพิมพ์ QR Code ด้วยตนเองหรือได้รับมาจากผู้ให้บริการรายใดที่ไม่น่าเชื่อถือ
  2. ร้านค้าควรดูแลรักษาและตรวจสอบ QR Code ของตนเอง ไม่ให้ถูกปลอมแปลงหรือถูกปิดทับจากมิจฉาชีพ
  3. ร้านค้าควรแจ้งให้ลูกค้าตรวจสอบข้อมูลร้านค้าให้ถูกต้อง เช่น ชื่อบัญชีร้านค้า จำนวนเงิน ก่อนการยืนยันการจ่ายเงินทุกครั้ง
  4. ร้านค้าสามารถตรวจสอบการได้รับเงินผ่านบริการแจ้งเตือนต่าง ๆ เช่น Line SCB CONNECT, SMS alert, Mobile Application เป็นต้น
  5. นอกจากการรับบริการแจ้งเตือนแล้วร้านค้าสามารถดูได้จาก Slip ของลูกค้า ซึ่งควรมีข้อมูลที่แสดงต่อไปนี้
    1. มีข้อความ/สัญลักษณ์ที่แสดงว่าทำรายการสำเร็จ
    2. ชื่อบัญชีผู้รับเงิน หรือ บัญชีร้านค้า
    3. จำนวนเงิน
    4. เลขที่อ้างอิง (Reference Number)
    5. วัน/เวลาที่ทำรายการ (ในเวลาที่ซื้อขาย)
  6. กรณีร้านค้าไม่ได้รับข้อมูลการชำระเงินจากบริการแจ้งเตือนทาง Line SCB CONNECT, SMS alert หรือ Mobile Application ของธนาคาร หรือมีข้อสงสัยต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถติดต่อธนาคารได้ที่เบอร์ 02 777 7567 (SCB QR Call Center)
ข้อมูล ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2560